มีสมุดอยู่เล่มหนึ่งที่เราเก็บติดบ้าน ไม่ยอมทิ้งมา 15 ปี เกือบหักใจขายไปพร้อมกับขยะกระดาษกองอื่น แต่สุดท้ายเมื่ออ่านเนื้อหาข้างในก็อดไม่ไหวที่จะหยิบกลับมาใส่ลิ้นชักไว้อย่างเดิม
สมุดเฟรนด์ชิป ภาชนะบรรจุสารพันเสี้ยวส่วนความรู้สึกที่ยังหลงเหลืออยู่ระหว่างตัวเรากับผู้คนในวัยเด็ก ผู้คนที่ในหลายกรณีไม่มีเรื่องให้ติดต่อ และไม่แม้แต่จะบังเอิญเดินสวนกันอีกต่อไป คนที่อยู่ห่างไกลเสียจนกลัวว่าหากทิ้งไป อาจไม่เหลือสิ่งใดที่เชื่อมโยงเรากับเขาเอาไว้อีก
สิ่งหนึ่งที่เราตระหนักได้จากการกลับมาอ่านสมุดเฟรนด์ชิปเล่มเก่าในวัยผู้ใหญ่คือ น้อยครั้งที่เราจะอนุญาตให้ตัวเองรู้สึกอกหักจากการสูญเสียเพื่อน อาจเพราะมิตรภาพส่วนใหญ่ไม่ได้มีจุดสิ้นสุดชัดเจน ทุกอย่างมักคืบคลานสู่จุดจบอย่างเงียบเชียบ ข้อความที่เคยตอบภายในไม่กี่นาทีกลายเป็นหลายวัน จากหลายวันเป็นหลายเดือน ก่อนจะไม่มีใครเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาอีกเลย ไม่มีคำว่า ‘เลิกกันเถอะ’ ไม่มีการคืนของให้กัน ไม่มีการแจ้งข่าว หรืออัปเดตเรื่องพ่อแม่และเพื่อนฝูง
เมื่อขาดพิธีกรรมอันเป็นสัญลักษณ์แห่งความสูญเสียไป เราจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ไว้ทุกข์ สมองบังคับตัวเองให้ใช้ชีวิตต่อโดยอัตโนมัติ ไม่ยอมเสียเวลาไปกับการทำใจ ไม่นอนร้องไห้ ฟังเพลงเศร้า นั่งอ่านแชตเก่าๆ หรือดื่มเหล้าย้อมใจ
นักจิตวิทยาเรียกภาวะเช่นนี้ว่า ‘Disenfranchised Grief’ หมายถึงความโศกเศร้าที่สังคมไม่ยอมรับ ไม่เข้าใจ หรือมองว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญถึงขนาดที่จะต้องทำใจ เช่น การสูญเสียสัตว์เลี้ยง การแท้งลูกขณะอายุครรภ์ยังน้อย หรือดาราศิลปินที่เคยติดตามเสียชีวิต
สำหรับความสัมพันธ์ฉันมิตร หากเป็นกรณีที่จากตาย มักไม่ถูกมองว่าเป็นเรื่องแปลกอะไรที่เราจะเศร้าหมอง กรณีจากเป็นต่างหากที่เริ่มซับซ้อนขึ้นมา
“ก็แค่เพื่อนเอง ไม่ใช่แฟนสักหน่อย”
“ไม่ได้ทะเลาะไม่ใช่เหรอ จะยากอะไร ทักไปหาก็จบ”
“โตๆ หมดแล้ว ต้องมีห่างเหินกันไปใช้ชีวิตบ้าง เรื่องปกตินะ”
ต่างจากการเลิกกับแฟน (Romantic Breakup) ที่คนรอบข้างส่วนใหญ่พร้อมเข้าใจและซัพพอร์ต การทำใจมูฟออนหลังจบความสัมพันธ์กับเพื่อน (Platonic Breakup) จึงเป็นเส้นทางเปลี่ยวเหงาและอึดอัด ยากจะหาทางระบาย
วิทยาศาสตร์ของการเลิกคบ
ผลการวิจัยด้านวิทยาการข้อมูลจาก Aalto University เผยว่า ในช่วงอายุประมาณ 25 ปี วงสังคมของคนเรามักเริ่มหดเล็กลงทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง จริงอยู่ นานๆ ทีคนรู้จักใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในชีวิตก็อาจกลายมาเป็นเพื่อนเราได้เช่นกัน แต่หากพิจารณาจากข้อมูลเชิงสถิติในระยะยาว จำนวนเพื่อนของคนวัยผู้ใหญ่มีแนวโน้มลดลงมากกว่าจะเพิ่มขึ้น โดยจำนวนเพื่อนจะร่อยหรอไปทีละคนๆ กระทั่งอายุราว 45-55 ปี ตอนนั้นเองที่วงสังคมจะเริ่มคงที่ไปจนแก่ชรา
เหตุผลมีได้หลากหลายรูปแบบ แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นเรื่องของการขาดประสบการณ์ร่วม หลายครั้งหากเรากับเพื่อนมีจังหวะชีวิตช้าเร็วต่างกันเกินไป จนกลายเป็นอยู่ในช่วงชีวิตที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เช่น ฝ่ายหนึ่งแต่งงานมานานจนลูกเริ่มโต อีกฝ่ายหนึ่งไม่คิดแต่งงาน และยังมุ่งมั่นกับหน้าที่การงานเป็นหลัก มิตรภาพก็อาจค่อยๆ จืดจางลงได้ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
เกรซ ซาเมฟ (Grace Sameve) นักจิตวิทยาชาวอินโดนีเซียจาก International Wellbeing Center ชี้ว่า มิตรภาพตั้งอยู่บนเสาหลัก 3 ประการ ได้แก่ ความสมัครใจ (Voluntary) การต่างตอบแทน (Reciprocal) และความสัมพันธ์แบบเป็นกันเอง (Informal) เมื่อใดที่เสาหลัก 2 ใน 3 เสาพังทลายลง ความเป็นเพื่อนก็จะสิ้นสุดลงด้วย แบ่งได้คร่าวๆ เป็น 2 รูปแบบ ได้แก่
1. การตัดความสัมพันธ์ (Complete Dissolution)
ในกรณีนี้ มิตรภาพจะสิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ โดยทั้ง 2 ฝ่ายไม่มองว่าอีกฝ่ายเป็นเพื่อนอีกต่อไป มักเกิดจากความขัดแย้งใหญ่ๆ ในเรื่องสำคัญจนผิดใจกัน และไม่อาจอยู่ร่วมกันในวงสังคมได้ในที่สุด ยกตัวอย่างเช่น
เคดี้กับเรจินาเริ่มคบเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันในช่วงมัธยมปลาย แต่เริ่มแตกหักเพราะชิงดีชิงเด่นและหักหลังกัน จนสุดท้ายกลายเป็นศัตรูกัน

Mean Girls (2004)
2. การลดขั้นความสัมพันธ์ (Downgrade Dissolution)
ความสัมพันธ์ไม่ได้ยุติ แต่จำเป็นต้องลดระดับลงด้วยเหตุผลบางประการ จากเพื่อนสนิทกลายเป็นเพื่อนทั่วไป หรือจากเพื่อนกลายเป็นคนรู้จัก อาจยังพูดคุยหรือติดตามชีวิตกันอยู่ แต่ความใกล้ชิดไม่กลับไปเท่าเดิมแล้ว ยกตัวอย่างเช่น
เรเชล, โมนิกา, ฟีบี้, โจอี้, แชนด์เลอร์ และรอส เป็นกลุ่มเพื่อนที่มีบางคนในกลุ่มรู้จักกันมาก่อน แต่มาสนิทกันเพราะอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์เดียวกัน ภายหลังเริ่มมีคู่ที่ขยับความสัมพันธ์เป็นคนรัก คนที่เหลือเลยต้องปรับตัวตาม ในตอนจบ เหลือเพียง 2 คนที่ยังอาศัยอยู่ในนครนิวยอร์กต่อ คนที่เหลือแยกย้ายไปอยู่เมืองอื่น ทำให้ต้องห่างเหินกันไปตามธรรมชาติ

Friends (1994-2004)
มิตรภาพกับช่วงอายุ
ในช่วงวัยเรียน คนมักสนิทกันได้ง่ายเพราะอยู่ในช่วงชีวิตเดียวกันเป๊ะ แถมยังแบ่งปันสภาพแวดล้อมร่วมกัน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Proximity หรือความใกล้ชิดนั่นเอง หลายครั้งต่อให้มีนิสัยหรือความชอบที่แตกต่างกันไปบ้าง แต่เด็กๆ ก็รักษามิตรภาพเอาไว้ได้ไม่ยาก เพราะเจอกันตลอด
วัย 20 กว่าเป็นช่วงชีวิตแรกๆ ที่เริ่มเห็นปัจจัยเรื่อง Proximity จากที่ไม่เคยสังเกตมาก่อน เพราะระยะห่างทางกายภาพระหว่างกลุ่มเพื่อนเริ่มเพิ่มขึ้น เพื่อนบางคนย้ายไปอยู่เมืองอื่น ไปเรียนต่อ ไปทำงาน คนอายุน้อยหลายคนที่ไม่เคยย้ายถิ่นฐานมักจะได้ประสบกับการมองดูกลุ่มเพื่อนของตัวเองค่อยๆ ห่างกันไปเป็นครั้งแรกในช่วงนี้ แต่แน่นอนว่า เมื่อไปอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ พร้อมๆ กันนั้น พวกเขาย่อมต้องสร้างมิตรภาพ สร้างเครือข่ายทางสังคมขึ้นใหม่ด้วย
และเมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 30 ปี เราก็จะเริ่มมีเพื่อนใหม่น้อยลง และต้องใช้ความพยายามมากขึ้นในการ Keep in Touch กับเพื่อนกลุ่มเดิม นักจิตวิทยาแนะนำว่า เพื่อนที่มีประสบการณ์ร่วมกันหรือมีอะไรคล้ายกัน เช่น กำลังเลี้ยงลูกเล็กเหมือนกัน คิดทำธุรกิจเหมือนกัน หรือมีสายอาชีพใกล้เคียงกัน มักจะสนิทสนมและมีความสัมพันธ์แข็งแรง และในทางกลับกัน เพื่อนที่มีวิถีชีวิตแตกต่างกันมากๆ ก็จะค่อยๆ ติดต่อหากันน้อยลง การหางานอดิเรกทำร่วมกันจึงเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการเติมน้ำหล่อเลี้ยงมิตรภาพ
พอเข้าสู่วัย 40 เราจะเริ่ม ‘ปล่อยจอย’ เรื่องเพื่อน เพราะชีวิตกำลังยุ่งกับการจัดการเรื่องอื่น นี่คือวัยที่คนส่วนใหญ่ทำงานตำแหน่งที่ความรับผิดชอบสูงขึ้น ครอบครัวเริ่มขยายใหญ่ขึ้น และพ่อแม่เริ่มเข้าโรงพยาบาลบ่อยขึ้น พวกเขาจึงต้องเลือกบาลานซ์พลังงานในการใช้ชีวิตให้ดี บางครั้งอาจได้พบเพื่อนใหม่ผ่านช่องทางที่ไม่คาดคิด เช่น พ่อแม่ของเพื่อนร่วมชั้นของลูก แต่พวกเขาจะไม่มัวหมกมุ่นอยู่กับการหาเพื่อนใหม่เพิ่มแล้ว
ที่น่าสนใจคือ เคลลีย์ คิตลีย์ (Kelley Kitley) นักสังคมสงเคราะห์คลินิกวิชาชีพชาวอเมริกัน กล่าวว่า คนวัย 40-50 ปีขึ้นไป จะคิดถึงอดีต (Nostalgia) บ่อยเป็นพิเศษ จู่ๆ หลายคนอาจลุกขึ้นมาค้นหาหนทางติดต่อเพื่อนเก่าๆ ที่ห่างกันไปนานแล้วบ้าง แต่จะกลับมาต่อกันติดหรือไม่ คงขึ้นอยู่กับว่ามีประสบการณ์ร่วมกันมามากน้อยเพียงใด และปัจจุบันวงสังคมทับซ้อนกันมากแค่ไหนอยู่ดี
แต่บางครั้งการปล่อยมือคือคำตอบ
นักจิตวิทยาความสัมพันธ์ชาวแคนาดา มิเรียม เคอร์เมเยอร์ (Miriam Kirmayer) กล่าวว่า มิตรภาพที่ดีและยั่งยืนมักเกิดจากการที่ต่างฝ่ายต่างลงทุน (Mutuality) เวลาและความรู้สึก แต่ไม่ว่าเรากับเพื่อนจะห่างเหินกันไปเพราะไม่มีทุนพร้อมที่จะลงขัน หรือแค่รู้สึกไม่เต็มใจจะลงทุนดูแลสายสัมพันธ์นี้ก็ตามที เรามีสิทธิยุติความสัมพันธ์นั้น แล้วหันมาโฟกัสความรู้สึกของตัวเอง
แน่นอน นั่นไม่ได้หมายความว่า ช่วงเวลาที่เคยมีร่วมกันไม่มีความหมาย หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องรับบทตัวร้ายของเรื่องนี้ แต่หมายความว่า บางความสัมพันธ์อาจเคยเป็นพื้นที่ปลอดภัยในช่วงเวลาหนึ่ง และขณะนี้หน้าที่ของมันสิ้นสุดลงแล้ว
เช่นเดียวกับการเลิกรากับคนรัก เมื่อไรที่คน 2 คนไม่ได้ต้องการสิ่งเดียวกันอีกต่อไป บางครั้งการเลิกราก็จำเป็นต้องเกิดขึ้น เพื่อให้ทุกฝ่ายได้แยกย้ายกันไปเติบโต
อ้างอิง:
– https://fashionjournal.com.au/life/platonic-heartbreak/
– https://journals.sagepub.com/doi/10.1177/02654075211026015
– https://www.verywellmind.com/how-friendships-change-in-different-life-stages-12004090
– https://www.verywellmind.com/disenfranchised-grief-definition-causes-impact-and-coping-5221901
– https://www.straitstimes.com/life/when-a-friend-becomes-a-stranger-healing-after-a-platonic-break-up
Tags: จิตวิทยา, วิทยาศาสตร์, ความสัมพันธ์, เพื่อน, Wisdom, มิตรภาพ, Platonic Breakup, เลิกคบ




