HIGHLIGHTS:

  • ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งเมื่อวันศุกร์ที่  27 มกราคม 2017 สั่งห้ามคนจาก 7 ประเทศมุสลิม อิรัก, ซีเรีย, ลิเบีย, อิหร่าน, โซมาเลีย, ซูดาน และเยเมน เข้าสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 90 วัน
  • คำสั่งนี้ได้สร้างความอลหม่านและการประท้วงทั่วประเทศ เนื่องจากสร้างความสับสนให้กับหน่วยงานที่ปฏิบัติการว่าจะดำเนินการกับประชาชนที่มาจากประเทศนี้อย่างไร เช่น ผู้ที่ถือกรีนการ์ด หรือคนที่เพิ่งได้รับวีซ่า และเพิ่งเดินทางมาถึงสหรัฐฯ ในช่วงระหว่างที่คำสั่งนี้ออกมา
  • รัฐบาลของ โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งเลื่อนการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยสงครามไปก่อน แต่ยังจะช่วยเหลือชาวคริสต์ที่อพยพมาจากประเทศมุสลิม
  • คำสั่งนี้สร้างปฏิกิริยาตอบโต้จากนานาชาติว่า เป็นนโยบายที่แบ่งแยกและเลือกปฏิบัติ และไม่ใช่ทางออกของปัญหาก่อการร้าย
     “ป้องกันผู้ก่อการร้ายต่างชาติไม่ให้เข้าสหรัฐอเมริกา”
     นี่คือส่วนหนึ่งของคำสั่งที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งห้ามประชาชนจากประเทศมุสลิม 7 ประเทศ เข้าสหรัฐอเมริกาเป็นเวลาอย่างน้อยที่สุด 90 วัน ทั้ง อิรัก, ซีเรีย, ลิเบีย, อิหร่าน, โซมาเลีย, ซูดาน และเยเมน ทั้ง 7 ประเทศนี้ถูกขึ้นรายชื่อในกฎหมายการออกวีซ่าว่าเป็น ‘ประเทศที่ต้องพิจารณา’
     คนที่ถือสัญชาติตาม 7 ประเทศข้างต้น คือกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งนี้ นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มคนที่ถือ 2 สัญชาติ แต่มีหนึ่งสัญชาติเป็น 1 ใน 7 ประเทศนี้ ก็ได้รับผลกระทบจากคำสั่งนี้ด้วย
     การออกคำสั่งครั้งนี้จึงเท่ากับเป็นการห้ามประชาชนกว่า 218 ล้านคนเข้าสหรัฐฯ แต่เจ้าหน้าที่การทูตและเจ้าหน้าที่จากองค์กรระหว่างประเทศจะได้รับการยกเว้น
     ขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ารัฐบาลของ โดนัลด์ ทรัมป์ จะเพิ่มรายชื่อประเทศอื่นๆ เข้าไปอีกหรือไม่ หรือใช้เกณฑ์อะไรมาตัดสิน ทางการเพียงแต่ระบุว่า “คำสั่งนี้เพื่อให้อเมริกาปลอดภัย และไม่ให้เกิดความเสี่ยงใดๆ”
     อย่างไรก็ตามล่าสุดอัยการสูงสุดของสหรัฐฯ 7 คนระบุว่า คำสั่งนี้ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และผู้พิพากษาในบางรัฐได้ออกมาหยุดคำสั่งนี้      
     แต่รัฐบาลของ โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่าจะยังคงห้ามประชาชนจาก 7 ประเทศนี้เข้าสหรัฐฯ จนกว่ามาตรการการออกวีซ่าจะปลอดภัยมากกว่านี้ และปฏิเสธว่านี่ไม่ใช่การเจาะจงไปที่ชาวมุสลิม
 
Photo: Christopher Aluka Berry , Reuters/profile
คำสั่งของทรัมป์ที่สร้างความสับสนให้กับผู้ถือกรีนการ์ด และหน่วยปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง
     คำสั่งนี้ไม่ได้เพียงสร้างความสับสนให้กับประชาชนที่ถือสัญชาติ 7 ประเทศนี้ แต่ทีมงานของ โดนัลด์ ทรัมป์ เองก็ดูสับสน และยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับคำสั่งนี้ อย่างเช่นว่า คำสั่งนี้ครอบคลุมถึงผู้ถือกรีนการ์ดด้วยหรือไม่ หรือผู้ที่มาจาก 7 ประเทศข้างต้น แต่เพิ่งได้รับวีซ่าและเพิ่งถึงสหรัฐฯ ในช่วงเวลาที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ออกคำสั่งพอดี โดยตอนแรกเจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบขาวออกมาบอกว่า คำสั่งนี้ไม่ครอบคลุมถึงผู้ที่ถือกรีนการ์ด แต่ภายหลังกลับออกมาบอกว่า คำสั่งนี้จะกระทบต่อผู้ที่ถือกรีนการ์ดที่ถือสัญชาติใน 7 ประเทศข้างต้นด้วยแน่นอน
     ตั้งแต่คำสั่งนี้ออกมา มีประชาชนที่ถือกรีนการ์ดกว่า 170 คน ถูกห้ามเข้าประเทศ และมีคนอีกจำนวนมากที่ถูกกักตัวที่สนามบินหลังจากคำสั่งนี้ออกมา
     อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Department of Homeland Security) เห็นว่า คำสั่งของ โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ครอบคลุมถึงผู้ที่ถือกรีนการ์ด และสองวันหลังจากคำสั่งนี้ออกมา บรรดาสายการบินต่างๆ ได้ ชี้แจงผู้โดยสารว่าผู้ที่มีกรีนการ์ดยังคงสามารถเข้าสหรัฐฯ ได้อยู่
     สำนักข่าว CNN รายงานว่า ณ ขณะนี้ตามที่เข้าใจคือ ผู้ที่ถือสัญชาติจาก 7 ประเทศต้องห้าม แต่มีกรีนการ์ด จะยังสามารถเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้อยู่ แต่เมื่อถึงสนามบินแล้ว พวกเขาจะถูกเก็บลายนิ้วมือ และข้อมูลส่วนตัว ก่อนที่จะถูกนำไปสัมภาษณ์เพื่อตรวจสอบว่า บุคคลนั้นๆ มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศหรือไม่
     เช่นเดียวกับผู้ที่ถือ 2 สัญชาติ ที่หนึ่งในสัญชาติเป็น 7 ประเทศนี้ จะได้รับการอนุญาตให้เข้าสหรัฐฯ
     อย่างไรก็ตามคำสั่งของรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ ยังขาดรายละเอียดที่แน่นอน และสร้างความสับสนให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงาน จนทำให้บริษัทอย่าง Google ที่มีลูกจ้างถือ 2 สัญชาติเป็น 1 ใน 7 ประเทศนี้จำนวนมาก ได้เตือนให้ลูกจ้างอย่าเพิ่งออกจากสหรัฐฯ จนกว่าคำสั่งที่ออกมาจะมีความชัดเจน     
 
Photo: Andrew Kelly, Reuters/profile
งดการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยจากสงคราม ยกเว้นเพียงชาวคริสต์จากประเทศมุสลิม
     ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งหยุดการรับผู้ลี้ภัยจากทุกประเทศเข้าสหรัฐฯ เป็นเวลา 4 เดือน โดยเขากล่าวว่าขั้นตอนการตรวจสอบประวัติผู้ลี้ภัยนั้นยังคงหละหลวม และเปิดโอกาสให้ผู้ก่อการร้ายแฝงตัวเข้ามาได้อยู่ แม้ขั้นตอนในการอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยเข้าประเทศได้จะใช้เวลาถึง 2 ปี แต่เขาจะยังเปิดให้ชนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาคริสต์ในประเทศมุสลิมเข้าสหรัฐฯ ได้
     คำสั่งของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้หน่วยงานข่าวกรอง และ FBI ปรับปรุงและพัฒนาขั้นตอนการตรวจสอบประวัติผู้อพยพ โดยในช่วงระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง เขาเคยประกาศไว้ว่า การสมัครวีซ่าควรจะมีคำถาม เช่น คิดอย่างไรกับประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาสนับสนุนสังคมของสหรัฐฯ ที่มีความหลากหลาย
     “เพื่อเป็นการปกป้องชาวอเมริกัน สหรัฐฯ ต้องทำให้มั่นใจว่า พวกเขาไม่ได้มีทัศนคติที่เป็นปริปักษ์ต่อสหรัฐฯ เราไม่สามารถ และเราไม่ควรรับคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญของเรา หรือคนที่มีความคิดรุนแรงต่อกฎหมายของเรา”
 

     ในปี 2015 ใน 7 ประเทศนี้ อิหร่านคือประเทศที่ประชาชนเดินทางมายังสหรัฐฯ มากที่สุด แต่ส่วนใหญ่เป็นประชาชนทั่วไป ขณะที่คนอพยพจากอิรักและโซมาเลียนั้นส่วนใหญ่เป็นผู้ลี้ภัย

Photo: Kate Munsch, Reuters/profile
ประท้วงทั่วสหรัฐอเมริกา
     กลุ่มผู้ประท้วงที่ต่อต้านคำสั่งห้ามคนจากประเทศมุสลิมเข้าประเทศหลายพันคนได้มารวมตัวกันที่สนามบินจอห์น เอฟ. เคนเนดี สนามบินนานาชาติในนิวยอร์ก โดยกลุ่มผู้ประท้วงส่วนใหญ่ได้ชูป้าย ‘No ban, no wall, sanctuary for all’ (ยกเลิกคำสั่งห้าม ยกเลิกกำแพง ให้ที่หลบภัยกับทุกคน) หรือ ‘No hate, no fear, immigrants are welcome here’ (ปราศจากความเกลียดชัง ปราศจากความกลัว ผู้อพยพจะได้รับการต้อนรับจากที่นี่)
     นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้ประท้วงที่สนามบินในชิคาโก, ซานฟรานซิสโก, กรุงวอชิงตัน ดี.ซี., บริเวณทำเนียบขาว และหน้าตึก Trump Tower ในนิวยอร์ก
     กลุ่มผู้ประท้วงออกมาต่อต้านคำสั่งนี้ของโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากผู้ถือพาสปอร์ตจาก 7 ประเทศมุสลิมถูกกักตัวที่สนามบิน ในขณะที่บางส่วนถูกกันไม่ให้ขึ้นเครื่องบินที่จะบินมายังสหรัฐอเมริกา
     อย่างไรก็ตามพบผู้ประท้วงบางกลุ่มที่ออกมาสนับสนุนคำสั่งนี้ของทรัมป์เช่นกัน โดยออกมาชูสโลแกนว่า ‘เอาผู้อพยพออกไป!’ ในเมืองลอสแอนเจลิส

Photo: Steve Dipaola, Reuters/profile
ปฏิกิริยาจากนานาชาติต่อนโยบายของทรัมป์     
     
คำสั่งห้ามบุคคลจากประเทศมุสลิมเข้าสหรัฐฯ ได้สร้างแรงต่อต้านจากประเทศทั่วโลกจำนวนมาก รวมถึงประเทศที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ เองก็ตาม เพราะเห็นว่านโยบายนี้สะท้อน ‘การเลือกปฏิบัติและการแบ่งแยก’
     อังเกลา แมร์เคิล ออกมาให้ความเห็นว่า การต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถตั้งข้อสงสัยกับคนที่ถือสัญชาติ หรือนับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่งได้  
     เธอยังได้แสดงความกังวลต่อนโยบายนี้ระหว่างพูดคุยทางโทรศัพท์กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่า สหประชาชาติต้องการให้ทุกประเทศคำนึงถึงผู้ลี้ภัยและให้ความสำคัญกับด้านมนุษยธรรม
     หรืออย่าง ฌอง-มาร์ก เอโรต์ (Jean-Marc Ayrault) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศสระบุว่า “การก่อการร้ายไม่เจาะจงสัญชาติใด การเลือกปฏิบัติไม่ได้ช่วยอะไร” และ บอริส จอห์นสัน (Boris Johnson) นักการเมืองจากฝั่งอังกฤษที่ทวิตข้อความบนทวิตเตอร์ว่า “นโยบายที่แบ่งแยกและผิด เป็นการดูถูกสัญชาติ”
     คำสั่งนี้ของทรัมป์นับเป็นก้าวแรกที่สะท้อนวิสัยทัศน์ต่างๆ ของเขาเมื่อครั้งที่เขาหาเสียง
     นโยบายที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ตั้งแต่เรื่องการค้าจนถึงนโยบายต้านการก่อการร้าย
     เขาจะเน้นย้ำถึงคำว่า ‘ปกป้อง’ และ ‘ป้องกัน’ ภัยคุกคามที่มาจากต่างชาติ

     และนี่เป็นเพียงก้าวแรกของเขาเท่านั้น ที่ต้องการจะให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง?

อ้างอิง:
     - http://edition.cnn.com/2017/01/27/politics/donald-trump-refugees-executive-order/index.html
     - https://www.theguardian.com/us-news/live/2017/jan/29/donald-trump-us-travel-ban-refugees-airports
     - http://www.aljazeera.com/news/2017/01/protest-jfk-airport-trump-refugee-ban-170128193014041.html
     - http://www.aljazeera.com/news/2017/01/fury-airlines-bar-passengers-flying-170128160137702.html
     - http://edition.cnn.com/2017/01/29/politics/donald-trump-travel-ban-green-card-dual-citizens
     - http://www.reuters.com/article/us-usa-trump-immigration-reaction-idUSKBN15D0QM