เราทุกคนต่างเคยรู้จักใครสักคนที่มีความรู้แบบ Chauffeur Knowledge หรือความรู้เหมือนคนขับรถ ที่หมายถึงความรู้แบบผิวเผินที่ถูกส่งต่อกันมา

คนขับแท็กซี่ผู้ดูช่ำชองการเมืองจากการเปิดฟังข่าวทุกวัน

CEO กึ่งไลฟ์โค้ชคนดังผู้ไม่เคยจนมาก่อน แต่อยากเป็นผู้มาโปรดคนจนด้วยการให้บทเรียนว่า Work Life Balance ไม่สำคัญ

พระอาจารย์เก่งๆ สักรูปที่ให้คำแนะนำเรื่องความรักกับเราได้ แม้เจ้าตัวจะบวชเรียนมาตั้งแต่เด็ก

หรือกระทั่งนักข่าวที่จบอักษรศาสตร์ ไม่มีประสบการณ์ทำงานด้านจิตเวช แต่ดันเขียนคอลัมน์จิตวิทยาเลี้ยงชีพได้เป็นเรื่องเป็นราว (ใช่! บทความที่คุณกำลังอ่านอยู่นี่แหละ!)

หากลองพิจารณาดูดีๆ เราต่างมีเรื่องที่ตนไม่เก่งนัก แต่พอจะรู้อยู่บ้างเช่นนี้กันแทบทุกคน อาจตื้นเขินขาดความลุ่มลึกอยู่บ้างก็จริง แต่ Chauffeur Knowledge ไม่ใช่สิ่งไม่ดีในตัวของมันเอง กลับกันด้วยซ้ำ มันหมายความว่า เราเปิดใจและใฝ่รู้มากพอที่จะครูพักลักจำเรื่องที่มีประโยชน์ แม้นั่นจะไม่ใช่เรื่องที่เราเชี่ยวชาญก็ตาม 

ปัญหาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อโชเฟอร์เหล่านี้ลืมมองขีดจำกัดของตัวเอง หลงคิดว่าตนเป็นผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาจริงๆ 

เรื่องราวของนักฟิสิกส์และคนขับรถของเขา

มักซ์ พลังค์ (Max Planck) เป็นอีกหนึ่งนักฟิสิกส์ชาวเยอรมันผู้เปลี่ยนโลกด้วยแนวคิดควอนตัมของพลังงาน เขามีส่วนขับเคลื่อนวงการวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มากไม่แพ้ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) แม้จะเป็นที่รู้จักน้อยกว่า 

หลังจากได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี 1918 พลังค์ออกเดินทางไปทั่วเยอรมนีและยุโรป เพื่อบรรยายทฤษฎีและสิ่งที่ตนค้นพบ และทุกๆ ครั้ง เขาจะใช้บทพูดบรรยายคล้ายๆ ของเดิมเสมอ จนจุดหนึ่งคนขับรถของเขาก็เริ่มจำบทพูดนั้นได้ขึ้นใจ

    ที่มา: Hugo Erfurth

“คงจะน่าเบื่อมากเลยใช่ไหมศาสตราจารย์ ที่ต้องพูดสุนทรพจน์เดิมๆ ตลอด เอาอย่างนี้ไหม ไปมิวนิกคราวนี้ผมพูดแทนคุณเอง ส่วนคุณก็สวมหมวกโชเฟอร์ของผม แล้วนั่งพักตรงที่นั่งแถวหน้า พวกเราจะได้ถือโอกาสลองอะไรกันใหม่ๆ กันทั้งคู่”

พลังค์ฟังแล้วรู้สึกว่า เป็นความคิดที่ไม่เลว เย็นวันนั้นชายที่ขึ้นไปบรรยายเลกเชอร์ยาวเป็นชั่วโมงๆ ต่อหน้าแขกผู้มีเกียรติในวงการวิทยาศาสตร์ของมิวนิก จึงไม่ใช่ตัวพลังค์เอง แต่เป็นคนขับรถของเขา 

โชเฟอร์บรรยายเลกเชอร์จบด้วยดี ติดก็ตรงที่ดันมีอาจารย์ฟิสิกส์ 1 รายยกมือถามคำถาม โชคดีที่โชเฟอร์ของพลังค์รับมือคำถามดังกล่าวอย่างมีไหวพริบ 

“ไม่นึกมาก่อนเลยว่า ผู้มีความรู้ขั้นสูงจากเมืองมิวนิกจะถามคำถามที่เรียบง่ายอย่างนี้! คำถามนี้ผมให้คนขับรถของผมตอบก็แล้วกัน”

ในโลกใบนี้มีผู้มีความรู้อยู่หลายแบบ ในบรรดารูปแบบอันหลากหลายนั้น แบบหนึ่งคือความรู้แบบพลังค์ คนที่รู้ลึกรู้จริง คนที่ตรากตรำร่ำเรียนและเฝ้าหาคำตอบให้กับเรื่องหนึ่งๆ มานานจนพูดได้เต็มปากว่า เชี่ยวชาญ 

ส่วนอีกแบบหนึ่งคือ ความรู้แบบคนขับรถที่เราเรียกว่า Chauffeur Knowledge นั่นเอง คนมักได้ความรู้รูปแบบนี้มาจากการทำความคุ้นเคยในเรื่องหนึ่งๆ แม้จะแค่ในระดับผิวเผิน แต่ก็ทำบ่อยเป็นประจำทุกวัน จึงพอจะรู้ว่าควรจะพูดอย่างไรให้น่าเชื่อถือ จะเรียกว่าคนเหล่านี้ไม่มีความสามารถเลยแม้แต่น้อยก็ไม่จริงเสียทีเดียว เพราะเห็นได้ชัดสิ่งที่พวกเขามีแน่นอนคือ ทักษะการสื่อสารที่เป็นเลิศ จนในบางกรณีพวกเขาอาจเล่าความรู้ชุดเดียวกันนั้นได้ดีกว่าผู้ที่รู้จริงเสียอีก

แต่อย่างไรก็ตาม ความรู้แบบโชเฟอร์ก็คือความรู้แบบโชเฟอร์ และโชเฟอร์ผู้ใช้เวลาตลอดทั้งวันตะลอนรับส่งผู้โดยสาร ก็ไม่อาจรู้ลึกได้เท่าคนที่มีโอกาสได้ใช้เวลากับสิ่งนั้นเป็นอาชีพจริงๆ 

หากคนที่มีความรู้แบบโชเฟอร์พอจะรู้ขีดจำกัดความรู้ของตัวเองอยู่บ้างก็ดีไป แต่บางครั้งพวกเขาก็ดันไม่รู้เสียนี่ ส่วนผู้ฟังที่ผ่านไปผ่านมาอย่างเรา แน่นอนย่อมไม่อาจรู้จักเขาดีไปกว่าตัวเอง ข้อควรระวังสำคัญคือ อย่าเพิ่งรีบเชื่อคำพูด รับคำปรึกษา หรือยอมให้ใครมาไลฟ์โค้ชเราอย่างผิวเผิน จนกว่าจะแน่ใจว่าอีกฝ่ายรู้จริงและมีคำแนะนำที่เป็นคุณต่อเราจริงๆ ไม่ได้นั่งเทียนขึ้นมาจากความรู้ที่มีอยู่เป็นหย่อมๆ 

วงกลมแห่งความถนัด

ที่น่ากลัวกว่าการหลงเชื่อคนพูดเก่งที่มีความรู้แบบตื้นเขินคือ การกลายเป็นคนแบบนั้นและทำให้ผู้อื่นรู้สึกเอือมระอาโดยไม่รู้ตัว เชน พาร์ริช (Shane Parrish) นักเขียนติดอันดับขายดีของ New York Times ผู้คอยตรวจสอบตัวเองเรื่องนี้อยู่ตลอดแนะนำให้เราทำความรู้จำกับ ‘วงกลมแห่งความถนัด’ ของตนเองให้ดี

วงกลมแห่งความถนัด (Circle of Competence) คือคอนเซปต์ที่พัฒนาขึ้นโดย 2 นักธุรกิจยักษ์ใหญ่ในวงการลงทุน วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) และชาร์ลี มังเกอร์ (Charlie Munger) 

แผนภาพเวนน์-ออยเลอร์ด้านบนนี้ แสดงให้เห็นถึงขอบเขตความรู้ของคนคนหนึ่ง วงกลมสีเทาเข้มด้านในคือสิ่งที่พวกเขารู้จริง วงกลมถัดมาถึงเป็นสิ่งที่พวกเขาคิดว่า ตัวเองรู้หรือเดาว่าคงพอรู้อยู่บ้าง

ในแง่ของการเลือกลงทุนทางธุรกิจ บัฟเฟตต์กล่าวว่า วงกลมด้านนอกคือส่วนที่เรายังไม่ควรลงทุนเงินและเวลาลงไปทันที หากอยากได้ผลลัพธ์ที่ดีทั้งในด้านประสิทธิภาพและผลกำไร เนื่องจากความรู้ส่วนนี้ของเราเป็นเรื่องที่เรายังไม่เก่ง รู้แค่ผิวเผิน มันจึงยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ 

ยิ่งเราก้าวข้ามเส้นที่ตัดรอบวงกลมสีเทาออกไปไกลมากเท่าไร ค่าความเสี่ยงที่เราต้องจ่ายยิ่งสูงมากเท่านั้น ทว่าหลายครั้งความมั่นใจของเรากลับยังคงสูงเท่าเดิมอยู่ โดยเฉพาะในคนที่ไม่รู้ตัวเลยว่า ตัวเองได้ข้ามเส้นออกไปตั้งแต่เมื่อไร

แน่นอน เราอาจไม่ควรเดิมพันกับสิ่งที่เรายังไม่รู้จักดี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราไม่ควรลงทุนกับการเรียนรู้สิ่งเหล่านั้น อันที่จริง หนึ่งในวิธีการที่ช่วยให้เรารู้จักขอบเขตความรู้ของเราดีและชัดเจนขึ้น คือค่อยๆ การขยายกรอบความรู้ของเราให้กว้างไกลขึ้นออกไปทีละนิดและทีละเรื่องนั่นเอง

อ้างอิง

Dobelli, R. (2013). The Art of Thinking Clearly. Sceptre.

Parrish, S. (2022). The 2 Types of Knowledge You Should Know About. TIME. Retrieved from https://time.com/4070788/planck-chauffeur-knowledge/

Parrish, S. (2022). Mastering success: Navigating within your circle of competence. Farnam Street. Retrieved February 20, 2026, from https://fs.blog/circle-of-competence/

Champ Wuttipitayamongkol (2020). Circle of competence vs growth model: Should you know broadly or know deeply? 101.world. Retrieved February 20, 2026, from https://www.the101.world/circle-of-competence-vs-growth-model/

Tags: , ,