“โอเค ตอนนี้ 15.50 น. ต้องเร่งมือเคลียร์กองงานตรงหน้าให้เสร็จก่อนเลิกงาน แล้วกลับบ้านไปดูหนังสักเรื่องค่อยจบวัน”
เสียงในหัวขณะคุยกับตัวเองตอนมองลิสต์งานที่ยาวเหยียดตรงหน้า สลับกับเดดไลน์งานที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แค่จินตนาการว่าได้นอนกลิ้งดูหนังอยู่บนเตียงแล้วก็มีความสุขไม่หยอก
แต่พอเอาเข้าจริง กว่าจะเลิกงาน เก็บของกลับบ้าน ฝ่ารถติดบนถนน ถึงบ้านก็ปาไปเกือบ 2 ทุ่มแล้ว เปิดทีวีตั้งใจจะดูการ์ตูนที่เปิดซ้ำตอนเดิมมา 2 คืน แต่ก็ยังดูไม่จบสักที ยังไม่ทันทำอะไรร่างกายก็เริ่มประท้วงให้นอน ผล็อยหลับไปก่อนดูจบตอนอีกแล้ว
รู้ตัวอีกที เช้าวันใหม่ก็เริ่มขึ้น ชีวิตวนลูปซ้ำอีกครั้ง จนอดคิดไม่ได้ว่า เรามีเวลาน้อยเกินกว่าไปหรือเปล่า ที่จะได้ทำอะไรที่ตัวเองชอบจริงๆ
สำหรับคนทำงาน คุณเคยรู้สึกไหมว่า บางทีเวลางานเข้ามาเบียดบังเวลาใช้ชีวิตเราจนเกินไป
สรุปแล้วมันผิดที่งานหรือผิดที่เรา
การทำงานวันละ 8 ชั่วโมง ถือเป็นชั่วโมงการทำงานสูงสุดที่เราสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่สิ่งที่มนุษย์ออฟฟิศมักเจอคือ เวลางานจบแล้ว แต่สมองยังไม่ยอมเลิกทำงาน คิดนู่นคิดนี่ไปเรื่อย จนเรื่องงานเข้ามากินพื้นที่ส่วนใหญ่ของสมองจนหนักหัว
ในหนังสือ Overload: How Good Jobs Went Bad and What We Can Do about It โดย เอริน แอล. เคลลี (Erin L. Kelly) ได้เขียนเกี่ยวกับปัญหาการทำงานนอกเวลาไว้ว่า เวลาทำงานปกติอาจไม่เพียงพอให้พนักงานสามารถจัดการงานทั้งหมดที่อยู่ในความรับผิดชอบได้ ส่งผลให้พนักงานต้องทำงานล่วงเวลาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้งานเหล่านั้นเสร็จสิ้น
แต่ปัญหาคือ ยิ่งทำงานมากเท่าไร ผลกระทบที่ย้อนกลับมาสู่ตัวเรายิ่งมากขึ้นเท่านั้น ทั้งด้านสุขภาพกาย การทำงานหนักอย่างต่อเนื่องและพักผ่อนไม่เพียงพอส่งผลต่อภูมิคุ้มกันที่ลดลง ทำให้เราเจ็บป่วยง่ายขึ้น และอาจสะสมจนกลายเป็นปัญหาสุขภาพเรื้อรังในระยะยาว หรือปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดจากความเครียดสะสม ก็เป็นปัญหาที่ควรใส่ใจไม่แพ้กัน
นอกจากนี้ ปัญหาใหญ่อีกประการที่มักถูกมองข้ามไปคือ เวลางานที่มากเกินเข้าเบียดบังเวลาส่วนตัว เวลาที่ควรจะได้พักผ่อน ได้ออกไปทำในสิ่งที่ชอบกลับถูกแทนที่ด้วยความวิตกกังวลเรื่องงานที่ยังไม่เสร็จ สุดท้ายเวลาพักผ่อนที่ควรช่วยฟื้นฟูจิตใจ ก็ไม่ได้ปลอดภัยพอให้เราพักใจจากภาระหน้าที่อันหนักอึ้ง เพราะยังคงรู้สึกผิดเรื่องงาน
ท่ามกลางชีวิตที่ทุกอย่างเคลื่อนที่เร็วไปหมด งานอดิเรกถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ทำได้หลังจากมีเวลาเหลือ ทั้งที่ในความจริงงานอดิเรกเป็นเหมือนจุดพักใจที่เปิดโอกาสให้เราได้ก้าวออกจากบทบาทและตำแหน่งหน้าที่การงานชั่วคราว เพื่อกลับมาใช้เวลากับสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกเป็นตัวเองอย่างแท้จริง
ทำไมงานอดิเรกจึงยังสำคัญ
-
หลีกเลี่ยงภาวะหมดไฟ (Burnout)
ถ้าทำแต่งานตลอดเวลา ไม่ช้าก็เร็วต้องหมดไฟอย่างแน่นอน ฉะนั้นแล้ว การแบ่งเวลาไปโฟกัสกับความสนใจส่วนตัวหรือกิจกรรมที่รัก จะช่วยให้การใช้ชีวิตในแต่ละวันสนุกขึ้น อีกทั้งยังเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
-
ขยายฐานความรู้ของตัวเอง
การทำอะไรที่หลากหลายมากขึ้นส่งผลดีให้เราเป็นคนที่เซ็กซี่ทางความคิด หรือบางทีอาจจุดประกายไอเดียใหม่ๆ จากความรู้ใหม่ๆ ของตัวเอง และอาจกลายเป็นไอเดียพัฒนางานบนโต๊ะประชุมได้แบบไม่คาดคิด
แล้วควรทำยังไงถึงจะสามารถทำสิ่งที่ชอบได้ท่ามกลางภาระงานที่ล้นท่วม
-
กำหนดขอบเขตเวลาคิดงาน นอกเวลางานอย่ามายุ่งนะ!
ตั้งเวลาเลิกงานให้สมอง ลองกำหนดให้ชัดๆ เช่น หลัง 19.00 น. เป็นต้นไปห้ามคิดงาน เพื่อจำกัดเวลาให้สมองได้พักบ้าง พึงตระหนักไว้ว่า การตั้งขอบเขตให้ตัวเองไม่ใช่เรื่องที่เห็นแก่ตัว แต่เป็นการขีดเส้นเพื่อให้ตนเองเหลือพื้นที่ให้หายใจ และเหลือพื้นที่ให้สมองรีเซ็ตใหม่ท่ามกลางโลกที่บ้าความ Productive
-
เว้นที่ว่างให้งานอดิเรกไม่ว่าช่วงนั้นจะยุ่งแค่ไหนก็ตาม
ลองกันเวลาไว้สำหรับกิจกรรมพักผ่อน โดยเฉพาะในปฏิทินวางแผนงานของตัวเอง และบางทีอาจไม่จำเป็นต้องเป็นงานอดิเรกใหญ่ๆ ลองเริ่มจากงานอดิเรกเล็กๆ ที่ใช้เวลาทำวันละ 10-15 นาที เช่น ออกไปเดินเล่นในสวน เปิดเพลย์ลิสต์โปรดฟังระหว่างจัดห้อง หรือโทร.คุยกับเพื่อนๆ เพื่อให้เราได้มีเวลาพักผ่อนอย่างแท้จริง
สุดท้ายนี้ อย่าลืมว่า คนไม่ใช่หุ่นยนต์ที่จะทนทำงานทุกวันจนลืมงานอดิเรก ว่าแล้วก็ขอปิดโน้ตบุ๊ก ปิดแจ้งเตือนงาน ออกจากบ้านไปทำกิจกรรมพักผ่อนสมองสักหน่อยดีกว่า
ที่มา:
https://www.themuse.com/advice/4-reasons-why-having-a-life-outside-the-office-is-so-so-important
https://www.cnbc.com/2017/08/02/3-science-backed-reasons-having-a-hobby-will-help-your-career.html
Tags: งานหนัก, Work Tips, งานอดิเรก




