หลายคนเชื่อว่าการพูด ‘ขอโทษ’ คือสิ่งที่พิสูจน์ว่าคนที่เอ่ยคำนั้นสำนึกผิด

ถ้าใครสักคนเอ่ยขอโทษหรือแสดงออกว่ารู้สึกผิดต่อบางสิ่ง เราย่อมคาดหวังว่าเขาจะเข้าใจต่อความผิดที่กระทำลงไป ส่วนจะอภัยหรือไม่นั้น สุดแล้วแต่ว่าใครใจกว้างขนาดไหน

แต่ในความเป็นจริงแล้ว คำขอโทษอาจไม่ใช่หลักฐานของการสำนึกผิดที่แท้จริง เพราะบางครั้ง บางคนก็อาศัยสถานการณ์ที่ว่าในการ ‘แสดง’ ว่ารู้สึกผิด ทั้งที่ในใจคิดไปอีกแบบ เราจึงมักเห็นดราม่าในสังคมหลายกรณีที่มีผู้ตกเป็นเป้าว่า ‘แกล้งร้องไห้หรือขอโทษว่าสำนึกผิด’ แต่คนดูกลับ ‘รู้นะ’ ว่าเล่นละครอยู่

จริงๆ แล้ว สิ่งนี้มีชื่อเรียกว่า Fake Remorse หรือการที่คนคนหนึ่งแสดงออกว่าเสียใจหรือสำนึกผิด แต่ในความเป็นจริงไม่ได้รู้สึกว่าตนทำผิดอย่างแท้จริง และไม่มีความตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนเอง แต่ขอโทษโดยมีเป้าหมายเพื่อเลี่ยงผลกระทบ รักษาภาพลักษณ์ หรือเพียงโน้มน้าวให้อีกฝ่ายให้อภัยเท่านั้น 

นักจิตวิทยาจึงอธิบายว่า Fake Remorse เป็นเพียงการ ‘แสดง’ ออกถึงความเสียใจเพื่อปกป้องตัวเองมากกว่าการรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับอีกฝ่าย

แล้วทำไมคนเราต้อง Fake Remorse ลองมาดูกัน

ขอโทษ: เลี่ยงผลลัพธ์มากกว่ารับผิด

หลายคนมองว่า ‘แรงจูงใจ’ คือสิ่งที่ช่วยแยกความรู้สึกขอโทษอย่างแท้จริงกับ Fake Remorse กล่าวคือ คนที่สำนึกผิดจริงๆ มักเริ่มขอโทษทันทีที่ตระหนักว่าตนเองได้สร้างความเจ็บปวดให้คนอื่น แม้จะไม่มีใครรู้ หรือไม่ได้มีแรงกดดันจากสิ่งใดก็ตาม แต่คนที่ Fake Remorse มักจะขอโทษเมื่อเริ่มมี ‘ผลกระทบ’ บางอย่างย้อนมาหาตัวเอง

ตัวอย่างเช่น เขาหรือเธออาจถูกเปิดโปงบางอย่าง ถูกวิจารณ์ในที่สาธารณะ ถูกยุติความสัมพันธ์ เสี่ยงสูญเสียผลพลอยได้บางอย่าง หรือกำลังจะถูกลงโทษ สถานการณ์เช่นนี้ ความสำนึกที่แสดงออกจึงอาจเป็นเพียงความเสียใจต่อผลลัพธ์ที่ตนเองได้รับ มากกว่าความเสียใจต่อความเสียหายที่ตนก่อขึ้น แน่นอนว่ามันคือการโฟกัสที่ตัวเองมากกว่าผู้ได้รับผลกระทบ

ขอโทษ: ลดทอนความรุนแรงของการกระทำ

ลองสังเกตลักษณะเด่นของมนุษย์ Fake Remorse อีกข้อ นั่นคือการพยายามหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบอย่างเต็มที่ เช่น ในประโยคขอโทษที่แม้จะเริ่มต้นด้วยคำขอโทษ แต่ก็มักจะตามมาด้วยคำว่า ‘แต่…’ หรือไม่ก็ ‘ถ้า…’ ซึ่งเป็นการ ‘แบ่ง’ ความรับผิดชอบไปยังคนอื่นหรือสถานการณ์อื่น อย่างที่นักจิตวิทยามองว่า เป็นการเบี่ยงเบนหรือทำให้ความผิดเล็กลง หนักกว่านั้นคือโยนความผิดให้เหยื่อไปเลย การกระทำเช่นนี้อาจอธิบายสาเหตุได้ แต่อาจไม่ใช่การรับผิดที่แท้จริง

ขอโทษ: จริงจังแต่การกระทำยังซ้ำเดิม

ใครๆ ก็ขอโทษ ร้องไห้ หรือแสดงความเสียใจออกมาได้ แต่สิ่งที่ชี้วัดความสำนึกผิดอาจไม่ใช่แค่ดราม่าที่เห็นจากภายนอก แต่คือ ‘การกระทำ’ หลังจากแสดงออกมากกว่า เพราะหากสุดท้ายแล้วพฤติกรรมยังเหมือนเดิม นั่นหมายความว่าคำขอโทษไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย ทั้งที่จริงแล้ว การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต่างหาก คือภาษาที่แท้จริงของความสำนึกผิด และมันบ่งชี้ได้ว่า คนที่สำนึกผิดนั้นพยายามเข้าใจการกระทำของตนเองและหาวิธีไม่ให้เกิดซ้ำอีก ต่างจากมนุษย์ Fake Remorse ที่อยู่ในวงจร ‘ทำผิด-ขอโทษ-ทำผิด-ขอโทษ’

ขอโทษ: ต่อความทุกข์ตนเองมากกว่าความเสียหายของผู้อื่น

หัวใจสำคัญที่สุดของการสำนึกผิดคือ การเข้าใจว่าผู้อื่นรู้สึกอย่างไร หรือเรียกอีกอย่างว่า Empathy ก็ได้ คนที่สำนึกผิดจริงๆ จะพยายามมองเหตุการณ์จากเลนส์ของผู้ที่ได้รับผลกระทบ เช่น อีกฝ่ายจะรู้สึกอย่างไร เขาต้องสูญเสียอะไรไหม หรือใช้เวลานานไหมกว่าจะฟื้นความรู้สึก แต่ในทางตรงกันข้าม มนุษย์ Fake Remorse มักจะพูดถึงตนเองเป็นหลัก เช่น ทำไมทุกคนถึงว่าแต่เรา หรือเรารู้สึกผิดมากจริงๆ แม้จะฟังดูเหมือนเสียใจ หากแต่ ‘ศูนย์กลาง’ ของคำพูดก็คือตนเอง ไม่ใช่อีกฝ่าย

แม้ว่ามนุษย์ Fake Remorse อาจไม่ถึงขั้นไม่รู้สึกรู้สาอะไรต่อความผิด หากแต่ความเสียใจนั้นกลับพุ่งไปที่ผลกระทบต่อตนเองมากกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับคนอื่น ดังนั้น ‘ความจริงใจ’ ต่อคำขอโทษต่างหาก ที่สำคัญกว่า ‘ดราม่า’ ที่ถูกแสดงออกมาผ่านคำพูด

และท้ายที่สุด ผลของความเปลี่ยนแปลงคือข้อพิสูจน์ที่สำคัญที่สุดว่า การสำนึกผิดนั้นเป็นเรื่องจริงหรือแค่การ ‘แสดง’ ออกมา

ที่มา:

https://cottonwoodpsychology.com/learn/narcissistic-apologies-fake-remorse-word-salad-and-how-toxic-people-avoid-real-accountability/

https://www.gaslightingcheck.com/blog/narcissist-apology-how-to-spot-fake-remorse-vs-real-apologies

Tags: , , ,