อแมนดา พึ่งโพธิปักขิยะ (Amanda Phingbodhipakkiya) ศิลปินชื่อฝรั่ง นามสกุลไทย นำงานศิลปะชื่อ Yellow is a color that remembers มาจัดแสดงที่เอสเอซี แกลเลอรี (SAC Gallery) ภายใต้ชื่องานว่า Dynasty ระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2025
อแมนดาไม่ได้นิยามตัวเองว่าเป็นเพียง Visual Artist หากยังเป็น ‘นักเล่าเรื่อง’ เป็น ‘นักบำบัด’ เป็นผู้ที่พยายามเชื่อมสะพานระหว่าง ‘ความทรงจำ’ กับวัตถุ
อันที่จริงศิลปินอย่างอแมนดามีพื้นเพอยู่ที่นอร์ครอส รัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา นามสกุลดังกล่าวมาจากคุณพ่อของเธอคนไทยแท้ ส่วนแม่ของเธอมาจากอินโดนีเซีย อแมนดาพูดภาษาอังกฤษฉะฉานกว่าภาษาไทย ส่วนภาษาไทยเธอฟังได้ ฟังเข้าใจ เพียงไม่ค่อยพูดเท่านั้น
ระยะหลัง เธอพยายามเดินทางจากบรู๊คลิน สหรัฐอเมริกา ที่พำนักปัจจุบัน มาเมืองไทยให้ได้ปีละ 1 ครั้ง เพื่อทำความรู้จักกับ ‘ราก’ ของตัวเอง ฉะนั้น งานของเธอจึงสลับไปมาระหว่างงานที่จัดแสดงในต่างประเทศ กับงานที่จัดแสดงในประเทศไทย
“เราสัญญากับตัวเองตั้งแต่ปี 2023 ว่าจะกลับมาจัดแสดงงานที่เมืองไทยปีละครั้ง ทั้งหมดคือการบอกว่าเราเชื่อมโยงกับ ‘ราก’ อย่างไร และมันเหมือนมีเวทมนตร์บางอย่างเกิดขึ้นเสมอ เมื่อได้กลับมาสร้างสรรค์งานที่นี่”

รอบนั้น เธอใช้เวลาราว 7 เดือนในประเทศไทย เดินทางไปทั่วประเทศเพื่อคุยกับกลุ่มชาติพันธุ์ และกลุ่มสิ่งทอทั่วภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ จนกลายเป็นงานศิลปะขนาดใหญ่ที่รังสรรค์จากเส้นใยผ้า แถบผ้าไหม และผ้าฝ้าย บนบันไดของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เป็นงานศิลปะสูง 3 ชั้น ภายใต้ชื่อ Time Owes Us Remembrance
แต่ละงานที่รังสรรค์ขึ้น อแมนดาเริ่มต้นวิธีคิดอย่างไร – เราตั้งคำถาม
“งานของเราได้รับแรงบันดาลใจจากชาวประมง ช่างทอผ้า ชาวนา แม้แต่คุณพ่อของเราซึ่งเป็นพ่อครัว งานทุกชิ้นเริ่มต้นจากมือ และงานของเราก็เช่นกัน ทุกเส้นด้าย ทุกรอยเย็บ กระทั่งรอยขาด คือสิ่งที่เราอยากยกย่องทั้งความเข้มแข็ง และความอดทนของพวกเขา”
อีกสิ่งที่น่าสนใจระยะหลังคืองานของ ‘อแมนดา’ งานที่ว่าด้วย ‘การต่อต้าน’ ที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นเพื่อ ‘ประท้วง’ ความไม่เท่าเทียม แต่อีกขณะก็สนใจภาพของ ‘พิธีกรรม’
หากใครค้นชื่ออแมนดา สิ่งที่เจอคือการเรียกร้องว่าด้วย ‘ความเท่าเทียม’ และ ‘ความยุติธรรม’ โดยเฉพาะเรื่องอคติที่มีต่อชาวเอเชียในสหรัฐฯ หนึ่งในงานที่ชัดเจนคือ งานของ I Still Believe in Our City งานศิลปะสาธารณะ 45 ชั้น ที่จัดแสดงทั่วนิวยอร์ก ในเวลาที่กระแสเกลียดคนเอเชียมาแรงหลังการระบาดของโรคโควิด-19
ประสบการณ์ของเธอ การเป็นทั้งผู้หญิงและเป็นชาวเอเชีย ยิ่งทำให้เจอเรื่อง ‘เหยียดเชื้อชาติ’ และ ‘เลือกปฏิบัติ’ อยู่บ่อยครั้ง
ช่วงที่โรคโควิด-19 ระบาดหนัก มีผู้หญิงที่ถูกผลักในรถไฟใต้ดินเพราะเป็นคนเอเชีย ขณะที่พ่อแม่ของเธอ ถูกตะโกนไล่ขณะเข้าร้านขายของชำ นั่นแปลว่าความเกลียดชังมีพลังอย่างมาก มากจนทำให้เธอสร้างงานศิลปะ เพื่อ ‘ประท้วง’ ความไม่เป็นธรรมเหล่านี้
“เราต้องการงานศิลปะที่เป็นภาชนะรองรับเรื่องพวกนี้ เพื่อให้ชุมชนของเราได้หยุดพัก สงบนิ่ง และใช้งานเหล่านี้เยียวยาผู้คนในชุมชนไปพร้อมๆ กัน”
“I DID NOT MAKE YOU SICK”
“I AM NOT YOUR SCAPEGOAT”
“THIS IS OUR HOME TOO”
ข้อความเหล่านี้ พร้อมหน้าตาชาวเอเชียสีสันสดใส ประดับประดาทั่วนิวยอร์ก ทำให้ภาพของ ‘นักเคลื่อนไหว’ ของเธอประจักษ์ชัดขึ้น เพิ่มเติมจากการเป็น ‘ศิลปิน’ ที่ทำงานเชิงสุนทรียะเท่านั้น
“ความงาม ความเกรงขาม และความน่าอัศจรรย์ใจ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการต่อต้านเช่นกัน” เธออธิบาย “สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่ทำให้เราอยู่รอด เป็นทั้งสิ่งที่ช่วยเยียวยา และช่วยให้เราพักผ่อนได้”
ส่วนหนึ่งของศิลปะชิ้นนี้ปรากฏบนปกของนิตยสาร TIME ฉบับวันที่ 29 มีนาคม-5 เมษายน 2021 เป็นการบันทึกช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายในสังคมอเมริกัน
ขณะเดียวกัน หากเพ่งพินิจงานของอแมนดาให้ดี จะพบว่างานของเธอมักประกอบด้วยวัตถุที่ไม่สมบูรณ์แบบ อาจขึ้นสนิม อาจสึกหรอ แต่ก็เป็นวัตถุที่แฝงด้วยรอยของกาลเวลา และการทำงานหนัก สำหรับอแมนดา ความไม่สมบูรณ์เหล่านี้ไม่ใช่ข้อบกพร่อง แต่คือการบอกเล่าเรื่องความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง
“ในสิ่งทอที่ขาดรุ่งริ่งและผ้ากันเปื้อนที่เคลือบเกลือเหล่านี้ เรามองเห็นถึงความเพียรพยายาม ความอดทน และความเอาใจใส่ พวกมันมีเรื่องราวที่มักถูกมองข้าม แต่ควรค่าแก่การยกย่อง”

ในงานล่าสุดของอแมนดาอย่าง Yellow is a color that remembers ที่จัดแสดงที่เอสเอซี แกลเลอรี คำบรรยายไทยระบุไว้ว่า
“แถบสีเหลืองถูกผลักไสไว้ตรงชายขอบอเมริกา
ทว่ามือเราสะท้อนกลับเป็นคำให้การ
ยึดโยงข้ามผ่านผืนดินมหาสมุทร
ทิ้งรอยประทับสลักบนธรณี
มีเรื่องเล่าขานผนึกในอำพัน
ยืนยงทัดทานหอแห่งอำนาจโอ่อ่า
ยืนหยัดส่องแสงประกายเจิดจ้า
ท้าทายการลบเลือนจากความทรงจำ”

หาก Yellow is a color that remembers จะแตกต่างจากงานในอดีตบ้าง ก็เพราะเธอเห็นว่า งานศิลปะ อาจมีฟังก์ชันเพื่อ ‘เยียวยา’ ซึ่งอาจต่างจากงานก่อนหน้าที่มีจุดประสงค์เพื่อต่อต้าน ประท้วง และเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชุมชน
เราถามอแมนดาต่อ แล้วใครเป็นแรงบันดาลใจให้เธอบ้าง
รูท อาซาวา (Ruth Asawa) ศิลปินชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น เธอถูกคุมขังในขณะที่ชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นจำนวนมากถูกจับกุม งานของเธอคือศิลปะแบบร่วมสมัย หนึ่งในงานนั้นเป็นศิลปะจากโครงลวดทรงกลม และงานทุกชิ้นคือการพูดถึงชุมชน พูดถึงสังคมรอบตัว และไม่ได้พูดถึงแค่เรื่องราวของพวกเขาเท่านั้น แต่นำผู้คนในชุมชนมาเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะ
งานชิ้นหนึ่งของรูท ชวนสมาชิกในชุมชนทุกคนมาที่สตูดิโอของเธอ ก่อนปั้นแบบหล่อใบหน้าของสมาชิกในชุมชน
“ตอนเราเห็นงานชิ้นนี้ครั้งแรกที่สแตนฟอร์ด เรานึกไม่ถึงว่าจะมีงานศิลปะแบบนี้ออกมา
“ในฐานะศิลปิน เราสามารถสร้างงานที่กว้างขวาง ครอบคลุมหลายสาขาวิชา เราอาจมีงานศิลปะในลักษณะการต่อต้าน การประท้วง แต่ในขณะเดียวกัน เราก็สามารถสร้างงานที่อ่อนโยนกว่าและเงียบสงบกว่า”
การทำงานที่หลากหลายเช่นนี้ ทำให้งานของคุณอาจอยู่ได้ทั้งในแกลเลอรี นิทรรศการ พิพิธภัณฑ์ แต่ในอีกเวลาหนึ่ง งานของคุณก็อาจอยู่บนท้องถนน อยู่บนฝาผนัง อยู่บนกำแพง ได้เช่นเดียวกัน
ศิลปะต้องเชื่อมโยงกับ ‘คน’
เราถามต่อถึงวิธีการทำงานศิลปะเพื่อการต่อต้านให้ ‘มีพลัง’
“เราอยากจะบอกว่า สิ่งที่ทำให้งานศิลปะทรงพลัง คือการมีประสบการณ์ส่วนตัวที่ลึกซึ้ง เช่นเดียวกับความผูกพันส่วนตัวกับสถานที่ กับผู้คน”
งานที่สามารถเชื่อมโยงและส่งต่อไปยังคนคนหนึ่ง ทำให้คนคนหนึ่ง เข้าใจได้อย่างลึกซึ้งนั้นถือว่า ‘มีพลัง’ โดยธรรมชาติ
ด้วยเหตุนี้ งานของอแมนดาส่วนใหญ่จึงศึกษาลึกซึ้งลงไปในทางมานุษยวิทยา ทำความเข้าใจกับมนุษย์ให้ลึกซึ้งมากขึ้น
เราคือ ‘ภาชนะ’ ที่รองรับเรื่องราวของพวกเขา เรื่องราวของเขาไหลผ่านมือของศิลปิน จนปรากฏออกมาผ่านงาน สิ่งเหล่านี้ประกอบรวมกัน ส่งให้งานศิลปะมีพลังและงานที่มีพลัง ก็สามารถเชื่อมโยงต่อไป ส่งผ่านไปยังผู้คนอื่นๆ และมีพลังโดยธรรมชาติ

นอกจากเป็นศิลปิน อแมนดายังเรียนจบ Neuroscience (ประสาทวิทยา)
คุณเรียนด้าน Neuroscience สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับงานศิลปะไหม – เราถาม
สิ่งที่ Neuroscience สอนก็คือ ความทรงจำนั้นถือเป็นเรื่องซับซ้อน เป็นสิ่งที่ยืดหยุ่นได้ และฝังอยู่ในร่างกาย ฝังอยู่ในเซลล์ของเรา การเรียนในสายนี้ ทำให้เข้าใจ ‘ความทรงจำ’ ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ถ่ายทอดผ่านงานศิลปะที่เล่าเรื่องได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม งานของเธอคืองานที่ต้องลงไป ‘ปฏิสัมพันธ์’ กับชุมชน กับคนรอบข้าง มากกว่าที่จะเขียนเปเปอร์แบบที่นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยคนอื่นทำ
“เพราะเรารู้ว่าในแวดวงนี้จะมีคนเขียนรายงานทางวิทยาศาสตร์และทำวิจัยที่จำเป็นอยู่เสมอ แต่อาจไม่มีใครที่มีประสบการณ์ชีวิตจริงที่ข้ามผ่านหลายประเทศ ได้เรียนรู้ความอ่อนโยน ได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่หลากหลาย และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันโดยสงบสุข”
ในฐานะที่เรียนด้าน Neuroscience มา จริงไหมที่สมองมีสองซีก ซีกหนึ่งคือเรื่องศิลปะเพียวๆ และอีกด้านหนึ่งคือเรื่องวิทยาศาสตร์
อแมนดาหัวเราะ ก่อนจะตอบว่า ‘ไม่จริง’
“ไม่ สมองคนเราไม่ได้แบ่งกันง่ายขนาดนั้น… และไม่มีส่วนไหนในร่างกายที่ถูกแยกชัดเจน วิธีคิดแบบนี้คือ การพยายาม ‘แบ่งเส้น’ คนออกจากกัน
“มนุษย์เราใช้สมองทุกส่วนในทุกเวลา วิธีคิดแบบนี้ก็คล้ายกับความพยายามให้คนคิดแบบอยู่ในกล่อง เช่นคุณเติมกล่องนั้นเต็มหรือยัง ถ้ายังไม่เต็ม ไปเติมกล่องนั้นให้เต็มก่อน”
“แต่วิธีคิดของเราไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เราพยายามต่อต้านการคิดแบบที่อยู่ในกล่อง อยู่ในกรอบ และหาทางให้คนอื่นๆ คิดนอกกรอบในแบบเดียวกัน
“สิ่งที่กำลังสร้างขึ้นคืองานศิลปะแบบที่ ‘ต่อต้านระบบ’ ด้วยประสบการณ์ที่อยู่ใต้ระบบทุนนิยม ระบบอำนาจนิยมอันก้าวร้าว รวมถึงสารพัดอคติที่รุมเร้า
“ฉะนั้น ‘ศิลปะ’ คือวิธีที่ทรงพลังที่สุด คือการมอบทางเลือกให้ผู้คนได้พิจารณาถึงความเชื่อมโยงระหว่างกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และช่วยพวกเขาในทางที่ดีขึ้นให้ได้มากที่สุด”
เรื่องในครอบครัว ‘แรงบันดาลใจ’ งานศิลปะ
แล้วช่วงเวลาไหนที่ ‘จุดประกาย’ มุมมองหรือวิธีคิดของอแมนดา และสร้างตัวตนของเธอขึ้นมาจนมีวันนี้
“เราบอกได้ว่าสิ่งที่จุดประกายไม่ใช่เรื่องการเหยียดเชื้อชาติหรอก แต่แท้จริงแล้ว คือเรื่องของสิ่งเล็กๆ ของพิธีกรรมที่เกิดขึ้นในบ้าน
“แม่เป็นคนที่สอนให้เราใส่ใจทุกคนในบ้าน พวกเรามีกฎในบ้านว่า ห้ามซื้อของขวัญเด็ดขาด ฉะนั้นเราต้องช่วยกันทำสิ่งต่างๆ ให้กันและกัน เราจึงประดิษฐ์ของทำมือเล็กๆ จำนวนมากที่เต็มไปด้วยความรักและเอาใจใส่ วันนี้ทุก Installation Art ล้วนเกิดจากความใส่ใจ ผ่านมือของเรา”
อแมนดาเล่าว่า เธอมีช่วงเวลาแห่งความประทับใจ เมื่อแสดงผลงานชิ้นหนึ่งที่ Lincoln Center for the Performing Arts กลางนิวยอร์ก เป็นสวนกลางมหานคร ขนาดใหญ่โตมโหฬาร
“มีนักเรียนไทยคนหนึ่งเดินเข้ามาหา และเธอน่าจะรู้ว่าเราเป็นคนไทย อาจเป็นด้วยนามสกุล หรือเพราะเสื้อของเราที่เขียนเป็นภาษาไทย เธอเดินเข้ามาหา ในขณะที่เรากำลังทำงานศิลปะเพื่อแสดงออกถึงความโศกเศร้า หลังการระบาดของโรคโควิด-19 และเราพยายามช่วยชาวนิวยอร์กในการระบายความรู้สึกนั้น”
“นักเรียนคนนั้นบอกว่า ไม่เคยเจอคนไทยได้พื้นที่ในการจัดแสดงศิลปะที่ใหญ่ขนาดนี้มาก่อน เราดีใจมากที่ได้ยินอย่างนั้น เธอบอกว่า เมื่อเห็นคนไทยได้พื้นที่ในการจัดแสดงที่ใหญ่โตขนาดนี้ มันทำให้เห็นว่า เสียงของเธอก็อาจมีพื้นที่ งานศิลปะของเธอก็อาจได้จัดแสดงในพื้นที่แบบนี้เช่นเดียวกัน”
อแมนดาบอกว่า ฟีดแบ็กเล็กๆ เหล่านี้ คือเหตุผลที่เธอมุ่งมั่นในการปลูกฝังพื้นที่แห่งความอ่อนโยน พื้นที่แห่งการเปลี่ยนแปลง และพื้นที่แห่งการฟื้นฟู-เยียวยา
“ตอนนี้สหรัฐอเมริกากำลังวุ่นวาย อย่างที่คุณเห็นในข่าว ตอนนี้ผู้คนต่างมองหาศิลปินเพื่อเยียวยาและบอกเล่าว่าพื้นที่แห่งนี้จะปลอดภัยมากกว่าเดิม พวกเราต้องการสิ่งเหล่านี้เป็นอย่างมากในสังคม และเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้สร้างสรรค์พื้นที่แห่งความปลอดภัยและสถานที่ปลอดภัยให้กับผู้อื่น”
ชุมชนเปรียบเสมือนผืนผ้าใบ
สำหรับอแมนดา ศิลปะที่ทรงพลังที่สุดมีรากฐานมาจากผู้คนและสถานที่จริงๆ รวมถึงจากพิธีกรรมสาธารณะ
“เราพูดคุยกับผู้คนมากมายก่อนเริ่มงานใหม่แต่ละชิ้น เรื่องราวของพวกเขาไหลผ่านตัวเราและถ่ายทอดออกมาเป็นผลงาน นั่นแหละคือความจริงแท้”
พิธีกรรมสาธารณะของเธอ เช่น พิธีไว้อาลัยที่เชื้อเชิญให้คนแปลกหน้ามาแบ่งปันช่วงเวลาแห่งความเปราะบางอย่างลึกซึ้ง ในงานหนึ่งผู้คนที่ไม่เคยพบกันมาก่อนต่างร้องไห้และโอบกอดกัน
“เราลืมวิธีที่จะดูแลกันและกันไปแล้ว ทว่า ศิลปะช่วยให้เราจดจำได้อีกครั้ง
ถามถึงงานในอนาคต ในฐานะ ‘นักวิทยาศาสตร์’ อแมนดาสนใจความเชื่อมโยงระหว่าง ‘ความชรา’ กับความสัมพันธ์ภายในชุมชนและสุขภาพสมอง
“เราพบว่าความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับชุมชนช่วยให้ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น” เธออธิบาย “นั่นคือสิ่งที่ทำให้เราออกจากวงการวิชาการ เราต้องการปลูกฝังความสัมพันธ์เหล่านั้นผ่านงานศิลปะ ไม่ใช่ผ่านงาน”
อิทธิพลของประสาทวิทยายังคงดำรงอยู่ในผลงานของเธอจนถึงปัจจุบัน ความเข้าใจของเธอเกี่ยวกับความทรงจำที่เป็นรูปธรรม มีหลายชั้น และยืดหยุ่นได้ เป็นแรงผลักดันสำคัญในการเล่าเรื่องและการมีส่วนร่วมกับสาธารณชนของเธอ
ปลายปีนี้ อแมนดาจะเปิดตัวงานศิลปะแบบมีส่วนร่วมที่ยึดแนวคิดเรื่อง Offering หรือ ‘การถวาย’ ซึ่งก็แปลอีกนัยว่า ‘การให้’
งานชิ้นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากประเพณีในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านการมีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชน ซึ่งเป็นเสมือนศาลเจ้าที่มีชีวิตแห่งการดูแลซึ่งกันและกัน
“ไม่ใช่แค่ให้วิญญาณหรือบรรพบุรุษ แต่คือการให้ซึ่งกันและกัน”

Fact Box
อแมนดา พึ่งโพธิปักขิยะ (Amanda Phingbodhipakkiya) ต่อยอดผลงานไปสู่นิทรรศการ Tender Commons ซึ่งกำลังจัดแสดงที่ Museum of Modern Art (MoMA) นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2025-15 มีนาคม 2026




