ต่อให้ไม่อธิบาย พลเมืองโลกส่วนใหญ่ก็คงเข้าใจกันดีอยู่แล้วว่า ภารกิจอาร์ทีมิส (Artemis II) ที่เพิ่งสิ้นสุดลงเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นับเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่เพียงเพราะมันคือครั้งแรกในรอบ 50 กว่าปีที่เรากลับไปดวงจันทร์เท่านั้น แต่เพราะการปล่อยยานครั้งนี้ก่อผลกระทบทางจิตวิทยาต่อผู้คนนับล้านทั่วโลกที่เฝ้าชม 

แน่นอนว่า คงไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าใจความสำคัญของหมุดหมายทางดาราศาสตร์นี้อย่างถ่องแท้ แต่ไม่ว่าใครก็คงต้องเผลอหยุดหายใจทั้งนั้น เมื่อได้เห็นว่าโลกอันไพศาลเกินจินตนาการใบนี้ สามารถถูกย่อส่วนเหลือแค่จุดสีน้ำเงินจางๆ 

หรือเมื่อได้รู้ว่าหากเทียบขอบระบบสุริยะเป็นเชียงใหม่ การพิชิตดวงจันทร์ด้านไกลที่ยังไม่มีมนุษย์คนใดเคยเห็นด้วยตาเปล่า นอกจากนักบินอวกาศ 4 คนบนยานโอไรออนนั้น เท่ากับว่าเราเพิ่งขยับเท้าออกจากบ้านในกรุงเทพฯ ไปได้เป็นระยะทางไม่ถึง 1 มิลลิเมตรด้วยซ้ำ

ภาพถ่ายทางไกลของโลก ‘Pale Blue Dot’ จากบนยานโอไรออน (ที่มา: NASA)

ความซาบซึ้งตะลึงพรึงเพริดที่ได้รู้ข้อเท็จจริงอันน่าทึ่งเช่นนี้คืออะไรกัน เหตุใดจึงทำให้เรารู้สึกแสนเล็กจ้อย เปราะบาง และไร้ความหมาย เมื่ออยู่ต่อหน้าสิ่งที่มหาศาลเกินจะควบคุม และมโหฬารเกินจะชี้วัด

นักจิตวิทยาเรียกความรู้สึกนี้ว่า ‘ความทึ่ง’ (Awe) แต่ในทางสุนทรียศาสตร์และปรัชญา เราเรียกมันว่า ‘ซับไลม์’ (Sublime)

ซับไลม์ในประวัติศาสตร์ศิลปะ

แนวคิดซับไลม์อุบัติขึ้นในยุโรปไล่เลี่ยกับการกำเนิดวัฒนธรรมวรรณคดีวิจารณ์เมื่อช่วงปลายศตวรรษที่ 17 แต่เพิ่งจะค่อยๆ พัฒนาการมาสู่ความหมายและคุณค่าทางสุนทรียะของธรรมชาติอย่างชัดเจน จนได้รับความสนใจอย่างมากในศตวรรษที่ 18 

ภาพจิตรกรรม ‘Wanderer above the Sea of Fog’ (ที่มา: The Met)

ความรู้สึกที่เรียกกันว่าซับไลม์นี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อศิลปะวรรณคดีในยุคโรแมนติก (Romanticism) โดยผลงานเลื่องชื่อที่ว่ากันว่าอธิบายความซับไลม์ได้ดีที่สุด คือภาพเขียนของศิลปินชาวเยอรมัน คาสปาร์ ดาวิด ฟรีดริช (Caspar David Friedrich) ที่มีชื่อว่า ‘นักพเนจรเหนือทะเลหมอก’ (Wanderer above the Sea of Fog)

หรือหากเป็นฉากหลังอันโด่งดังในวรรณกรรมยุคเดียวกันนี้ ย่อมหนีไม่พ้นฉากไคลแมกซ์ในนิยายไซไฟเรื่องแรกของโลกอย่าง แฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein) ที่เรือสำรวจลำเขื่องกลับดูเล็กลงถนัดตา เมื่ออยู่ท่ามกลางทุ่งน้ำแข็งขั้วโลก

ภาพวาดประกอบนวนิยาย Frankenstein (ที่มา: Pennsylvania State University Library)

เมื่อได้จ้องมองเข้าไปในภาพทะเลหมอกอันเวิ้งว้างกว้างไกล หรือลองวาดภาพทุ่งน้ำแข็งอันหนาวเหน็บตามคำบรรยายในหนังสือ จะพบว่าเราไม่อาจอธิบายความรู้สึกที่ก่อตัวอยู่ในอก เมื่อได้ประจันหน้ากับภาพที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้ได้ด้วยศัพท์ใดเพียงคำเดียว 

ตื่นตา ทว่าน่าแปลกที่กลับสงบใจ

ชวนหวั่นไหวแต่ขณะเดียวกันก็บันดาลใจให้กล้าหาญ

ซับไลม์ผ่านเลนส์จิตวิทยา

นอกจากทฤษฎีเรื่องความทึ่ง (Awe) ซึ่งได้รับการศึกษาทดลองทางวิทยาศาสตร์และพิสูจน์แล้วว่า จิตใจเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ในทางจิตวิทยายังมีอีกแนวคิดหนึ่งที่ใกล้เคียงกับความซับไลม์ไม่น้อย นั่นคือ ‘Overview Effect’ หรือผลกระทบจากการเห็นภาพกว้าง ซึ่งมักเกิดขึ้นกับนักบินที่ได้ไปเห็นโลกทั้งใบจากบนอวกาศอยู่บ่อยๆ

ความเล็กจ้อยและความเชื่อมโยงไร้เส้นแบ่งที่ได้เห็นมักส่งผลให้นักบินอวกาศคิดเห็นต่อมนุษยชาติว่า มีความเป็นปึกแผ่นกลุ่มก้อนมากกว่าเก่า แยกเขาแยกเราน้อยลง ยึดติดกับมุมมองของตัวเองน้อยลง และนึกถึงมุมมองส่วนรวมก่อนมุมมองแบบปัจเจก 

และที่น่าตื่นเต้นยิ่งไปกว่านั้น คือไม่ใช่แค่นักบินอวกาศเท่านั้นที่เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงนี้ ผู้คนบนโลกที่ติดตามชมภาพเสียงและเนื้อหาเกี่ยวกับภารกิจอ้อมดวงจันทร์ครั้งนี้ ก็สามารถเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงคล้ายๆ กันได้ โดยการมองผ่านประสบการณ์ของผู้อื่น (Vicarious Experience)

จริงอยู่ การติดตามข่าวและชมภาพจากอวกาศคงไม่ใช่กิจกรรมที่เราสามารถทำได้ทุกวัน แต่ข่าวดีคือเราสามารถปลูกฝังกิจกรรมส่งเสริมความทึ่งลงในชีวิตประจำวันของเราได้ง่ายกว่าที่คิด ดังที่ได้กล่าวถึงไปแล้วว่า ในยุคศตวรรษที่ 18-19 ก่อนมนุษยชาติจะมีภาพจากอวกาศให้ได้ดูชม คนสมัยก่อนก็แสวงหาความทึ่งเอาจากทิวทัศน์และที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ

ดาเชอร์ เคลต์เนอร์ (Dacher Keltner) ศาสตราจารย์ประจำคณะจิตวิทยา University of California Berkeley กล่าวว่า ความซับไลม์หรือที่เขาเรียกว่าความรู้สึกทึ่งนี้ ไม่ใช่ประสบการณ์ที่หรูหราหรือหายากแต่อย่างใด จุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดคือ การฝึกมองไปรอบตัวและสังเกตสิ่งละอันพันละน้อยในชีวิตให้มากขึ้น 

นอกจากนี้ เขายังแนะนำแหล่งความทึ่งเอาไว้หลายอย่างด้วยกัน เช่น

ธรรมชาติ เข้าถึงได้ด้วยการออกไปเที่ยว เปิดหูเปิดตา

ศิลปะแขนงต่างๆ เข้าถึงได้ด้วยการดู ฟัง เสพ

ความเชื่อ เข้าถึงได้ผ่านพิธีกรรมทางศาสนาและการศึกษาหลักปรัชญา

ความรู้ เข้าถึงได้จากการทุ่มเทเรียนรู้ทำความเข้าใจศาสตร์ใดๆ อย่างลึกซึ้งถึงแก่น

ประสบการณ์ร่วม (Collective Experiences) เข้าถึงได้ผ่านการทำกิจกรรมร่วมกับคนหมู่มาก เช่น ชมคอนเสิร์ต ร่วมงานเลี้ยง หรือกระทั่งลงถนนร่วมขบวนประท้วง

อ้างอิง

https://groundcontrolth.com/blogs/438 

https://psyche.co/guides/how-to-think-about-the-sublime-in-the-natural-world

https://www.psychologytoday.com/us/blog/slightly-blighty/202604/surprising-psychological-impact-of-artemis-ii-space-mission 

https://ls.berkeley.edu/publications/awe-new-science-everyday-wonder-and-how-it-can-transform-your-life 



Tags: , , , ,