“วงที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็เป็นมีมเสมอ”
“วงนี้อีกแล้ว เห็นกี่ทีก็ตลกทุกที”
“พ้อกสีจะไปสุดที่ตรงไหน”
หลายครั้งที่หลายคนมักได้ยินคำพูดทำนองนี้เมื่อวง PROXIE หรือที่แฟนคลับทั้งในและนอกวงการ T-Pop มักเรียกกันจนติดปากว่า ‘พ้อกสี’ เผยตัวต่อสาธารณชน
ไม่ว่าจะภาพจำจากชุดองุ่นสีม่วงขึ้นโชว์บนเวทีจนเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง หรือคลิปสุดไวรัลที่หนุ่มๆ คัฟเวอร์เพลง อ๊อดแอด ของ เท่ง เถิดเทิง ในรายการ ‘T-POP STAGE’ ไปจนถึงการแสดงสุดเหวี่ยงในทุกเวทีดนตรีของเทศกาลม่วนจอยประจำปีของประเทศไทยอย่างสงกรานต์
ภาพจำเหล่านี้ทำให้ใครหลายคนต่างลงความเห็นตรงกันว่า ‘PROXIE เป็นวงตลก’
ทว่าเพียงแค่ ‘ความตลก’ คงจะไม่สามารถทำให้วง PROXIE จากค่าย bROTHERS MUSIC ก้าวขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งวงบอยแบนด์เบอร์ต้นของประเทศไทยได้เลย หากไม่มีความสามารถรอบด้านอย่างที่ ‘ศิลปิน’ ควรจะมี
แต่ PROXIE สามารถพิสูจน์ความเป็นศิลปินได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผ่านคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่ 3 อย่าง PEPSI Presents PROXIE The 3rd Concert PROXIMA-B ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา คอนเสิร์ตที่สะท้อนให้เห็นทั้งตัวตน พลัง และความสามารถของ PROXIE ได้อย่างเต็มสูบภายในช่วงเวลาเกือบ 4 ชั่วโมงของคอนเสิร์ตครั้งนี้

ระเบิดเวทีตั้งแต่เริ่มต้น!
ทันทีที่ไฟในฮอลล์ดับลง สมาชิกทั้ง 6 คนอย่าง กัน คิม โชกุน กร อองรี และวิคเตอร์ ก็ปรากฏตัวต่อหน้าเหล่า USER (ชื่อแฟนคลับอย่างเป็นทางการของ PROXIE) ในชุดแนว ‘Futuristic’ สุดล้ำ รับกับธีมของคอนเสิร์ตที่จะพาเหล่า USER เดินทางไปยังดินแดนต้นกำเนิดของพวกเขา ณ ดาว PROXIMA-B พร้อมเปิดโชว์ด้วยเพลง Traffic ผลงานคอลแลบกับทีมโปรดิวเซอร์ระดับโลกอย่าง ‘THEBLACKSEA’ ถือเป็นการเริ่มต้นได้อย่างอลังการสมตำแหน่งบอยแบนด์เบอร์ต้นของประเทศ
PROXIE เรียกเสียงกรี๊ดกระหึ่มได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อหนุ่มๆ หยิบเอาเพลง Fire ของวงบอยแบนด์ชื่อดังจากเกาหลีใต้อย่าง BTS มาคัฟเวอร์ทั้งร้องและเต้นได้อย่างแข็งแรงและทรงพลัง จนแทบจะทำให้อิมแพ็คฯ ลุกเป็นไฟตั้งแต่ช่วงต้นของการแสดง

ไม่พอแค่นั้น PROXIE ยังขนเอาเพลย์ลิสต์เพลงฮิตอย่าง STOP!, ตบปาก (On That Day), สถานะเบลอ (BLURRR), ที่ไม่รัก (Unnoticed) มาโชว์ติดกันแบบไม่พัก แถมยังมีไฮไลต์ ‘สเตจลอย’ ที่เคลื่อนที่พาหนุ่มๆ จากเวทีหลักมาปักหลักยังเวทีรอง เพื่อทลายกำแพงความห่างไกลระหว่าง USER อีกด้วย

มี 6 คน ใครจะทำอะไรเราได้ เพราะพวกเราคือ PROXIE
เป็นที่ทราบกันดีว่า PROXIE ก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ของการเดบิวต์แล้ว และภายในช่วงเวลานี้ นอกจากการเดินหน้าทำกิจกรรมวงพร้อมกันทั้ง 6 คนแล้ว สมาชิกแต่ละคนยังขยายบทบาทความเป็นศิลปินของตัวเอง ผ่านทั้งกิจกรรมเดี่ยว กิจกรรมคู่ และยูนิตย่อยอย่างต่อเนื่อง
เช่นเดียวกับคอนเสิร์ตครั้งนี้ที่หนุ่มๆ สลับโหมดโชว์ได้อย่างครบเครื่อง ทั้งสเตจเดี่ยวที่ปล่อยของจนสุดพลัง ไปจนถึงการจับคู่และยูนิตพิเศษ ซึ่งพิสูจน์ให้แฟนๆ ได้เห็นว่า ‘ความสามารถ’ และ ‘เคมี’ ระหว่างสมาชิกของ PROXIE ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
ประเดิมด้วยเคมีของสองพี่ใหญ่อย่าง คิม-กัน ด้วยเพลงดูโอ้ที่เพิ่งปล่อยออกมาเมื่อไม่นานนี้อย่าง Pretty Girl ก่อนจะเซอร์ไพรส์แฟนๆ ด้วยเพลงใหม่ล่าสุดอย่าง สรุปเอาไง (Tell Me) บนเวทีนี้เป็นครั้งแรก

จากนั้นพี่ๆ ก็ส่งเวทีต่อให้กรที่พกความเท่มาพร้อมกับกีตาร์คู่ใจ
แม้จะขึ้นเวทีมาเพียงแค่คนเดียวแต่ก็สามารถคุมเวทีได้อย่างอยู่หมัดด้วยโซโล่เพลง ถ้าฉันทนไม่ไหว (temptation) และไม่เต็ม (MAI TEM) ก่อนจะส่งท้ายโชว์ด้วยการโซโล่กีตาร์รัวๆ พร้อมเอฟเฟกต์ ‘พลุไฟ’ ที่พวยพุ่งออกมาจากกีตาร์ตัวเก่ง (แม้ตอนหลังจะโดนเพื่อนๆ ในวงแซวว่าเป็น ‘กีตาร์บั้งไฟ’ ก็ตาม)

ถึงคราวของยูนิต VOC ซึ่งประกอบไปด้วยโชกุน อองรี และวิคเตอร์ ขึ้นมาปล่อยเสน่ห์ความเท่ตั้งแต่เพลง Trouble, Where I Wanna Be ไปจนถึงการเร่งจังหวะไฮป์แฟนๆ ให้โยกกันจนแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้กับคัฟเวอร์เพลง FaSHioN ของบอยแบนด์น้องใหม่จากประเทศเกาหลีใต้อย่าง CORTIS

ยังไม่จบเพียงเท่านั้น การรวมตัวของยูนิตใหม่มาพร้อมกับการประชันโวคอล 3 สไตล์ของกัน อองรี และวิคเตอร์ ผ่านคัฟเวอร์เพลง Love On Top ของ Beyonce ที่แฟนๆ ต่างลงความเห็นตรงกันว่า นี่เป็นสเตจที่แทบจะทำให้ ‘แสงออกหู’ หรือแม้กระทั่ง ‘หูเคลือบทองคำ’ เลยด้วยซ้ำ

อิมแพ็คฯ กลับมาระเบิดอีกครั้ง เมื่อโชกุนเปิดฟลอร์ด้วยชุดที่ปิด (แค่) หัวไหล่ พร้อมจับมือกับเพื่อนร่วมวงการ T-Pop อย่าง ‘ปลั๊กกี้ PERSES’ มาปลดปล่อยความแซ่บพร้อมเด้งๆ สะโพกไปกับเพลง Shake It ของวงรุ่นพี่ในวงการ Girly Berry
เอาเข้าจริง สเตจนี้แทบจะทำให้ทั่วทั้งฮอลล์ลุกเป็นไฟเลยก็ว่าได้ และคาดว่าโชกุนก็คงคิดล่วงหน้าเอาไว้แล้วเหมือนกัน ถึงได้เนรมิตให้สายฝนตกลงมากลางอิมแพ็คฯ เมื่อความร้อนแรงของโชว์พุ่งจนถึงขีดสุดในช่วงท้าย จนกระทั่งเรียกเสียงกรี๊ดและเสียงเชียร์จากแฟนๆ ได้กระหึ่มทั่วทั้งฮอลล์อีกครั้ง
และถึงแม้ว่าการแสดงจะจบลงพร้อมไฟในฮอลล์ที่มืดสนิท แต่โชว์นี้ก็ยังสร้างความประทับใจและเสียงกรี๊ดจากแฟนๆ ได้ระยะหนึ่งเลยทีเดียว (ย้ำว่าเป็นเสียงกรี๊ดที่ดังและยาวนานมากจริงๆ)

คู่ดูโอ้ใหม่อย่างคิม-กร ตามขึ้นมาดับความร้อนแรงของโชว์ก่อนหน้า ด้วยภาพลักษณ์สดใสปนทะเล้นผ่านเพลง Sad Aerobic ของ MILLI (มิลลิ) และทะลึ่ง ของ Thaitanium ซึ่งเป็นสเตจที่พิสูจน์ได้เลยว่า เคมีของคู่นี้ทำให้ใครๆ ต่างก็ตกหลุมรักได้ไม่ยาก เมื่อผู้เขียนมองไปทางไหนก็พบเห็นแต่สีหน้าแห่งความสุขและสายตาเอ็นดูของ USER ที่ส่งไปให้กับสองหนุ่มบนเวทีอย่างท่วมท้น

PROXIE กลับมารวมตัวกันบนเวทีครบทั้ง 6 คนอีกครั้งกับเพลงใหม่ที่เพิ่งจะปล่อยออกมาล่าสุดอย่าง ไม่รีบงับป๋ม (Don’t Rush!) เพลงฟังง่าย ติดหู สไตล์ฮิปฮอป ที่โชว์ความขี้เล่นและทะเล้นตามภาพลักษณ์ของวง เป็นอีกเพลงที่ยืนยันได้เลยว่า ‘นี่แหละ DNA ของ PROXIE’

ทั้งนี้ไม่ว่าโชว์จะเปลี่ยนไปกี่สเตจ กี่สไตล์ จะสลับกี่คู่หรือกลุ่มยูนิต สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นได้ชัดเจนคือ ศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัดและความเข้ากันได้อย่างลงตัวของสมาชิกทุกคน เหมือนที่อองรีพูดเอาไว้ว่า “มี 6 คน ใครจะทำอะไรเราได้” ประโยคนี้ได้รับการพิสูจน์ผ่านคุณภาพของทุกผลงานการแสดงที่เข้ามาช่วยเติมเต็มความรู้สึกโชคดีและคุ้มค่า ให้กับแฟนๆ ที่เข้ามาชมทุกความสมบูรณ์แบบของ PROXIE ในค่ำคืนนั้น
แขกรับเชิญที่ทำให้คอนเสิร์ตครั้งนี้ครบรสมากขึ้น
เดินทางกันมาถึงครึ่งทาง ก่อนหน้านี้เราได้เห็นการแสดงที่เต็มไปด้วยภาพลักษณ์สดใส ทะเล้น ขี้เล่น ตามแบบฉบับ PROXIE ไปแล้ว
แต่เมื่อไฟบนเวทีถูกเปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิงพร้อมกับการมาเยือนของ ‘ธามไท (TIMETHAI)’ ศิลปินลุคแบดบอยผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการเพลงของประเทศไทยมามากกว่า 10 ปี ในฐานะศิลปินรับเชิญ คอนเสิร์ตครั้งนี้ก็ได้ไต่ระดับสู่ความร้อนแรงทันที

นอกจากธามไทจะเปิดตัวมากับเพลง บักคนซั่ว แล้ว เขายังพาหนุ่มๆ ทั้ง 6 คน โชว์เพลงฮิตของเขาเองอย่าง HIT ME UP ซึ่งเป็นชุดการแสดงที่แทบจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ PROXIE ไปอย่างสิ้นเชิง จากหนุ่มขี้เล่นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้กลับกลายเป็นหนุ่มสุขุมและเซ็กซี่ตามไวป์ของเพลง ไม่พอแค่นั้นเอฟเฟกต์พลุไฟรวมไปถึงแสงสีบนเวที ยังเสริมอารมณ์ให้การแสดงครั้งนี้ทวีความร้อนแรงขึ้นอีกระดับ จนกระทั่งสร้างคลื่นเสียงกรี๊ดขนาดยักษ์จากแฟนๆ ได้อีกครั้ง
คงพูดได้อย่างเต็มปากว่า ธามไทได้เข้ามาปลดล็อกให้แฟนๆ ได้เห็นอีกด้านหนึ่งของ PROXIE ซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์และความเซ็กซี่ที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นบ่อยนัก และศิลปินผู้มากประสบการณ์และความสามารถคนนี้ยังเป็น ‘หนึ่งในกุญแจสำคัญ’ ที่ทำให้คอนเสิร์ตครั้งที่ 3 ของ PROXIE ครบรสชาติ กลมกล่อม และมีความแปลกใหม่มากขึ้นอีกด้วย
บทพิสูจน์ความเป็นศิลปิน
หากหัวใจและภาพจำของการเป็น ‘ไอดอล’ มักถูกผูกไว้กับการร้องและเต้นเป็นหลัก PROXIE คือกลุ่มไอดอลที่พยายามก้าวออกจากกรอบนั้นมาอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกันกับคอนเสิร์ตรอบนี้ที่หนุ่มๆ นำเอา PROXIE BAND กลับมาอีกครั้ง เพื่อสร้างช่วงเวลาแห่ง ‘Band Performance’ ผ่านทั้ง 3 บทเพลง ได้แก่ ดีอยู่แล้ว ที่ต้องลา (I’m Good), สุดเขต (เธอ get ก็ OK) และ SUPER วาเลนไทน์

การประสานกันของเครื่องดนตรีทั้ง 6 ชิ้น จากสมาชิกทั้ง 6 คน ไม่เพียงแค่เพิ่มสีสันให้กับคอนเสิร์ตครั้งนี้เท่านั้น แต่ยังตอกย้ำบทบาทของ PROXIE ในฐานะศิลปิน ‘All-Rounder’ ที่ไปสุดทั้งด้านการร้อง เต้น หรือแม้แต่การบรรเลงดนตรีสดด้วยตัวเองได้อย่างแท้จริง
เดินทางกันมาจนเกือบถึงช่วงท้ายของคอนเสิร์ต PROXIE กลับมาเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง ด้วยการเปลี่ยนลุคเป็นชุดสีฉูดฉาดชวนแสบตา พร้อมเมดเลย์เพลงหลากหลายแนวจากมากกว่า 3 สัญชาติ ตั้งแต่ KISS KISS – PROXIE, One More Night – Maroon 5, Hotel Lobby – Tobii, FANTASTIC BABY – BIGBANG, ยายแล่ม – ลำไย ไหทองคำ, โคตรซิ่ง – แจ๊ส สปุ๊กนิกนิค ปาปิยอง กุ๊กกุ๊ก
ไม่เพียงเท่านั้น หนุ่มๆ ยังเติมลูกเล่นบนเวทีให้แบบไม่ยั้ง ทั้งแสง สี เสียงและธนบัตรรูปหน้าสมาชิกที่ถูกโปรยลงมาระหว่างเพลง Hotel Lobby ทำเอาแฟนๆ นั่งไม่ติดเก้าอี้ รีบก้มเก็บธนบัตรติดตัวไว้เป็นที่ระลึกไว้มองต่างหน้าให้หายคิดถึงหลังจบคอนเสิร์ต

ไปจนถึงโมเมนต์เรียกเสียงหัวเราะ เมื่อ PROXIE นำเอา ‘รถตุ๊กตุ๊กจิ๋ว’ ออกมาแว้นกลางคอนเสิร์ต (แต่หนุ่มๆ ยังคำนึงถึงความปลอดภัย จึงสวมหมวกกันน็อกระหว่างขับขี่ด้วย ฮา)

ก่อนจะปิดท้ายด้วยเพลงฮิตประจำปี 2025 ที่ไม่ว่าใครก็ต้องเคยได้ยินอย่าง Bad Shawty ที่ทั้งสเต็ปแดนซ์สุดกวนและภาพลักษณ์ความน่ารักปนรั่วอันเป็นเอกลักษณ์ของ PROXIE ถูกเรียกคืนกลับมาให้แฟนๆ ได้รับชมอย่างเต็มอิ่มในช่วงนี้
นอกเหนือจากความสนุกที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างต่อเนื่อง ช่วงนี้ยังถือเป็นอีกหนึ่งช่วงที่ผู้เขียนประทับใจเป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะได้เห็นศักยภาพของ PROXIE ในฐานะศิลปินที่ครบเครื่องในทุกรูปแบบแล้ว ผู้เขียนยังได้เห็นการทำงานอย่างทุ่มเทของทีมงานเบื้องหลัง ที่สามารถออกแบบและวางรูปแบบของการแสดงออกมาได้อย่างลงตัว พร้อมใส่ลูกเล่นต่างๆ ที่ซ่อน ‘ความเป็นไทย’ ไว้ได้อย่างแนบเนียน โดยไม่จำเป็นต้องสื่อสารออกมาอย่างโจ่งแจ้งเลยด้วยซ้ำ
เหตุผลของวันนี้
เธอเหนื่อยไปหรือเปล่า ดั่งดอกไม้ ที่โรยรา
แค่อยากรู้ ในวันที่ฟ้าไม่ค่อยเป็นใจ
ฉันพร้อมรับฟังทุกเรื่องราว
แค่พูดออกมาฉันก็พร้อมจะไปหา
PROXIE กลับขึ้นมาอีกครั้งในช่วงท้ายของคอนเสิร์ตด้วยชุดสบายๆ และทันทีที่ท่อนแรกของเพลงเหตุผลของวันนี้ (Flower) เริ่มต้นบรรเลงขึ้นมา แทบจะทำให้ทั่วทั้งฮอลล์อัดแน่นไปความรู้สึกอบอุ่นและซาบซึ้ง จนกระทั่งพี่คนรองของวงอย่างคิมไม่สามารถกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้

“เราทำทุกอย่างไปเพื่ออะไร แต่พอได้มาอยู่จุดนี้ ทำให้เรารู้แล้วว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันมีเหตุผลจริงๆ ทุกคนคือเหตุผลที่เราอยู่ตรงนี้” กรกล่าว
ช่วงพูดคุยเปิดใจในช่วงสุดท้ายของคอนเสิร์ต สมาชิก PROXIE ทุกคนต่างพูดในทำนองเดียวกันว่า พวกเขาตั้งใจและเต็มที่กับคอนเสิร์ตในครั้งนี้มาก แม้ว่าจะมีบ้างบางครั้งที่รู้สึกเหนื่อยจนแทบจะหมดแรงและหมดไฟ รวมไปถึงอุปสรรคอื่นๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างนั้น จนเผลอทำให้สมาชิกรู้สึกหมดความมั่นใจ แต่เพราะความรักในการเป็น ‘ศิลปิน’ และการมีอยู่ของ USER ทำให้พวกเขาฝ่าฟันกับทุกอย่างมาได้
คงไม่ต่างกันมากนัก เพราะว่า PROXIE นี่จึงเป็นเหตุผลที่ USER ยังคงอยู่ตรงนี้ มีวันนี้ เพื่อคอยสนับสนุนและมอบความรักให้กับทั้ง 6 คนอยู่เสมอ เหมือนดั่งข้อความบนป้ายโปรเจกต์ที่แฟนๆ เตรียมมาเซอร์ไพรส์ให้กับ PROXIE ที่ว่า “บนเส้นทางของ PROXIE มี USER เคียงข้างเสมอ”
ให้วันพรุ่งนี้เป็นดั่งของขวัญของฉันและเธอ
เป็นดอกไม้ที่สวยงามบนโลกนี้เสมอ
ไม่ว่านานสักเท่าไรจะไม่ปล่อยให้เธอต้องเศร้าคนเดียว
เหตุผลที่ฉันนั้นมีวันนี้ก็เพราะเธอ
ก่อนเข้าสู่เพลงสุดท้ายของคอนเสิร์ต หนุ่มๆ ทั้ง 6 คนไม่ลืมที่จะถ่ายภาพร่วมกับ USER พร้อมร่วมกันตะโกนสโลแกนประจำวงอย่าง ‘Ayo! PROXIE’ ซึ่งเปล่งออกมาอย่างกึกก้องทั่วทั้งฮอลล์ เป็นเสมือนเครื่องเตือนว่า PROXIE และ USER จะยังคงเป็นของขวัญและเหตุผลของกันและกันไปอีกนานแสนนาน

เมื่อเพลงสุดท้ายอย่าง ชน (Crush) จบลง สมาชิกทั้ง 6 คน ทยอยลงจากเวที ก่อนแสงไฟบนเวทีจะค่อยๆ ดับลง อย่างไรก็ตาม USER ทุกคนยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ราวกับรู้ดีว่าพวกเขาจะต้องกลับมาบนเวทีอีกครั้ง
เสียงตะโกนเรียก PROXIE ดังขึ้นเป็นระยะ ก่อนที่แสงไฟจะสว่างขึ้นอีกครั้งพร้อมอินโทรเพลง คนไม่คุย (Slient Mode) และภาพของสมาชิกในชุดมาสคอตคาแรกเตอร์ประจำตัวสีสันสดใส กระจายตัวอยู่ชั้นต่างๆ ทั่วฮอลล์อิมแพ็คฯ เพื่อเดินทักทายแฟนๆ ได้อย่างทั่วถึง

ก่อนที่จะสมาชิกทั้ง 6 คนจะกลับมารวมตัวกันที่เวทีหลักเพื่อกล่าวอำลาแฟนๆ เป็นครั้งสุดท้าย ท่ามกลางพลุกระดาษที่ค่อยๆ ร่วงลงมา ภาพตรงหน้าอาจดูไม่ต่างจากฉากอำลาทั่วไปของศิลปินและแฟนคลับ ทว่าในความเรียบง่ายนั้นกลับกลายเป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่ตราตรึงใจ และสร้างความทรงจำร่วมกันระหว่าง PROXIE กับ USER ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
สำหรับผู้เขียน ซึ่งเป็นแฟนเพลงของ PROXIE และผู้รับชมคอนเสิร์ตครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นการชมคอนเสิร์ตของไอดอลไทยเป็นครั้งแรก แม้จะคุ้นเคยกับชื่อและผลงานของ PROXIE ผ่านสื่อมาก่อน คอนเสิร์ตครั้งนี้ถือเป็นผลงานคุณภาพชิ้นใหญ่ชิ้นหนึ่ง ที่สะท้อนให้เห็นศักยภาพของ PROXIE ในฐานะศิลปินอย่างรอบด้าน
จึงไม่สงสัยเลยว่า ทำไม PROXIE ถึงก้าวขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งบอยแบนด์แถวหน้าของประเทศไทยได้ ขณะเดียวกันคอนเสิร์ตที่มีความยาวเกือบ 4 ชั่วโมงครั้งนี้ยังสะท้อนถึงความสามารถของทีมงานเบื้องหลัง ที่ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพออกมาได้อย่างน่าประทับใจ จนกระทั่งทำให้ PEPSI Presents PROXIE The 3rd Concert PROXIMA-B สามารถจบลงได้อย่างงดงาม
Tags: Screen and Sound, PROXIE, USER, PROXIE The 3rd Concert PROXIMA-B, ศิลปิน, คอนเสิร์ต




