แน่นอนว่าเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป สิ่งต่างๆ ก็ย่อมเปลี่ยนตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นตึกรามบ้านช่อง เครื่องอำนวยความสะดวก หรืออาหารการกิน

ยังมีอีกสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อยหน้าสิ่งอื่น นั่นก็คือ ศัพท์แสงต่างๆ ในภาษาอังกฤษ มีคำจำนวนไม่น้อยที่ความหมายมีวิวัฒนาการเคี้ยวคดจนแทบไม่เหลือเค้าความหมายเดิม เรียกได้ว่าแปรเปลี่ยนไปมาก จนหากวิญญาณของเราหลุดออกจากร่างในปัจจุบันแล้วพลัดไปอยู่ร่างของคนในอดีตเข้าอย่างเกศสุรางค์ในเรื่องบุพเพสันนิวาส คงต้องปรับตัวและเรียนรู้กันยกใหญ่

สัปดาห์นี้ เราจะไปดูกันว่า หากเราหลงยุคกลับไปในอดีต จะมีศัพท์คำไหนในภาษาอังกฤษบ้างที่ใช้ความหมายต่างไปจากที่เราใช้กันในปัจจุบันอย่างคาดไม่ถึง และเดิมทีคำเหล่านี้หมายถึงอะไร

Nice

ถ้าพลัดมิติหลงไปเมื่อประมาณ 800 ปีที่แล้ว และได้ยินคนบรรยายว่าเรา nice อันนี้ถือว่าไม่ใช่เรื่องน่ายินดีแต่อย่างใด เพราะในสมัยนั้น คำนี้แปลว่า ‘โง่’ ไม่รู้เรื่อง นั่นก็เพราะคำนี้ประกอบขึ้นจาก ne- ที่เป็นส่วนเติมหน้าให้ความหมายปฏิเสธ มารวมกับกริยา scire ในภาษาละตินที่แปลว่า รู้ (ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า science ด้วย) ได้ความหมายรวมว่า ไม่รู้ นั่นเอง

แต่จากความโง่ ความหมายของคำว่า nice ก็เปลี่ยนมาเรื่อยๆ กลายมาหมายถึง อ่อนแอ ต้องมีผู้ดูแล จนเริ่มมาใช้บรรยายผู้หญิงสูงศักดิ์ที่มีลักษณะน่าทะนุถนอมในเวลาต่อมา ทำให้คำว่า nice ไปเชื่อมโยงกับความละเอียดลออ ความมีระดับ จนกลายมาหมายถึง ดีงาม เช่นในปัจจุบัน

Pretty

คำว่า pretty ที่เราใช้กันทุกวันนี้มีมาตั้งแต่ในภาษาอังกฤษเก่า ในสมัยนั้น คำนี้แปลว่า ฉลาดแกมโกง เจ้าเล่ห์เพทุบาย แต่ทำอีท่าไหนไม่รู้ นัยยะเชิงลบก็เริ่มหายไป เหลือไว้แต่ความหมายเชิงบวก แปลว่า ฉลาด มีความสามารถ มีฝีมือ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความหมายของคำนี้ก็เปลี่ยนไปอีก กลับนำมาใช้บรรยายผู้ชายเป็นส่วนมาก แปลว่า กล้าหาญชาญชัย สมชายชาตรี (ผิดกับภาพเพลง Pretty Boy ของ M2M มาก) ก่อนที่จะนำมาใช้กับเด็กและผู้หญิงเป็นหลัก หมายถึง น่ารัก น่าเอ็นดู อย่างในปัจจุบัน

Bully

แม้ว่าปัจจุบันนี้จะไม่มีใครอยากได้ชื่อว่าเป็น bully หรือคนที่ข่มเหงคนอื่น แต่ถ้าย้อนกลับไปสัก ราว 500 ปีที่แล้ว น่าจะอยากมีคนถูกเรียกว่า bully ไม่น้อย เพราะในสมัยนั้น คำนี้แปลว่า ที่รัก ว่ากันว่ามาจากคำภาษาดัชต์ยุคกลาง boele ที่แปลว่า คนรัก

ภายหลังคำนี้ใช้เรียกกันในหมู่เพื่อนชายเสียส่วนใหญ่ ละม้ายคล้ายคำว่า brother หรือ bro ในปัจจุบัน (มีกลิ่นอาย bromance เบาๆ)

ที่คำนี้มาใช้หมายถึง ‘นักเลง’ ได้ ว่ากันว่าอาจเป็นเพราะคำนี้ชวนให้นึกถึงคำว่า bull หรือวัวกระทิง ซึ่งเป็นสัตว์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการใช้พละกำลังและความรุนแรง หรือไม่ก็เป็นเพราะคำนี้ถูกเอาไปใช้เป็นคำสแลง แปลว่า ‘แมงดา’ หรือ ‘คนคุมซ่อง’ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นอาชีพที่อาจมีเหตุให้ต้องใช้กำลังและใช้หมัดเจรจาแทนปาก

Naughty

เมื่อสักราว 700 ปีก่อน คำนี้เคยแปลว่า ยากไร้ แร้นแค้น ไม่มีทรัพย์สินเงินทอง นั่นก็เพราะคำนี้มาจาก naught ที่แปลว่า ศูนย์ แบบที่ใช้กันทุกวันนี้ มารวมกับ -y ที่เป็นส่วนเติมท้ายคำให้เป็นคุณศัพท์ แต่ด้วยความที่คนจนอยู่เฉยๆ ก็ผิดได้ ความหมายของคำว่า naughty จึงเริ่มกลายมาหมายถึง ไร้ศีลธรรม ชั่วร้าย ต่ำช้า

แต่ภายหลังความหมายของคำนี้ก็เบาบางลงเหลือเพียงแค่ ดื้อรั้น ไม่เชื่อฟังคำสั่ง ใช้กับเด็กและสัตว์เสียเป็นส่วนมาก

อย่างไรก็ตาม ความหมายของคำว่า naughty ไม่ได้หยุดอยู่แค่ดื้อ แต่เริ่มมีความหมายเชิงทะลึ่งลามกงอกขึ้นมาด้วย ดังนั้น ถ้าเราพูดว่า naughty boy ในปัจจุบัน ก็จะต้องเลือกโทนเสียงให้ดี เพราะถ้าพูดเซ็กซี่ไป จากเด็กที่ไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่อาจเป็นการเล้าโลมก่อนกิจกามขึ้นมาก็เป็นได้ หรืออย่างส่วนสงวนปัจจุบันก็เรียกว่า naughty bits ได้

Empty

คำว่า empty นี้ว่ากันว่ามีต้นกำเนิดจากสภาเผ่าเมื่อกว่า 1,000 ปีที่แล้ว มาจากคำว่า mot ที่แปลว่า การประชุม (เป็นที่มาของคำว่า moot ที่หมายถึง สภาเผ่า) รวมกับส่วนเติมหน้า a- ที่ให้ความหมายปฏิเสธ จึงได้ความหมายว่า ว่างจากประชุม ไม่มีภาระผูกพัน

ที่น่าสนใจคือ ในยุคนั้น คำนี้ยังมีความหมายว่า โสด อีกด้วย (ไม่รู้ว่าคนโสดควรรู้สึกยังไงที่ความโสดในยุคนั้นแปลว่าว่างเปล่าในยุคนี้) ทำนองว่า คนที่ยังไม่แต่งงานก็ยังไม่มีภาระหน้าที่

ต่อมาภายหลัง คำนี้จึงเริ่มนำมาใช้หมายถึง ว่างเปล่า ไม่มีของบรรจุอยู่ (เช่น an empty stomach ที่หมายถึง ท้องว่าง) และ ไร้แก่นสาร (เช่น an empty promise ที่หมายถึง สัญญาลมๆ แล้งๆ) อย่างในปัจจุบัน

Gossip

คำนี้ลืมตาขึ้นมาดูโลกตั้งแต่กว่า 1,000 ปีที่แล้ว เดิมทีหมายถึง พ่ออุปถัมภ์หรือแม่อุปถัมภ์ (godparent) เพราะมาจาก god ที่แปลว่า พระเจ้า รวมกับ sibb ที่แปลว่า ญาติ (แบบที่เจอในคำว่า sibling ที่แปลว่า พี่น้อง) ได้ความหมายรวมว่า ญาติที่ดองกันผ่านพระผู้เป็นเจ้า

ไปๆ มาๆ คนที่จะเรียกว่าเป็น gossip นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นพ่อแม่อุปถัมภ์ก็ได้ แต่อาจเป็นเพื่อนสนิทมิตรสหายหรือเพื่อนบ้าน

ภายหลังคำนี้ก็กลายมาใช้เรียกเพื่อนหรือญาติเฉพาะที่เป็นผู้หญิงเท่านั้น ที่สำคัญกว่านั้นคือต้องเป็นเพื่อนหรือญาติที่ไปเฝ้าคนที่กำลังจะคลอดด้วย แน่นอนว่า คนเหล่านี้ในเมื่อว่างและมีคนคุยด้วยก็ย่อมต้องเม้าธ์มอยเป็นธรรมดา นำไปสู่การนินทาเรื่องชาวบ้าน ทำให้คำว่า gossip กลายมาหมายถึงการซุบซิบนินทาอย่างในปัจจุบันนั่นเอง

Sad

ถ้าย้อนกลับไปสมัยผู้คนยังพูดภาษาอังกฤษเก่า ถ้ามีคน sad เมื่อไร สิ่งที่ควรหยิบไปให้เขาไม่ใช่ผ้าเช็ดหน้าให้ซับหน้าตา แต่น่าจะหยิบอีโนให้ลดแน่นเฟ้อน่าจะเหมาะกว่า เพราะคำนี้ในภาษาอังกฤษเก่า (สมัยนั้นสะกดว่า sæd) แปลว่า อิ่มหนำสำราญ หนังท้องตึง

แต่ทุกคนที่เคยกินอิ่มจนจุกคงรู้ซึ้งถึงความอึดอัด ไม่อยากกินอีก เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้ คำว่า sad จึงเริ่มมีความหมายเชิงลบงอกขึ้นมา เช่น อึดอัด เทอะทะ เอียน หน่าย ด้วย ทำให้คำที่เคยมีความหมายสัมพันธ์กับความสุขเริ่มมีความหมายเชิงลบขึ้น จนกลายมามีความหมายว่า เคร่งขรึม และกลายมาหมายถึง เศร้า อย่างที่ใช้กันทุกวันในที่สุด

อันที่จริงแล้ว ทุกวันนี้เรายังใช้ sad ในความหมายทำนองว่า น่าสมเพช ได้อีกด้วย เช่น That’s a sad excuse for a steak. ก็จะหมายความทำนองว่า สเต็กที่น่าสังเวชจนไม่ควรจะเรียกว่าสเต็กด้วยซ้ำ

บรรณานุกรม

  • http://www.etymonline.com/
  • American Heritage Dictionary of the English Language
  • Ayto, John. Word Origin: The Hidden Histories of English Words from A to Z. 2nd ed. A&C Black: London, 2008.
  • Funk, Wilfred. Word Origins: A Classical Exploration of Words and Language. Gramercy Books: New York, 2008.
  • Hayes, Justin Cord. The Unexpected Evolution of Language: Discover the Surprising Etymology of Everyday Words. F+W Media: Avon, 2012.
  • Shorter Oxford English Dictionary
  • The Merriam-Webster New Book of Word Histories. Merriam-Webster, 1991.
Tags: , , ,