แม้ว่าช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะขอให้หน่วยงานภาครัฐ WFH ในส่วนที่ไม่กระทบต่อประชาชน และปฏิบัติตามมาตรการลดการใช้พลังงาน พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากภาคเอกชนให้ช่วยกันประหยัดการใช้พลังงาน เช่น น้ำมัน และไฟฟ้า
แต่ดูเหมือนว่ามาตรการที่ขอเพียง ‘ความร่วมมือ’ โดยไม่ได้มีการบังคับใช้จริงจัง ก็ทำให้หลายภาคส่วนไม่ได้ให้ความร่วมมือมากนัก แม้ว่าค่าน้ำมันจะพุ่งทะลุเพดานประวัติศาสตร์ไปแล้ว แถมปั๊มหลายแห่งก็ไม่มีน้ำมันขาย และราคาสินค้า อาหารต่างๆ ก็แพงขึ้นตามลำดับ
คำถามคือ ทำไมบริษัทจำนวนมากยังอยากให้ ‘พนักงาน’ ขับรถออกไปหาปั๊ม เพื่อเติมน้ำมัน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ และในช่วงที่รัฐเองก็ขอความร่วมมือให้ลดการใช้พลังงาน
นั่นเพราะเหล่าบุคคล 1% ไม่ได้ประสบเจอกับปัญหาหรือไม่? ดั่งผู้นำบางคนที่แสดงวิธีการแก้ปัญหาให้ประชาชนดูว่า ค่าน้ำมันรถแพงใช่ไหม ก็ซื้อรถไฟฟ้าขับสิ ง่ายจะตาย
Work Tips สัปดาห์นี้ไม่ได้ต้องการหาคำตอบเพื่อ ‘เข้าใจนายจ้าง’ (เพราะก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี) แต่ชวนมองว่า จริงๆ แล้วนายจ้างกำลังติดอยู่ใน ‘กับดักความคิด’ อะไร ที่ทำให้ยังยืนยันจะให้พนักงานเข้าออฟฟิศให้ได้ ทั้งที่การทำงานที่บ้านอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ด้วยซ้ำ
ย้ำอีกครั้ง บทความนี้ไม่ได้ต้องการอธิบายแทนนายจ้าง แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่าแนวคิดแบบไหนกำลังครอบงำการตัดสินใจเหล่านี้
• Productivity Paranoia
หนึ่งในปัญหายอดฮิตคือ ‘ความระแวง’ ว่าหากพนักงานทำงานที่บ้าน จะทำงานไม่เต็มที่ ขี้เกียจ หรือแอบอู้งาน แต่ในความเป็นจริง การทำงานแบบไฮบริดกลับทำให้พนักงานจำนวนมากรู้สึกว่าตัวเองทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าการเข้าออฟฟิศตลอดทั้งสัปดาห์
อ้างอิง ผลการศึกษาจาก Microsoft Work Trend Index ที่ระบุว่า ผู้นำองค์กรกว่า 85% รู้สึกไม่มั่นใจกับการทำงานแบบไฮบริด ว่าพนักงานจะทำงานได้ตามเป้าหมาย ขณะที่ 87% ของพนักงานกลับรู้สึกว่าตัวเองทำงานได้ดีขึ้น
เมื่อบริษัทเริ่มไม่มั่นใจในตัวพนักงาน ความหวาดระแวงของผู้นำก็อาจย้อนกลับมาลดประสิทธิภาพการทำงานจริงๆ ได้ เพราะความไม่เชื่อใจกลายเป็นแรงผลักให้ผู้นำยึดติดกับวิธีเดิมๆ นั่นคือ ‘ต้องเห็นตัว’ ถึงจะเชื่อว่าทำงาน
• Proximity Bias
คือปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่ผู้บริหารหรือหัวหน้างานมักให้ความสำคัญ และไว้วางใจกับพนักงานที่ ‘มองเห็นตัวเป็นๆ’ มากกว่าคนที่ทำงานทางไกล โดยอคตินี้อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว
งานวิจัยจาก MIT Sloan Management Review ระบุว่า เพียงแค่พนักงานปรากฏตัวในออฟฟิศ แม้ว่าผู้บริหารจะไม่เคยพูดคุยด้วยแม้แต่น้อย แต่กลับมีผลต่อการประเมินผลงาน โดยมักจะสรุปไปเองว่าคนที่เข้าออฟฟิศ นั่งอยู่ที่โต๊ะ เป็นคนขยันและทุ่มเทกว่าคนที่ไม่เห็นหน้าค่าตา
อีกทั้ง การที่ผู้บริหารสามารถ ‘มองเห็น’ พนักงาน ยังช่วยลดความวิตกกังวล และทำให้รู้สึกว่าพวกเขายังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้เตือนว่า หากปล่อยให้ Proximity Bias ครอบงำต่อไปในระยะยาว องค์กรอาจสูญเสียบุคลากรคุณภาพ เพราะคนเก่งจำนวนมากต้องการความยืดหยุ่น และอยากถูกวัดผลจากผลงานจริงไม่ใช่จำนวนชั่วโมงที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน หรือเวลาการเข้าออฟฟิศ
• เลิกบริหารด้วยความกลัว แต่เริ่มด้วย Empathy
งานวิจัยจาก Forbes และ Businessolver ชี้ว่า ความเห็นอกเห็นใจไม่ใช่เรื่องความใจอ่อน แต่เป็นสิ่งที่วัดผลได้จริง
ในยุคที่พนักงานต้องแบกรับภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะค่าเดินทางและค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่รายได้กลับเท่าเดิม งานวิจัยพบว่า พนักงานกว่า 76% ชี้ว่า หัวหน้างาน คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาทำงานได้ดีขึ้น หากหัวหน้าเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ
นอกจากนี้ องค์กรควรเลิกวัดผลจาก ‘ชั่วโมงการนั่งโต๊ะ’ และหันไปวัดจาก ผลลัพธ์ของงานแทน องค์กรที่เข้าใจพนักงานจะเปิดโอกาสให้เลือกสถานที่ทำงานที่เหมาะกับลักษณะงาน เช่น การทำงานที่บ้านในวันที่ต้องใช้สมาธิสูง
ข้อมูลจาก Gartner ยังระบุว่า องค์กรที่มีความยืดหยุ่นสูง (Radical Flexibility) มีพนักงานที่เป็น High Performers มากกว่าองค์กรที่บังคับเข้าออฟฟิศแบบเดิมถึง 40%
ท้ายที่สุดแล้ว การลดการบังคับเข้าออฟฟิศในช่วงที่รัฐขอความร่วมมือ และในภาวะวิกฤติพลังงาน ไม่ใช่แค่การช่วยโลก แต่ยังเป็นการช่วย กระเป๋าเงิน และสุขภาพใจของพนักงาน เมื่อพนักงานสามารถลดค่าใช้จ่าย ความเครียดที่สะสมอยู่ก็จะลดลง และสิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อความคิดสร้างสรรค์ และผลลัพธ์ของงาน
มีวิธีมากมายในการวัดผลลัพธ์ของงาน แต่ถ้าผู้บริหารยังติดอยู่กับความไม่เชื่อใจ หรือความพารานอยด์ของตัวเอง การเข้าออฟฟิศก็อาจเป็นเพียง ‘ภาพลวงตา’ ของการทำงาน
เพราะในความเป็นจริงแล้ว การเข้าออฟฟิศหลายครั้ง อาจทำให้ประสิทธิภาพลดลง ทั้งจากความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง และสิ่งรบกวนรอบตัวขณะที่ต้องทำงานท่ามกลามคนหมู่มาก
ผู้บริหารและ HR อาจต้องเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า คุณกำลังบริหารคน หรือกำลัง ‘ควบคุมคน’ กันแน่
และบางที ทางออกอาจไม่ใช่การพาคนกลับเข้าออฟฟิศ แต่คือการเลิกกลัวและเริ่มเชื่อใจกันและกันให้มากขึ้น
ที่มา
– https://www.nu.edu/center-advancement-virtual-organizations/cavo-virtual-blog/is-productivity-paranoia-and-lack-of-trust-the-real-obstacles-to-hybrid-and-remote-work/
– https://sloanreview.mit.edu/article/hybrid-work-how-leaders-build-in-person-moments-that-matter/
– https://hbr.org/2023/08/survey-remote-work-isnt-going-away-and-executives-know-it?
.
Tags: น้ำมัน, Work Tips, น้ำมันแพง, Hybrid Work, WFH, Productivity Paranoia, Proximity Bias, Workplace Culture, การทำงาน, นายจ้าง, สงคราม




