แอนนา แมรี โรเบิร์ตสัน โมเสส (Anna Mary Robertson Moses) หรือที่รู้จักกันในชื่อ Grandma Moses ทำงานกับสามีที่ฟาร์มเล็กๆ ในรัฐเวอร์จิเนีย ก่อนย้ายมาสร้างครอบครัวที่อีเกิลบริดจ์ ด้วยวิถีชีวิตแสนสามัญธรรมดาตามแบบแม่บ้านชาวอเมริกัน เลี้ยงดูลูก ทำงานบ้าน และมีงานอดิเรกเล็กๆ คือการเย็บปักถักร้อย ทว่าอาการไขข้ออักเสบทำให้เธอต้องปรับเปลี่ยนกิจวัตร แอนนาเริ่มฝึกฝนการวาดรูปอย่างจริงจังอีกครั้งในวัย 78 ปี 

แต่ใครจะรู้ว่าหญิงชราที่เติบโตมาในครอบครัวเกษตรกร ร่ำเรียนศิลปะเพียงระยะเวลาสั้นๆ ในวัยเด็ก สามารถสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอันโดดเด่นในสไตล์โฟล์กอาร์ตจนโด่งดังและมีชื่อเสียง ผลงานของเธอได้รับความนิยมจากการนำเสนอวิวทิวทัศน์อันแสนอบอุ่นในเมืองชนบท แอนนาผลิตผลงานมากกว่า 1,000 ชิ้น และได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 5 สตรีที่น่าสนใจที่สุด เรื่องราวของเธอสะท้อนถึงการเริ่มต้นช้า ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ 

ยังไม่นับรวมจิตรกร นักเขียน ดีไซเนอร์ นักธุรกิจ หรือคนดังระดับโลกอีกมากมายที่เพิ่งค้นพบตัวเองตอนอายุมากแล้ว ดูเหมือนว่าปรากฏการณ์นี้จะลบความเชื่อเดิมๆ ที่มองว่า คนอายุเยอะไม่สามารถเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้ อีกทั้งการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ยังยืนยันว่า สมองของคนเรารองรับรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ได้ตลอดชีวิต ดังนั้นสุภาษิตที่ว่า ‘ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก’ อาจไม่ใช่ความเข้าใจที่ถูกต้องเสมอไป 

สมองของเราสามารถปรับเปลี่ยนเซลล์ประสาทให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม การถูกกระตุ้น หรือความจำเป็นในหลายสถานการณ์ได้ตลอดชีวิต โดยกลไกนี้เรียกว่า การปรับตัวของสมอง (Neuroplasticity) คือกระบวนการที่เซลล์ประสาทงอกใหม่ แตกแขนง หรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำงาน เพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าทั้งจากภายในและภายนอกร่างกาย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม สมองได้รับความเสียหาย หรือการเรียนรู้ทักษะใหม่ แสดงให้เห็นถึงความมหัศจรรย์และซับซ้อนของสมอง ที่พร้อมปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ตลอดเวลา 

เมื่อเราเรียนรู้ทักษะใหม่ผ่านการจดจำ ฝึกฝน และทำซ้ำ สมองจะกระตุ้นให้เซลล์ประสาทส่งกระแสไฟฟ้าวิ่งไปตามแขนงประสาท และหลั่งอะเซทิลโคลีน (Acetylcholine) หรือสารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาทกับเซลล์กล้ามเนื้อ ทำหน้าที่บันทึกข้อมูลและรูปแบบการเคลื่อนไหว ที่สำคัญคือช่วยให้เรา ‘โฟกัส’ กับสิ่งที่ทำอยู่มากขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เซลล์ประสาทส่งกระแสไฟฟ้าเรื่อยๆ และสร้างทางเชื่อมระหว่างเซลล์ประสาทใหม่ที่เรียกว่า ไซแนปส์ (Synapse) ซึ่งจะช่วยให้กระแสไฟฟ้าหรือข้อมูลต่างๆ ถูกส่งผ่านระหว่างกันได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 

ในช่วง 3 ปีแรกสมองของเราจะมีไซแนปส์ประมาณ 2,500 จุดเท่านั้น หลังจากนั้นไม่นานจะพัฒนาต่ออย่างมหาศาลจนเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 หมื่นจุด ทว่าสำหรับวัยผู้ใหญ่หรือคนสูงอายุ ไซแนปส์จะลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง เนื่องจากสมองเลือกที่เก็บเฉพาะข้อมูลและทักษะที่จำเป็นหรือใช้บ่อยเอาไว้ ส่งผลให้เซลล์ประสาทที่ใช้งานบ่อยมีพัฒนาการการเชื่อมต่อที่แข็งแรงขึ้น ส่วนเซลล์ประสาทที่แทบไม่ค่อยได้ใช้งานจะค่อยๆ ฝ่อและตายไป เพื่อประสิทธิภาพการทำงานของสมองที่ดีขึ้น แต่นั่นไม่ได้หมายความคนที่โตแล้วจะไม่สามารถเรียนรู้อะไรเพิ่มได้เลย 

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น กระบวนการปรับตัวของสมองเกิดขึ้นได้ตลอดการมีชีวิตอยู่ หมายความว่าต่อให้เราไม่ได้ฝึกฝนทักษะใดมาเป็นเวลานานก็สามารถเรียนรู้ จดจำและทำใหม่ได้ เพียงแค่อาจทำได้ช้ากว่าสมัยที่ยังเป็นเด็กหรือวัยรุ่น เพราะการเสื่อมของไซแนปส์ด้วยปัจจัยข้างต้น ทำให้ต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูเหล่าเซลล์ประสาทที่ถูกปิดการใช้งาน 

ทว่ากระบวนการนี้จะกลับมาได้ไวยิ่งขึ้น หากถูกกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เนื่องจากการนอนหลับช่วยให้เดนไดรต์ (Dendrite) หรือตัวรับส่งสัญญาไฟฟ้าในเซลล์ประสาทพัฒนาได้ดีขึ้น 

อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้ยืนยันความจริงที่น่าทึ่งข้อหนึ่งว่า สมองของเราไม่ใช่พิมพ์เขียวที่แก้ไขไม่ได้ แม้ในวัยผู้ใหญ่ที่หลายคนเชื่อว่า สมองจะเริ่มเสื่อมถอย เนื่องจากกลไกการปรับตัวของสมองยังคงทำงานอยู่เสมอ นอกจากนี้การกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ๆ ยังช่วยยับยั้งอาการอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุได้อีกด้วย ไม่มีวันที่สายเกินไปที่จะเรียนรู้ เพราะสมองของเราพยายามอย่างมากในการให้เราเป็น ‘คนที่ดีขึ้น’ ในทุกวัน 

 

ที่มา:

https://www.verywellmind.com/what-is-brain-plasticity-2794886

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK557811/

https://sharpbrains.com/resources/1-brain-fitness-fundamentals/neuroplasticity-the-potential-for-lifelong-brain-development/

Tags: , , , ,