***บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568***

“หน้าที่ของเราคือ มองพื้นถนน 7 ฟุตข้างหน้า แล้วก็แค่วิ่งผ่านไปเท่านั้น” 

ประโยคที่ เขา (นิชคุณ หรเวชกุล) บอกกับ หล่อน (สู่ขวัญ บูลกุล) ในภาพยนตร์เรื่อง รัก 7 ปีดี 7 หน (2555) สามารถสรุปแก่นแท้ของ ‘การวิ่ง’ ได้เป็นอย่างดี เพราะการวิ่งนั้นไม่ต่างจากการทำสมาธิ ที่เราต้องจดจ่ออยู่กับตัวเอง วางสายตาไปข้างหน้า และพาร่างกายก้าวไปเรื่อยๆ ในทุกๆ กิโลเมตร

ไม่แปลกใจว่าเวลาที่ใครหลายคนรู้สึกเครียดหรือกดดันจากการทำงาน จึงหันมาเลือก ‘การวิ่ง’ เป็นหนึ่งในวิธีการคลายเครียด อีกทั้งยังได้สุขภาพกายที่แข็งแรงเป็นผลพลอยได้อีกด้วย

หนึ่งในนั้นคือ ไหม-ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน ที่ในปี 2568 เธอเริ่มหันกลับมาสนใจเรื่องสุขภาพกายของตัวเองมากขึ้น โดยเธอเลือก ‘สวนวชิรเบญจทัศ’ หรือที่คุ้นหูกันในชื่อ สวนรถไฟ เป็นสถานที่ที่เธอมาวิ่งเป็นประจำในทุกเช้า เพื่อร่างกายกระปรี้กระเปร่า พร้อมรับกับการทำงานการเมืองในวันใหม่ อีกทั้งเธอยังยกสถานที่แห่งนี้ให้เป็น ‘สถานที่ในดวงใจ’ ประจำปี 2568 อีกด้วย

The Momentum ชวนศิริกัญญาออกมาวิ่งที่สวนแห่งนี้เวลา 6 โมงเช้า เพื่อร่วมค้นหาคำตอบว่า เพราะเหตุใดสวนรถไฟจึงกลายเป็นสถานที่ในดวงใจของเธอในปี 2568

ทำไมถึงเลือกให้สวนรถไฟเป็นสถานที่ในดวงใจ

เราก็จะรู้สึกว่า สวนรถไฟเป็นสถานที่ที่มีความหมายกับเรามากที่สุด แม้ว่าไม่ได้ผูกพันกันมานาน แต่เราเพิ่งมาเริ่มวิ่งได้ไม่นาน ประมาณ 4-5 เดือน แล้วมันก็กลายมาเป็นรูทีนที่เรามาทุกวัน มันกลายเป็นเหมือนที่พักใจ เลยรู้สึกว่าให้เป็นสถานที่อันดับ 1 ของปี 2568

เหตุผลที่เลือกมาวิ่งที่สวนแห่งนี้

ใกล้บ้านมาก ปกติจะวิ่งมาจากบ้าน แล้วก็มาวิ่งในสวนสัก 1-2 รอบ และก็ค่อยวิ่งกลับบ้าน เรียกว่าเน้นสะดวก แต่พอเราเข้ามาแล้วมันรู้สึกว่า เหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่ง บรรยากาศเป็นแบบเป็นสวนป่าดี

ใครเป็นคนชวนคุณไหมวิ่ง

ไม่มี เราเป็นคนริเริ่มเอง มันเริ่มมาจากว่า เราอยากกลับมาดูแลสุขภาพตัวเอง เราเลยกลับมาออกกำลังกายช่วงหนึ่ง แต่หลังจากที่เข้ามาทำงานการเมืองก็ไม่เคยได้มีเวลาออกกำลังกายอีกเลย แล้วร่างกายก็เริ่มเสื่อม ลง รู้สึกเหนื่อยง่าย เหนื่อยนาน พักไม่หาย เราก็เลยตัดสินใจกลับมาออกกำลังกายเหมือนที่เคยทำเป็นประจำ

โดยเริ่มกลับไปเล่นเวตก่อน แต่ว่าเวตไม่ค่อยได้คาร์ดิโอเท่าไร ร่างกายมันเลยไม่ค่อยอึด แล้วก็พอเล่นเวตก็เบื่อด้วย แค่เติมน้ำหนักไปเรื่อยๆ มันดูไม่มีจุดหมาย (หัวเราะ) ก็เลยเริ่มชวนน้องๆ ทีมงานไปวิ่งรายการหนึ่งเพื่อให้มีเป้าหมายในการซ้อม

เริ่มชวนเพื่อนๆ สส.ในพรรคประชาชนเข้าก๊วนวิ่งด้วยกันเป็นเพราะอะไร

เรารู้สึกว่าเราเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี เราเป็น สส.มาก่อน แต่แทบไม่ค่อยได้สนใจเรื่องสุขภาพของกันและกันเท่าไร ก็เลยไม่อยากให้เป็นเยี่ยงอย่างว่า ทำงานหนักจนไม่ดูแลตัวเอง ถ้าเราลองแบ่งเวลาออกกำลังกายแล้วมันไหว ไม่เสียงาน ก็เป็นรูทีนใหม่ที่ต้องตื่นเช้าขึ้น แล้วพอลงแข่งกันหลายคนมันก็สนุกกว่าแข่งคนเดียวด้วย

รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงยังไงบ้างหลังจากที่วิ่ง

ไลฟ์สไตล์ก่อนเลย จากเดิมที่เราทำงานดึก ตื่นสาย ตอนนี้ก็ตื่นเช้าขึ้น นอนเร็วขึ้น ออกกำลังกายเสร็จยังมีเวลานั่งทำงานก่อนเข้าออฟฟิศอีก ทางร่างกายก็รู้สึกว่าอึดขึ้น ไม่เหนื่อยง่าย เดินทนขึ้น 

ส่วนทางใจก็ช่วยได้มากเลย อย่างงานการเมืองมันเครียด เรามักจะเอาความเครียดเข้านอนไปด้วย แต่พอวิ่ง มันบังคับให้เราหยุดคิดเรื่องงาน เพราะต้องจดจ่อกับร่างกาย อยู่กับลมหายใจของตัวเอง มันทำให้เรารู้สึกสงบขึ้น วิ่งเลยเป็นวิธีคลายเครียดอย่างหนึ่งของเราที่ทำแล้วนอนหลับง่ายขึ้น

ปกติ Morning Routine ของคุณไหมเป็นยังไงบ้าง

เราตื่นประมาณตี 5 ครึ่ง ทำกิจวัตรตอนเช้า กินกาแฟ แต่งตัวออกมาวิ่ง ประมาณ 6 โมงครึ่งก็จะเริ่มจากหน้าบ้าน วิ่งเข้ามาทางพหลโยธิน เข้าสวนสมเด็จฯ (สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์) ทะลุสวนรถไฟ วิ่งในสวนสัก 1-2 รอบ แล้วก็วิ่งกลับบ้าน

ทำไมถึงเลือกมาวิ่งตอนเช้า

ช่วงเย็นตารางไม่แน่นอน ไม่รู้เราจะไปอยู่ตรงไหน ไปประชุมอะไรยังไง กับใครที่ไหน บางทีก็จัดสรรเวลายาก ตอนเช้าไม่มีใครมายุ่งเวลาเราแน่นอน เพียงแค่ต้องตื่นให้เช้าขึ้น เราก็จะประหยัดเวลานอนน้อยลงไปนิดหนึ่ง เพื่อกันเวลาไว้ออกกำลังกายได้เลยในตอนเช้า

ปกติมาวิ่งมากับใคร

ปกติวิ่งคนเดียว เฉลี่ย 1 สัปดาห์ก็จะประมาณ 30-40 กิโลเมตร วันเสาร์-วันอาทิตย์ก็จะมีซ้อมวิ่งยาว (Long Run) เพื่อแข่งบ้าง ประมาณ 10-20 กิโลเมตร

คุณไหมมีประสบการณ์ที่ประทับใจกับสวนนี้อย่างไรบ้าง

ประสบการณ์ที่เจอ คือชอบตรงที่มันร่มรื่นเหมาะกับการวิ่ง จริงๆ พื้นที่ตรงนี้มีด้วยกันทั้งหมด 3 สวน คือสวนจตุจักร สวนสมเด็จฯ และสวนรถไฟ สวนจตุจักรอยู่ด้านหน้า ตอนเราเริ่มวิ่งจะเริ่มจากสวนจตุจักร ต่อมาที่สวนสมเด็จฯ และปิดด้วยสวนรถไฟ เพราะสวนรถไฟให้ความรู้สึกเหมือนเป็นป่า 

ส่วนตัวเราชอบแบบนี้ เพราะมี 2 ฝั่ง คือถ้าชอบแบบ City Run เห็นถนน ก็จะวิ่งสวนจตุจักร ถ้าอยากเปลี่ยนอารมณ์ก็จะเข้าไปวิ่งอีกสวนหนึ่ง เหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่ง บางทีด้วยความเหนื่อย เราก็ต้องหาจุดดึงความสนใจ ดูต้นไม้ ดูนก ดูกระรอก มันก็เป็นประสบการณ์ที่ดี

ในฐานะคนที่มาใช้งานทุกวันอยากให้สวนพัฒนาไปทางไหนบ้าง

ต้องบอกก่อนว่า สวนรถไฟเคยเป็นสนามกอล์ฟมาก่อน เรารู้สึกว่าการคืนพื้นที่แบบนี้ให้มาเป็นสวนสาธารณะที่ทุกคนใช้ได้ ถูกต้องอยู่แล้ว ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรด้วยซ้ำ ห้องน้ำก็เข้าฟรี 

ส่วนเรื่องการดูแลบำรุงรักษา โดยเฉพาะช่วงที่มีพายุเข้า ฝนตกหนักๆ ก็ต้องตัดต้นไม้ ต้องมีเก็บต้นไม้ที่โค่นล้มให้เรียบร้อย เราคิดว่าทางท้องถิ่นก็บำรุงรักษาได้ค่อนข้างดีอยู่แล้ว

คุณไหมคิดว่าสวนมีความสำคัญกับมุมมองชีวิตของประชาชนในโลกสังคมประชาธิปไตยอย่างไรบ้าง

เราเชื่อมาตลอดว่า สวนสาธารณะเป็นสถานที่ที่ทำให้คนอยู่ร่วมกันได้ ฟังดูนามธรรม บางทีเราอยู่กับสังคมของเราเอง ไม่ค่อยได้พบปะผู้คนจากกลุ่มอื่นๆ แต่ว่าสวนสาธารณะที่มันเปิดกว้างแล้วทุกคนเข้ามาใช้ได้ เราก็จะเห็นคนแบบครบทุกแบบ ทุกช่วงวัย ทุกช่วงรายได้ คนรวย-คนจน ก็มาใช้บริการสวนสาธารณะได้เหมือนกัน 

การที่เราเห็นว่า คนทุกกลุ่มอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นปกติ แบบนี้ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกพร้อมจะร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน ไม่ใช่คนที่แปลกหน้าอะไร คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญอยู่แล้วของพื้นที่สาธารณะ

นโยบายพรรคประชาชนสำหรับการเลือกตั้งทั่วไป 2569 มีเรื่องสวนสาธารณะเฉพาะเจาะจงบ้างไหม

พรรคไม่ได้มีเป็นนโยบายเจาะจงขนาดนั้น เพราะเราเห็นว่าตรงนี้เป็นงานของท้องถิ่น อย่างสวนรถไฟเป็นของกรุงเทพมหานคร (กทม.) แต่ว่าเราก็รู้ดีว่าหลายจังหวัดก็ไม่ได้มีสวนสาธารณะ รวมไปถึงแหล่งเรียนรู้อื่นๆ

อย่างพื้นที่สวนรถไฟตรงนี้ก็มีส่วนที่เป็นอุทยานผีเสื้อ มีสนามกีฬา มีพิพิธภัณฑ์เด็ก ซึ่งมันคือแหล่งเรียนรู้ เรามีนโยบายที่จะส่งเสริมให้ท้องถิ่นสร้างแหล่งเรียนรู้เหล่านี้ในชุมชน โดยเป็นรูปแบบที่ส่วนกลางเป็นฝ่ายให้เงินอุดหนุน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ท้องถิ่นอยากสร้างพื้นที่สาธารณะให้มากขึ้น

สวนสาธารณะในเมืองสามารถเพิ่มได้มากกว่านี้หรือไม่ มีข้อจำกัดอะไรที่ทำให้กรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวไม่เท่าสิงคโปร์หรือนิวยอร์ก

อันนี้เป็นปัญหา แน่นอนว่าในเมืองใหญ่ค่าที่ดินจะแพง การหาพื้นที่ขนาด ใหญ่มาเป็นสวนสาธารณะยากขึ้นทุกวัน ก็ต้องอาศัยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะมีสวน แต่สวนไม่ได้มีแค่เรื่องของที่ดินอย่างเดียว ยังมีเรื่องค่าบำรุงรักษา แต่ถ้ามุ่งมั่นตั้งใจที่จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ให้คนที่อยู่ในเมือง ก็เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

แต่เราก็เข้าใจเรื่องข้อจำกัด ดังนั้นเราสามารถจูงใจให้เอกชนสร้างพื้นที่สีเขียวแบบนี้ อย่างโครงการดุสิตเซ็นทรัลพาร์ค (Dusit Central Park) ก็มีสวนลอยฟ้า โดยรัฐสามารถสร้างแรงจูงใจได้ผ่านการลดภาษีที่ดินให้เอกชน ถ้ามีพื้นที่เป็น Public Access ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้เป็นที่สาธารณะ 

เพราะถ้าภาครัฐไม่สามารถสร้างเองได้ เราก็ต้องให้เอกชนมาร่วมช่วยกัน เพราะพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ รวมๆ กันยังมีไม่เท่าพื้นที่ของห้างสรรพสินค้า

ในปี 2569 วางเป้าหมายให้ตัวเองวิ่งมากกว่าเดิมหรือไม่

ก็อยากวิ่งให้มากกว่าเดิม แต่ปีหน้าก็จะไม่ได้วิ่งแล้ว เพราะเข้าสู่ช่วงเลือกตั้ง เป็นช่วงหาเสียง เราก็ไม่รู้ว่าชีวิตเราจะไปอยู่ที่ไหนด้วยซ้ำไป (หัวเราะ) แต่จะพยายามคงรูทีนนี้เอาไว้ จริงๆ ก่อนยุบสภาฯ เราก็ชวนเพื่อนไปลงแข่ง แต่ไม่มีเวลาแล้ว คงต้องทิ้งไป

งั้นเรื่องนี้เราโทษคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ไหม ที่ทำให้คุณไหมไม่ได้ลงแข่ง 

ก็โทษไม่ได้ เพราะว่าเรามีส่วนไปกระตุ้นให้เขายุบสภาฯ เหมือนกัน แต่ถึงแม้ว่ายุบสภาฯ เลื่อนไปช่วงปลายเดือนมกราคม เราก็คงลงวิ่งแข่งไม่ได้อยู่ดี (หัวเราะ)

อยากให้คุณไหมสรุปว่า ปี 2568 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ให้อะไรกับคุณบ้าง

ปี 2568 เป็นปีที่ชีวิตการงานเกิดความไม่แน่นอนสูง ถ้าย้อนกลับไปดู เราเพิ่งผ่านพ้นการยุบพรรคก้าวไกลมา หน้าที่การงานในสภาฯ ก็ยังคงหนักหน่วงเหมือนเดิม ช่วงต้นปี 2568 เริ่มตั้งหลักได้ สักพักมีอภิปรายไม่ไว้วางใจคุณอิ๊งค์ (แพทองธาร ชินวัตร) หลังจากนั้นก็เข้าสู่ช่วงอภิปรายงบประมาณ ทำทั้งงานอภิปราย งานของกรรมาธิการ เรียกได้ว่าเป็นรูทีนเหมือนกัน

หลังจากนั้นก็เข้าสู่ช่วงที่การเมืองพลิกผันมากที่สุด กับการเปลี่ยนนายกฯ เราก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะต้องอภิปรายการแถลงนโยบายรัฐบาล 3 ครั้งใน 1 สมัย มันเป็นความพลิกผันที่ทำให้คนฉุกคิดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ว่าการรณรงค์นี้ก็เป็นไปได้อย่างค่อนข้างจำกัดมากๆ ท้ายที่สุดการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง

2568 ก็เป็นอีกปีที่เราได้เรียนรู้เล่ห์กลทางการเมืองต่างๆ รวมไปถึงเหลี่ยมมุมที่มาสกัดกั้น มันค่อนข้างครบรสมากสำหรับปีนี้ 

อีกสิ่งที่ได้เรียนรู้คือ คนอาจจะมองว่า การที่เราโหวตให้คุณอนุทินเป็นเหมือนสิ่งที่ไม่ควรทำ เป็นตราบาป เราก็เรียนรู้ว่า การตัดสินใจครั้งสำคัญๆ ครั้งยากๆ แม้ว่ามันจะผิดพลาดล้มเหลวในผลลัพธ์ แต่เราคิดว่า ณ วันนั้นเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว 

เราจำได้ว่ากระบวนการตัดสินใจ ไม่ได้นั่งคิดว่าทำแล้วคะแนนเสียงจะลดลง คนจะไม่ชอบ จะไม่เลือก แต่ว่าเราคิดอยู่เสมอว่าจะทำอย่างไรให้เกิดผลดีที่สุดในประเทศ ณ ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง 

ส่วนที่เหลือคงจะต้องเป็นการทำความเข้าใจว่า มันเกิดอะไรขึ้น แล้วหวังว่าจะทำให้คนเข้าใจเรามากขึ้นว่า ณ วันนั้นการตัดสินใจเป็นอย่างไร และเราจะปิดความเสี่ยงนั้นโดยการใช้กลไกของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มากำหนดการยุบสภาฯ ได้ แต่ท้ายที่สุดมันก็อาจจะยังไม่ดีพอที่ทำให้คนรู้สึกวางใจ

มันก็เป็นการเรียนรู้ทางการเมืองครั้งใหญ่เหมือนกัน แต่ครั้งหน้าสถานการณ์จะไม่มีวันวนกลับมาเหมือนเดิมอีกแล้ว จะไม่มีการโหวตให้คุณอนุทินเป็นนายกฯ อีกแล้ว เพราะยังไงเราก็ต้องโหวตนายกฯ ของพรรคเรา

ถ้านิยามปีที่ผ่านมาด้วยคำว่า ‘ความวุ่นวาย’ (Chaos) มันผิดหรือไม่

ใช่เลย เราว่ามันวุ่นวายในทุกๆ ระดับ เราอาจจะคิดว่าปี 2563 น่าจะเป็นปีที่วุ่นวายที่สุด แต่พอมาเจอปี 2568 เข้าไปนี่ยิ่งกว่าเดิมมาก ตั้งแต่ช่วงต้นปี เราก็เจอแผ่นดินไหว ต่อด้วยสงครามการค้า ต่อด้วยคลิปอังเคิล ต่อด้วยเปลี่ยนนายกฯ ต่อด้วยความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โหแบบว่า… มันเป็นปีที่หินที่ยากที่หนัก หากนิยามว่า ‘Chaos’ ก็ไม่ผิด

ปณิธานในปี 2569 คุณไหมตั้งเป้าหมายไว้อย่างไรบ้าง

ปณิธานในปีหน้าคิดว่า เราอยากเลื่อนระดับแล้ว จากการที่เข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร เราอยากที่จะเข้าไปเป็นฝ่ายบริหาร เพราะเราคิดว่าเราได้เก็บเกี่ยวองค์ความรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดิน เตรียมความรู้ที่จะอยู่ในฝ่ายบริหาร แล้วตั้งใจว่าจะสามารถทำให้ประเทศนี้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ ก็เป็นความมุ่งมั่นตั้งใจ เป็นความทะเยอทะยานที่จะทำสิ่งที่คนคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้

แปลว่า Place ในดวงใจของคุณไหมในปี 2569 น่าจะต้องเป็น ‘ตึกไทยคู่ฟ้า’

ใช่ (ยิ้ม)

ในมุมของ ‘ตัวเอง’ อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

สำหรับปีหน้า เราคงต้องโฟกัสอะไรที่มันใหญ่กว่านี้ เรื่องของจิตใจที่เข้มแข็ง มั่นคง และต้องแข็งแกร่งมากพอที่จะรับแรงกดดันที่มหาศาลมากกว่าเดิมอีกมาก ส่วนร่างกาย เราก็หวังว่าจะมีร่างกายที่แข็งแรงมากขึ้น ดังนั้นก็ต้องวิ่งให้มากขึ้นเช่นกัน

Tags: , , , , , , , ,