เคยไหม ไม่นานหลังจากได้รู้จักใครสักคน คุณสังเกตว่า ตัวเองนึกถึงเขาบ่อยขึ้นทุกขณะ รู้ตัวอีกทีการมีเขาปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้ชมสตอรี และการที่เขากดไลก์โพสต์ก็กลายเป็นพลังบวกประจำวัน คุณเศร้าเมื่อเขาหายไป ดีใจเมื่อเขาปรากฏตัว และแม้จะไม่ได้รู้จักเขาลึกซึ้งไปกว่าใคร คุณก็เชื่อสนิทใจว่า เมื่อไรที่อีกฝ่ายรู้ตัวว่าคุณเหมาะกับเขาแค่ไหน เขาจะต้องดีกับคุณมากแน่
คุณต้องการเขาและหวังยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดว่า ในไม่ช้าเขาจะต้องการคุณกลับ แม้จะกระดากอายที่ต้องยอมรับ แต่คุณก็วาดฝันแสนสุขถึงความสัมพันธ์ งานแต่งงาน ครอบครัว และอนาคตที่มีเขาอยู่ในนั้นนับครั้งไม่ถ้วน
หลายสิ่งที่เคยไร้ความหมายเริ่มค่อยๆ เริ่มหมายความถึงเขา คุณไม่ได้อยากคิดถึงเขาบ่อยนักหรอก แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่การจดจ่อกับอะไรสักอย่างโดยไม่คิดถึงเขากลายเป็นเรื่องยากไปแล้ว
ชอบ ปลื้ม ถูกใจ คลั่งไคล้ โดนตก คุณพยายามตั้งชื่อให้กับความรู้สึกนี้ แต่ทุกคำล้วนฟังดูตื้นเขินเกินไปเมื่อเทียบกับขนาดของความรู้สึก
หรือว่านี่จะเป็นความรัก คุณอาจเคยถามตัวเอง
คำตอบคือไม่เสมอไป โดโรที เทนนอฟ (Dorothy Tennov) นักจิตวิทยาความสัมพันธ์ชาวอเมริกัน เรียกมันว่า ‘Limerence’ หมายถึงสภาวะที่ไม่สามารถห้ามตนเองไม่ให้หมกมุ่นและยึดติดกับคนคนหนึ่งในเชิงโรแมนติกได้ แม้จะไม่เห็นถึงความเป็นไปได้ชัดเจนว่า อีกฝ่ายอาจตอบรับความรู้สึก
Limerence คืออะไร
เนื่องจากเป็นคำใหม่ที่เทนนอฟคิดค้นขึ้นเองเมื่อช่วงต้นทศวรรษ 1970 โดยแผลงมาจากคำว่า Amorance จึงหาคำแปลในภาษาไทยที่มีความหมายครอบคลุมได้ยาก สำนักข่าว PPTV และนิตยสาร PLOOK เคยใช้คำว่า อาการ ‘คลั่งรัก’ ในขณะที่สื่อออนไลน์ becommon เขียนถึงหลายคำที่ฟังดูเข้าข่ายเช่นกัน เช่น อาการ ‘แพ้ทางใจ’ หรืออาการ ‘เห่อรัก’
ในระหว่างที่ผู้เขียนลองสำรวจคลังคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับความรักโรแมนติกอยู่พักใหญ่ ก็เจอเข้ากับหนึ่งคำที่อยากเสนอคือ ภาวะ ‘ลุ่มหลง’ นอกจากพยัญชนะต้นจะพ้องเสียง L แล้ว ความหมายยังสื่อความถึงแง่มุมสำคัญของคำว่า Limerence อีกด้วย
ประการแรกคือการเผลอไผลไปกับความรู้สึกรุนแรงที่เกิดขึ้นชั่ววูบ ประการที่ 2 คือ ต้นเหตุแห่งความรู้สึกที่ดูเป็นภาพมายา เพราะ Limerence มักเกิดจากจินตภาพที่อาจไม่ยึดโยงกับสถานการณ์จริงเลยแม้แต่น้อยนั่นเอง
จากการติดตามชีวิตและสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมการวิจัยกว่า 500 คน เทนนอฟตั้งข้อสังเกตว่า เรามักระบุปัจจัยเริ่มต้นที่จุดประกาย Limerence ให้แน่ชัดได้ยาก
อีกทั้งหลายครั้ง Limerence ยังเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับความดึงดูดทางเพศเป็นหลัก แต่อย่างน้อยบุคคลเป้าหมาย (Limerent Object: LO) จะต้องเป็นคนที่คุณพอจะจินตนาการภาพออกว่า อีกฝ่ายจะก้าวเข้ามาสานสัมพันธ์กับตนเองได้อย่างไร
วงจรความลุ่มหลงนี้มักเริ่มต้นจากการที่เราสังเกตว่า ตนเองรู้สึกพึงใจใครสักคน จากนั้นเมื่อเรียนรู้แล้วว่า การคิดถึงคนคนนั้นทำให้รู้สึกดี เราก็จะค่อยๆ เสพติดการจินตนาการถึงอีกฝ่ายไปต่างๆ นานา ยิ่งหากเจ้าตัวปฏิสัมพันธ์กับเราแม้เพียงเล็กน้อย ความลิงโลดที่เกิดขึ้นจากการคิดหมกมุ่นว่า อีกฝ่ายมีใจให้ก็จะยิ่งทำให้เราคิดฝันไปไกลขึ้น ไกลขึ้นจากความเป็นจริง
เราอาจเริ่มย้อนคิด ทบทวน และวิเคราะห์ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้น เพื่อหาหลักฐานมาเติมเต็มช่องว่างที่ขาดหายไป เพราะความไม่รู้แน่ชัด
เขามาป้วนเปี้ยนใกล้ๆ ‘คงเพราะมีใจ’
เขารีพลายสตอรี ‘คงเพราะมีใจ’
เขายิ้มให้ ‘คงเพราะมีใจ’

ที่มา: ภาพยนตร์ (500) Days of Summer (2009)
รู้ตัวอีกทีระบบรางวัลในสมองก็ทำให้เราก็เสพติดโดปามีน ที่ได้เสพจากวังวนที่ว่านี้จนโงหัวไม่ขึ้น สัญญาณที่สำคัญและแตกต่างจากภาวะมีความรักทั่วไปคือ เราจะถูกความรู้สึกนี้ครอบงำได้ง่าย และทุกกระบวนการที่ว่ามานี้สามารถนี้เกิดขึ้นได้ โดยที่เราอาจแทบไม่รู้จักตัวตนของอีกฝ่าย
นาตาชา ดุ๊ก (Natacha Duke) นักจิตบำบัดชาวแคนาดากล่าวว่า “คนที่อยู่ในภาวะนี้อาจไม่ได้อยากเป็นแบบนี้เลยก็ได้ บางครั้งบุคคลเป้าหมายอาจไม่ใช่ ‘ไทป์’ ที่พวกเขาชอบเลย แต่มีบางสิ่งบางอย่างในตัวคนคนนั้นที่ดึงดูดพวกเขาเข้าไป และขณะเดียวกันก็ทริกเกอร์ความรู้สึกลึกๆ ในใจพวกเขาด้วย”
ถ้าเราเคยเป็นแบบนี้ ถือว่ามีความผิดปกติทางจิตไหม
ไม่เสียทีเดียว จริงอยู่ที่ภาวะ Limerence ที่รุนแรงอาจส่งผลต่อสุขภาพใจระยะยาวและการใช้ชีวิตบ้างไม่มากก็น้อย แต่ปัจจุบัน Limerence ไม่นับเป็นภาวะทางจิตที่สามารถนำใช้เป็นผลวินิจฉัยทางการแพทย์
ความรู้สึกลุ่มหลงนี้ไม่ได้ก่อเกิดเป็นความรักจริงๆ ตามมาเสียทุกครั้ง และหลายครั้งก็ไม่ได้จบลงอย่างมีความสุข แต่ใครๆ ก็ตกอยู่ในสภาวะนี้ได้ และอันที่จริง คนทั่วไปอาจจะรู้สึกแบบนี้บ่อยกว่าที่เราคิดด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีท่อนฮุกที่เริ่มด้วย “ฝันถึงงานแต่งงานของเรา” ในเพลง เพ้อเจ้อ ของวง ALARM9 ที่เคยโด่งดังเมื่อสิบกว่าปีก่อน
และซัมเมอร์ นางเอกหนังเรื่อง (500) Days of Summer คงไม่กลายเป็นตัวร้ายในสายตาคนดูมากมายที่อินกับความรู้สึกของทอม
และ ทย์เลอร์ สวิฟต์ (Taylor Swift) ก็คงไม่มีโอกาสเขียนเพลง You Belong With Me ระบายความรู้สึกอัดอั้นของการแอบรักพ่อหนุ่มที่ไม่รู้ตัวสักทีว่า นายน่ะควรมาคบกับฉันต่างหากล่ะ!
หลายคนกลับมาอ่านเนื้อเพลงนี้และตีความใหม่ว่า เป็นเพลงชาติของสาว Pick Me Girl ที่ชอบกดผู้หญิงคนอื่นให้ต่ำกว่า แต่ผู้เขียนมองว่านี่คือเพลงที่สะท้อนภาวะ Limerence ของคนหนุ่มสาวยามหมกมุ่นและยึดติดกับคนที่ (ในภาพจินตนาการว่าได้คบกันนั้น) ช่างดูเหมาะสมกับเราเหลือเกิน

ที่มา: MV เพลง You Belong With Me ของ Taylor Swift
ทั้งนี้แม้ Limerence จะไม่นับเป็นความป่วยไข้ทางใจ แต่ดุ๊กยังอธิบายเอาไว้อีกว่า บางครั้งนักบำบัดและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาจเชื่อมโยงภาวะ Limerence กับคำอธิบายทางจิตวิทยาอื่นๆ เช่น ผู้ตกอยู่ในภาวะนี้อาจมีแผลใจ (Trauma) หรือมีรูปแบบพฤติกรรมการผูกสัมพันธ์ที่ไม่มั่นคง (Insecure Attachment Styles) หรือกระทั่งเป็นคนมองเห็นคุณค่าในตนเองต่ำ (Low Self-esteem) เป็นต้น
นอกจากนี้ กลไกที่คล้ายกันยังทำให้ Limerence ถูกนำไปเปรียบเทียบกับภาวะเสพติดตลอดจนพฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำอีกด้วย และปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่มีส่วนอย่างมาก ในการเร่งปฏิกิริยาให้ผู้คนหลงเข้าไปติดหล่ม Limerence กันมากขึ้น พวกเขาสามารถเข้าถึงรูปถ่าย ความชอบ ประวัติ และเรื่องราวชีวิตของคนแปลกหน้าได้อย่างง่ายดาย จึงรู้สึกเชื่อมโยงและดึงดูดได้แม้กับคนที่เราไม่รู้จัก
อย่างไรก็ดี ทางลงที่ดีที่สุดของความลุ่มหลงก็คือ การตื่นมาเผชิญกับความจริง นิตยสาร Psychology Today ชี้ว่า ภาวะ Limerence มักทำให้เราตีความสัญญาณทางสังคมต่างๆ เกินจริง และยังทุ่มพลังงานทางอารมณ์ไปกับการย้ำคิดมากเกินพอดี จนบั่นทอนความสามารถในการมีปฏิสัมพันธ์อย่างมีสติในชีวิตจริง
ต่อให้สุดท้ายเราจะโชคดี ได้สมหวังกับคนคนนั้น แต่ภาพจำที่เรายึดติดในช่วงเริ่มต้นความสัมพันธ์จะกลับมาแว้งกัดจนไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับอีกฝ่ายได้ เพราะสับสนระหว่างตัวตนจริงๆ ของเขากับความคาดหวังที่ไม่สอดคล้องกับความจริงของตัวเราเอง
แม้จะเสียดายความรู้สึกที่ช่างหวานซึ้ง ทุ่มเท และตื่นเต้นชวนให้เสพติดเพียงใด ความจริงคือเราไม่อาจหล่อเลี้ยงความสัมพันธ์ให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้ด้วยความไม่แน่นอน
ฉะนั้น หากวันนี้คุณกำลังรอคอยใครบางคนมาส่องสตอรีและเผลอใจเต้นไปกับทุกการเคลื่อนไหวของเขา จนสงสัยว่านี่ใช่ความรักหรือไม่ คำตอบคือ อาจยังไม่ใช่ แต่คุณทำให้มันกลายเป็นความรักได้ ด้วยการค่อยๆ ปล่อยวางภาพในหัวลงแล้วเปิดใจเรียนรู้ตัวตนจริงของเขา หรือไม่ก็หันกลับมารักตัวให้มากขึ้น เมื่อได้คำตอบแล้วว่า อีกฝ่ายไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกัน
อ้างอิง
– Tennov, D. (1979). Love and Limerence: The Experience of Being in Love. Stein and Day.
– Dierks, A. (2023). Limerence: When fantasy and obsession overtake love. Retrieved November 25 2025, from https://www.counselling-directory.org.uk/articles/limerence-when-fantasy-and-obsession-overtake-love
– Duke, N. (2025). Limerence: The Science of Obsessive Attraction. Cleveland Clinic. Retrieved November 25, 2025, from https://health.clevelandclinic.org/limerence
– Miller, O. (2025). Understanding limerence and obsessive love. Psychology Today. Retrieved November 25, 2025, from https://www.psychologytoday.com/us/basics/limerence
– ตนุภัทร โลหะพงศธร. (2021). เธอทำให้ฉันคลั่ง รู้จัก ‘Limerence’ อาการแพ้ทางใจที่อาจไม่ได้ลงเอยด้วยความรัก. becommon. Retrieved November 25, 2025, from https://becommon.co/life/heart-love-and-limerence/




