“เชิญเข้ามาข้างใน! ไม่ต้องกลัว นี่เป็นแค่พิพิธภัณฑ์คอมมิวนิสต์ ไม่ใช่ของจริง!”
นั่นเป็นประโยคเปิดของเรื่องสั้นชื่อ A Guided Tour Through the Museum of Communism ระบอบคอมมิวนิสต์พังครืนลงพร้อมกับกำแพงเบอร์ลิน ในปี 1989 และการแยกตัวของรัฐย่อยออกจากสหภาพโซเวียตในปี 1991 จากกว่า 50 ประเทศ ทุกวันนี้โลกมีประเทศที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์แค่ 5 ประเทศ ได้แก่ จีน สปป.ลาว เกาหลีเหนือ เวียดนาม และคิวบา
คำว่า ‘คอมมิวนิสต์’ หรือ ‘โลกหลังม่านเหล็ก’ ฟังเก่าพอๆ กับโทรทัศน์ขาวดำ แต่ทำไมมันยังน่ากลัวจนใช้ล้อกับความรู้สึกได้
เรื่องสั้นดังกล่าวเป็นเรื่องเปิดของหนังสือ Two Underdogs and a Cat เขียนโดย สลาเวนคา ดราคูลิช (Slavenka Drakulić) นักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ชาวโครเอเชีย หนังสือของเธอได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศกว่า 20 ภาษา ผลงานที่มีชื่อเสียง ได้แก่ They Would Never Hurt a Fly, How We Survived Communism and Even Laughed และ Cafe Europa
ใน Two Underdogs and a Cat ดราคูลิชใช้สัตว์ชนิดต่างๆ มาเป็นสื่อถ่ายทอดประสบการณ์และคำถามจากอดีตโลกคอมมิวนิสต์ยุโรปตะวันออกที่ยังสดใหม่สำหรับเธอ น้ำเสียงและลีลาการเล่าของพวกมันแตกต่างกันไปตามบริบทและปูมหลัง
ใน A Guided Tour หนูเมืองปราก สาธารณรัฐเช็ก (เคยเป็นคอมมิวนิสต์) พาหนูนักท่องเที่ยวจากเมืองเวือร์ซบวร์ก ประเทศเยอรมนี (ไม่เคยเป็นคอมมิวนิสต์) ชมพิพิธภัณฑ์ที่มันอาศัยอยู่
ด้วยลีลาเจื้อยแจ้วแบบมัคคุเทศก์มืออาชีพ เจ้าหนูโบฮูมีลสะท้อนความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นผ่านข้าวของและผู้คนที่มันรู้จัก น้ำเสียงของมันร่าเริงชวนติดตาม และออกจะทรงภูมินิดๆ เพราะมันเป็นหนูหนังสือ เคยอาศัยอยู่ในตู้หนังสือในห้องสมุดประจำโรงเรียนรัฐ แต่เมื่อระบอบคอมมิวนิสต์ล่มสลาย โรงเรียนของมันก็กลายมาเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน แถมบ้านของมันก็ถูกโยนทิ้งไว้ข้างกองขยะ โชคดีว่ามีคนเก็บทั้งตู้และหนังสือพวกนั้นมาใส่ไว้ในพิพิธภัณฑ์ โบฮูมีลจึงได้ซุกตัวผาสุกอยู่กับหนังสืออีกครั้ง
เพื่อนมนุษย์คนเดียวที่โบฮูมีลมีในเวลานี้คือมิเลนา คุณป้าคนทำความสะอาดบวกพนักงานประจำเคาน์เตอร์ของที่ระลึก ความช่างเล่าของมันช่วยให้เรารู้ว่าคุณป้ามีดีกรีภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส แถมเคยทำงานเป็นเลขานุการประจำหอจดหมายเหตุแห่งรัฐ สมัยที่เช็กยังเป็นคอมมิวนิสต์ ส่วนสามีของคุณป้าเคยเป็นวิศวกร แต่พออะไรๆ ถูกแปรรูป (Privatisation) ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่เบ่งบาน เขาก็ตกงาน คุณป้าจึงต้องมารับงาน 2 ตำแหน่งค่าแรงเดียวอยู่อย่างนี้
ระหว่างเดินชมเจ้าหนูช่างเล่ายังบอกด้วยว่า คุณครูเพอร์ลิคในโรงเรียนที่เป็นบ้านเก่าของมันเคยพูดแต่ครั้งกระโน้นว่า “วันหนึ่งเด็กๆ จะถามว่า ‘คอมมิวนิสต์? อะไรอะ ศาสนาเหรอ หรือว่ายี่ห้อรถยนต์” ส่วนตัวแล้วมันจึงดีใจที่มีคนทำพิพิธภัณฑ์นี้ขึ้นมา “ฉันว่ามันไม่ควรถูกลืม ทั้งด้านดีและร้าย”
สำหรับไฮไลต์ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ โบฮูมีลบอกว่าคือห้องไต่สวน แม้ไม่มีอะไรให้ดูนอกจากโต๊ะ เก้าอี้ 2 ตัว โคมไฟ เครื่องพิมพ์ดีดเก่าๆ และตะขอแขวนเสื้อโคต แต่ห้องมอซอนั้นคือศูนย์กลางของอำนาจเด็ดขาด ที่ที่คนจะถูกทำทุกอย่างให้ทรยศคนอื่นและแม้แต่ตัวเอง
แล้วที่นี่มีของที่ระลึกอะไรขายบ้าง เสื้อยืด หมวก โปสเตอร์ โบฮูมีลบอก “แต่ที่ขายดีสุดคือเทียนไขรูปสตาลิน เลนิน และมาร์กซ์” เพราะราคาถูกที่สุดหรือเพราะคนเห็นว่าสนุกเวลาจุดและนั่งดู โบฮูมีลก็ไม่ทราบได้
เรื่องสั้นถัดมา An Interview with the Oldest Dog in Bucharest นักท่องเที่ยวจากเวียนนา ออสเตรีย (เคยอยู่ฝั่งยุโรปตะวันตก) ถามหมาแก่ตัวหนึ่งว่า ทำไมบูคาเรสต์ถึงมีหมาจรจัดเยอะมาก และไม่มีใครจัดการอะไรทั้งๆ ที่เป็นเมืองหลวง (ของโรมาเนีย อดีตประเทศยุโรปตะวันออก) ชาร์ลี-หมาแก่จึงเล่าและให้ความเห็นแบบหมาๆ ของมัน จากความจำของมันเองและคำบอกเล่าของแม่
แม่ของชาร์ลีชื่อมิมิ เคยอยู่กับครอบครัวคนเลี้ยงในคฤหาสน์หลังใหญ่ย่านเมืองเก่า แต่เมื่อมีการไล่ที่และยึดทรัพย์ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 ครอบครัวคนเลี้ยงมิมิพร้อมกับเพื่อนบ้านหลายหมื่นชีวิตก็ต้องระเห็จไปอยู่ในอะพาร์ตเมนต์เล็กๆ ในแฟลตการเคหะสีทึมเทาที่ห้ามเลี้ยงสัตว์เลี้ยง หมาแมวจำนวนมากที่เคยมีชีวิตหรูหราก็พลันต้องกลายเป็นประชากรไร้บ้าน
มิมิโชคดีมีคนที่อยู่บ้านชานเมืองรับไปเลี้ยง “ฉันไม่ได้เกิดข้างถนนนะ” ชาร์ลีอวด
ทุกวันนี้ชาร์ลีมีคนเลี้ยงชื่อมาร์ติน และมันชอบเรียกเขาว่า ‘เพื่อน’ มากกว่า ‘นาย’ (Master) ตามประสาหมาหลังม่านเหล็ก
ลีลาการเล่าของมันสมกับความชรา (ถ้าเป็นคน มันว่ามันอายุ 120 ปี) บางครั้งเล่าตอนต้นลืมตอนปลาย เพราะชอบออกนอกเรื่อง บางครั้งก็โพล่งถามอะไรขึ้นมาแบบพูดเองเออเอง เช่นว่า
“คนคงสงสัยนะว่า ทำไมคนที่จัดการกับจอมเผด็จการชาวูเชสกูได้ แต่จัดการปัญหาหมาจรจัดไม่ได้” หรือรำพึงว่า “จู่ๆ อาจมีคนลุกขึ้นมากำจัดพวกเขาจนสิ้นซาก แต่ถัดจากเราจะเป็นอะไรละ ยิปซี ยิว หรือคนใส่แว่นตางั้นรึ”
ตอนที่หันไปเห็นมาร์ตินเอาเศษขนมปังให้ลาบราดอร์ข้างถนนที่ผอมโซ มันนึกสะท้อนใจว่า เศษอาหารแค่นั้นไม่น่าจะพอยาไส้ ที่สำคัญ “การกุศลเคยไม่ช่วยแก้ปัญหาสังคม”
เรื่องสั้นเรื่องสุดท้ายในเล่ม The Cat-Keeper in Warsaw (A Letter to the Prosecutor) เป็นจดหมายถึงอัยการซึ่งผู้เขียนอ้างตนว่าเป็นแมวเพศเมียชื่อกอร์บี้ หลักใหญ่ใจความของจดหมายเกี่ยวข้องกับการไต่สวนในศาลอาญาของโปแลนด์ที่เป็นไปอย่างเชื่องช้า จำเลยในคดีคือผู้ที่กอร์บี้เรียกว่า ‘ท่านนายพล’ หากจะมีใครสงสัยว่าผู้เขียนเป็น ‘นุดสวมรอยแมวเขียนมา’ เราก็ต้องชื่นชมว่าทำได้เนียนมาก นับจากท่อนอารัมภบทประชดประชันน้ำเสียงยโสที่ว่า “ดิฉันจะละไม่พูดถึงวิธีพิจารณาคดีและพิธีกรรมล้างบาปที่พวกท่านกำลังกระทำอยู่… คือดิฉันเองก็ไม่ค่อยได้ไปสุงสิงกับชาวบ้านร้านตลาดก็อาจจะตกหล่นข้อมูลดีๆ ไปบ้าง”
กอร์บี้ไม่ได้ร้องขอความเป็นธรรม ไม่ได้แก้ต่างให้ท่านนายพล มันเพียงแต่รบเร้าท่านอัยการให้สรุปปิดสำนวน เพื่อศาลจะได้ตัดสินเสียที เพราะท่านนายพลอายุปาเข้าไป 86 ปีแล้ว หนำซ้ำกำลังนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยโรคปอดบวม
เหตุที่ท่านนายพลต้องมาเป็นจำเลยในศาลในช่วงปัจฉิมวัยนี้ก็เพราะเมื่อ 25 ปีก่อน ในวันที่ 13 ธันวาคม 1981 เขาในฐานะผู้นำสูงสุดของประเทศได้ประกาศกฎอัยการศึกเพื่อสกัดกั้นขบวนการโซลิดาริตีที่ต้องการปฏิรูปประเทศ (และต่อต้านสหภาพโซเวียต) เหตุการณ์นั้นตามมาด้วยการปราบปรามสหภาพแรงงานอิสระ การจำกัดเสรีภาพ และคุมขังผู้เห็นต่างนับหมื่นคน
เพื่อโน้มน้าวให้อัยการเห็นว่าคำร้องขอของตนมีน้ำหนัก กอร์บี้เล่าว่าท่านนายพลเป็นคนเลี้ยงของมัน “จะบอกว่าท่านเป็นพ่อบ้าน (ทาส) ดิฉันก็เกรงว่าจะทำให้ท่านสะเทือนใจ คือท่านเป็นคนหัวเก่า เจ้ายศเจ้าอย่าง อ่อนไหวกับชั้นชน… คุณคงว่าดิฉันขี้โอ่ แต่ความจริงก็คือความจริง ดิฉันเลือกที่จะยอมให้ท่านเป็นคนเลี้ยง ‘เลือก’ เป็นกิริยาสำคัญสำหรับเผ่าพันธุ์ของเรากว่าที่คุณๆ เข้าใจนะ”
นอกจากมันแล้ว ท่านนายพลยังเลี้ยงสุนัขพันทางอีกตัวชื่อนโปเลียน แต่สัตว์เลี้ยงที่ท่านนายพลให้นั่งตักและเป็นเพื่อนปรับทุกข์เสมอมามีแต่กอร์บี้เท่านั้น และนั่นเป็นที่มาของข้อมูลเชิงลึกที่ว่าก่อนเดือนธันวาคม 1981 ท่านนายพลได้ไปประชุมกับ เลโอนิด เบรสเนฟ ประธานาธิบดีในขณะนั้นของสภาพโซเวียต และตระหนักว่าเบรสเนฟจะไม่ทนกับการปฏิรูปของประเทศใดในค่ายคอมมิวนิสต์
“ในห้องสุขาของพระราชวังเครมลินนั่นแหละ ท่านนายพลมองหน้าตัวเองในกระจกและตัดสินใจ” กอร์บี้เล่า
ท่านนายพลมองว่า การประกาศกฎอัยการศึกเพื่อปราบปรามขบวนการโซลิดาริตี คือการยับยั้งไม่ให้พี่ใหญ่โซเวียตมีข้ออ้างส่งกองกำลังเข้ามา ชาวโปลครึ่งหนึ่งมองว่า เขาทำไปด้วยความรักชาติ และอีกครึ่งหนึ่งมองว่าขายชาติ
แมวอย่างกอร์บี้ไม่สนใจว่า การตัดสินใจหนนั้นผิดหรือถูก แต่รู้สึกว่ามันมีหน้าที่ตั้งคำถาม “ความยุติธรรมแบบไหนที่คุณกำลังถามหา แน่ใจหรือว่าผลของคดีนี้จะสนองหลักนิติธรรม ขนาดหมาอย่างนโปเลียนที่คิดอะไรซับซ้อนไม่เป็น ยังเห็นว่าเรื่องที่พวกคุณทำอยู่ก็เป็นแค่การเมือง”
ในความเห็นของกอร์บี้ การตัดสินลงโทษท่านนายพลในศาลอาญาเป็นการทำให้อับอาย (ไม่ใช่ความยุติธรรม) และคนโปลอีกครึ่งประเทศจะต้องอับอายไปด้วย พวกเขาจะต้องหันไปถ่มถุยช่วงเวลา 45 ปีที่พวกเขาหายใจอยู่บนโลก เหมือนผัวเมียหลังดราม่าหย่าร้างที่ขมขื่น
“ถามจริงๆ เถิดว่า ท่านนายพลควรต้องรับผิดชอบต่อกฎอัยการศึกหนนั้นแต่เพียงผู้เดียวหรือ ไม่นะ คนโปลนับหมื่นนับแสนก็ร่วมด้วยช่วยกันให้มันคงอยู่มาถึง 10 ปี หรือว่าการตัดสินลงโทษเขาจะช่วยให้คนที่เหลือมือสะอาด”
ในตอนท้ายกอร์บี้ย้ำว่า จะตัดสินอีท่าไหนก็ขอให้ไว เพราะถ้าท่านนายพลตายเสียก่อน เรื่องที่หวังว่าจะได้ปิดฉากคอมมิวนิสต์กันสวยๆ ก็จะกลายเป็นฝันค้าง “แม้แต่นโปเลียนยังเห็นด้วยกับดิฉันเลย” (หมามันยังคิดได้นะเธอ)
หากวันหนึ่งประชาธิปไตยกลายเป็นอดีต และเราต้องสร้างพิพิธภัณฑ์ให้มัน เราควรทำอะไรเป็นของที่ระลึก และห้องจัดแสดงห้องไหนน่าจะเป็นไฮไลต์ สำหรับจดหมายเว้าวอนของกอร์บี้ หากทำได้เราคงตอบแทนท่านอัยการว่า อย่ากังวลไปเลย ท่านนายพลไม่ใช่มนุษย์คนเดียวในหน้าประวัติศาสตร์หรอก ที่คนฟากหนึ่งเชิดชูเป็นผู้รักชาติ และอีกฟากเห็นว่าขายชาติอย่างน่าอัปยศอดสู
Fact Box
Two Underdogs and a Cat, สลาเวนคา ดราคูลิช (Slavenka Drakulić) เขียน, จำนวน 104 หน้า, สำนักพิมพ์ Seagull




