เรื่องราวของหนี้นอกระบบและภาพความรุนแรงจากการทวงหนี้โหด กลายเป็นสิ่งที่เราเห็นจนชินตาตามหน้าข่าว จนในบางครั้งเราแทบจะเลิกตั้งคำถามหรือเลิกให้ความสนใจกับมัน
แต่สำหรับบางคน ความจริงอันบิดเบี้ยวเหล่านี้ คือวัตถุดิบชั้นดีที่ถูกนำมาเคี่ยวจนกลายเป็นภาพยนตร์แอ็กชัน-ทริลเลอร์เรื่อง ‘คนเดือดทวงแค้น’ ซึ่งกำกับและเขียนบทโดย ท็อป-สุรพงษ์ เพลินแสง อำนวยการสร้างโดย นลินา ชยสมบัติ จาก Jungka Studio และจับมือทำงานร่วมกับ Netflix
ภาพยนตร์บอกเล่าเรื่องราวผ่านชีวิตของ ‘หนุ่ม’ (รับบทโดย ณเดชน์ คูกิมิยะ) อดีตนักทวงหนี้มือฉกาจที่เพิ่งพ้นโทษออกมาพร้อมโรคร้ายระยะสุดท้าย เขาหวังจะใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบเพื่อไถ่บาปในอดีตที่ยังคงตามหลอกหลอน แต่เมื่อมรสุมชีวิตบีบให้เห็นการถูกรังแกอย่างอำมหิต เขาจึงตัดสินใจหวนคืนสู่เส้นทางสายมืดอีกครั้ง เพื่อเปิดฉากทวง ‘หนี้ชีวิต’ และคืนความยุติธรรมด้วยกำปั้นและเลือด
The Momentum ชวนท็อป สุรพงษ์ มาถอดรหัสความ ‘เดือด’ เล่าถึงก้าวสำคัญในฐานะผู้กำกับ และร่วมตั้งคำถามถึงความยุติธรรมที่อาจไม่เคยมีอยู่จริงสำหรับคนตัวเล็กในสังคม
ในสังคมไทย เรื่องหนี้นอกระบบและการทวงหนี้โหดเป็นสิ่งที่เราเห็นจนชินตา อะไรคือแง่มุมที่รู้สึกว่าน่าสนใจจนอยากสร้างออกมาเป็นหนัง
เรื่องหนี้นอกระบบมันอยู่กับเรามาเหมือนเป็นหนึ่งในชีวิตประจำวัน แต่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากสิ่งนั้น บางทีมันก็เกินจริงเหมือนกันนะ คุณเห็นภาพกล้องวงจรปิด คนบุกไปทวงเงินแม่ค้าข้างถนน ความรุนแรงที่เขาใช้เพื่อทวงหนี้นั้นน่ะ มันเหมือนหนังแอ็กชันเลยนะบางเคส บางทีเราดูแล้วรู้สึกว่า ‘มันต้องรุนแรงขนาดนั้นเลยเหรอวะ นี่เขาติดเงินกี่ล้านเนี่ย’ ซึ่งจริงๆ ตัวเลขอาจจะไม่ได้เยอะขนาดนั้นก็ได้ แต่มันคงมีกฎในโลกของเขา ที่ต้องเล่นใหญ่เพื่อให้คนกลัว หรือเพื่อให้ลูกหนี้จ่ายแต่โดยดี
กระบวนการรีเสิร์ชข้อมูลของคุณเริ่มจากตรงไหน
ส่วนใหญ่ผมรีเสิร์ชมาจากหน้าข่าว บทความ บทสัมภาษณ์ หรืออาจจะมีคนวิเคราะห์โครงสร้างความเป็นหนี้ ทำไมต้องเป็นหนี้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มันมีอยู่แล้ว พอผมรีเสิร์ชจนคิดว่าเพียงพอแล้ว ที่เหลือมันเป็นกระบวนการของเราที่จะเอาข้อมูลเหล่านั้นมาทำเป็นเรื่องเล่าอย่างไร มากกว่าที่จะไปยึดติดกับความเป็นจริงบางอย่างมากเกินไป
เพราะบางทีถ้าเรายึดติดมากๆ มันอาจจะเหมาะกับหนังอีกประเภทหนึ่ง ถ้าคุณทำสารคดีอาจจะเป็นไปได้ แต่ถ้าคุณตั้งธงว่านี่คือ Feature Film (ภาพยนตร์เรื่องยาว) แนวแอ็กชัน-ทริลเลอร์ คุณต้องมีเส้นแบ่งที่รู้ว่าข้อมูลแค่ไหนถึงจะพอ แล้วเราควรจะปรับหรือหยิบยืมความจริงเหล่านั้นมาใช้ในหนังได้อย่างไร
นอกจากเรื่องหนี้และการทวงแค้น หนังยังพาเราไปสำรวจทั้งวงการสีกากี ไปจนถึงบ้านเด็กกำพร้า ทำไมถึงเลือกขยายเส้นเรื่องไปสู่องค์ประกอบเหล่านี้ และพวกมันเชื่อมโยงกับ ‘แก่น’ ของเรื่องอย่างไร
อะไรต่างๆ เหล่านี้ มันเชื่อมโยงอยู่กับไอเดียเดียว คือคำว่า ‘ความยุติธรรม’
เมื่อหน่วยงานที่มีอำนาจบังคับใช้และดูแลความยุติธรรมกลับไม่ดูแล หรือเลวร้ายที่สุดคือ กลายเป็นผู้กระทำความไม่ยุติธรรมเสียเอง ไอเดียเรื่องศาลเตี้ยจึงต้องเกิดขึ้นกับองค์กรเหล่านั้น เพราะประชาชนรู้สึกว่า คุณได้รับอำนาจเต็มที่ในการดูแลเขา แต่คุณกลับไม่ทำ แล้วประชาชนจะทำอะไรคุณได้อีก มันเลยต้องสร้างตัวละครเหล่านั้นขึ้นมาเพื่อตั้งคำถาม
วัตถุดิบส่วนใหญ่ในหนังเรื่องนี้มาจากข่าวจริงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่ององค์กรต่างๆ หรือบ้านเด็กกำพร้า เคยมีข่าวที่รุนแรงมากข่าวหนึ่ง ในแง่ที่คนดูแลมูลนิธิควรจะต้องปกป้องกลุ่มเปราะบาง แต่ปรากฏว่าเขาไม่ได้ปฏิบัติต่อคนเหล่านั้นแบบมนุษย์ด้วยซ้ำ กลับมองเป็นแค่ผลประโยชน์หรือช่องทางหาเงิน 
ผมเลยจินตนาการต่อว่า แล้วคนที่อยู่ในสภาพแบบนั้น คนที่คาดหวังว่าจะได้รับการดูแลหรือช่วยเหลือให้มีชีวิตแบบปกติ แต่กลับถูกปฏิบัติอีกอย่าง เขาจะมีทางเลือกในชีวิตสักกี่ทาง เขาจะมองโลกนี้อย่างไร เขาคงตั้งคำถามว่า “สุดท้ายแล้วโลกนี้เป็นโลกที่ดีจริงๆ เหรอวะ แล้วถ้ามันดีไม่ได้ ทำไมเราต้องเป็นคนดีด้วย” หมายความว่า ถ้าทำดีแล้วไม่ได้ดี จะทำไปทำไม ในเมื่อเขาเติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบนั้น
นี่เลยเป็นจุดที่ทำให้ตัวละครในเรื่องนี้เกิดการครอสกันของทางเลือก แล้วสุดท้ายก็ต้องมาบรรจบกันอีกที คล้ายกับการทบทวนตัวเองของตัวละคร และอีกอย่างที่สำคัญในฐานะคนทำหนังคือ เราจะมอบความคิดสุดท้ายให้คนดูอย่างไร ผ่านตัวละครไหน เราจะมีความหวังให้กับเรื่องพวกนี้อยู่หรือเปล่า
หนังแนวการล้างแค้นหรือศาลเตี้ย สะท้อนความสิ้นหวังต่อระบบความยุติธรรมในสังคมอย่างไร
ถ้าความยุติธรรมในสังคมเข้าถึงทุกคนอย่างเท่าเทียมจริงๆ ไอ้หนังประเภทศาลเตี้ยล้างแค้นมันคงไม่มีในโลกนี้หรอก พอเรามองไปในประวัติศาสตร์ หนังสือ หรือกระทั่งชีวิตจริง สิ่งนี้ยังเกิดขึ้นอยู่ซ้ำซาก แล้วมันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศเรา แต่เกิดขึ้นทั่วโลก
หนังแนวนี้อยู่ได้ตลอดเพราะโลกเป็นแบบนั้น และคนดูก็ต้องการปลดปล่อยในทางจิตวิทยาที่ในชีวิตจริงมันเกิดขึ้นไม่ได้ แต่เวลาคุณหลบเข้าไปอยู่ในโลกของหนังอย่างน้อย 2 ชั่วโมง คุณได้เห็นว่าคนชั่วถูกกระทำแบบที่คุณจินตนาการว่ามันควรโดนอย่างนี้ โดยมีตัวละครหลักทำแทนคุณ มันคือการระบายความโกรธ ความอัดอั้นตันใจ หรือความสะใจ เป็นความรู้สึกแบบว่า “เอ้อ มันต้องโดนอย่างนี้สิวะ”
แต่สิ่งที่ต้องย้อนกลับมาคิดจริงๆ คือ กระบวนการศาลเตี้ยทั้งหมดที่เกิดขึ้น มันก็ผิดกฎหมายนะ แปลว่าเราสนับสนุนให้คนทำผิดกฎหมายใช่ไหม มันเป็นความย้อนแย้งที่บางครั้งก็วนกลับสู่จุดที่ว่า สุดท้ายแล้วคนทั่วไปอาจรู้สึกว่า ในความเป็นจริง ความยุติธรรมไม่ได้เข้าถึงเราทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
แล้วในส่วนของกระบวนการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฉากแอ็กชัน มีความท้าทายอย่างไรบ้าง
หนังแอ็กชันเป็นหนังตระกูลหนึ่งที่ทำได้ยากลำบากที่สุดแล้วล่ะ ผมว่าคนทำรู้ข้อนั้นดี เพราะว่าคุณจะต้องใช้ทรัพยากรทั้งเงิน คน เวลา ในการสร้างสิ่งเหล่านั้น เพราะมันไม่ใช่ซีนปกติ คุณจะต้องระเบิดอะไรสักอย่าง คุณจะต้องทำร้ายใครสักคน แต่คุณต้องทำมันแบบปลอมๆ แล้วคุณต้องทำให้ความปลอมนั้นสมจริงอีก มันเลยเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างหนัก
แต่ส่วนตัวผมไม่ได้คิดว่าความยากมันเกิดขึ้นตรงนั้น ถ้าเรามีการวางแผน การเตรียมงานที่ดี เรามีทีมที่เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้จะสร้างออกมาได้อย่างไร ผมว่าในฐานะคนทำหนัง โจทย์สำคัญคือ คุณจะทำอย่างไรให้ Netflix อนุมัติให้คุณทำสิ่งเหล่านี้ มันเป็นกระบวนการที่ยากนะ ในมุมที่ผมทำเองคือ Netflix เขามีสิทธิที่จะถามว่า “สิ่งที่คุณจะทำเหล่านี้ มันเมกเซนส์ในเชิงการทำหนังอย่างไร ทำง่ายกว่านี้แล้วได้ผลเท่ากันไหม หรือทำไมต้องโหดขนาดนี้ ทำไมต้องถ่ายแบบนี้” ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ผมรู้สึกว่า คนทำหนังแอ็กชันต้องผ่านเรื่องนี้เป็นปกติ และไอ้ขั้นตอนนี้แหละที่ยากที่สุดสำหรับผม
ในส่วนของตัวละครหลัก ‘หนุ่ม’ มีการวางไดเรกชันไว้อย่างไรบ้าง และทำไมถึงเลือก ‘ณเดชน์ คูกิมิยะ’ มารับบทนี้
ผมพิตช์ไอเดียกับทาง Netflix ไว้ว่า “ทุกการต่อสู้ในหนังเรื่องนี้ คุณจะไม่เห็นคนตั้งการ์ดหรือตั้งท่ารำมวยก่อนชก รู้ตัวอีกทีคือเขาซัดกันแล้ว”
เวลาเราดูคลิปที่คนถ่ายตามท้องถนนหรือกล้องวงจรปิด แล้วเห็นนักเลงหรือคนตีกันจริงๆ ผมอยากได้ความรู้สึกแบบนั้น เพราะหนังเรื่องนี้พูดเรื่องหนี้ ซึ่งเป็นเรียลลิตี้ของชีวิต ฉะนั้นการออกแบบทุกอย่างในเรื่องควรจะผูกโยงว่า นี่ไม่ใช่แฟนตาซีที่ทำให้คุณรู้สึกว่าพระเอกมีพลังเหนือมนุษย์ หรือมีวิชาต่อสู้ที่เก่งกว่าคนอื่น เพราะเมื่อไรที่คุณทำอย่างนั้น น้ำหนักของไอเดียเรื่องหนี้จะเบาบางลง
เมื่อเราตั้งธงว่าทุกอย่างต้องเป็นแบบนั้น ชอยส์ของนักแสดงมันไม่ใช่ใครก็ได้ และอีกอย่างคือ ผมไม่อยากได้นักแสดงสาย Martial Art ที่เล่นหนังต่อสู้มาเป็นสิบเรื่องแล้วเชี่ยวชาญมากๆ แต่ต้องเป็น ‘คนที่คุณไม่เคยเห็นเขาเล่นหนังแบบนี้มาก่อน’ คุณไม่เคยเห็นเขาต่อยตีระดับนี้ มันจะทำให้น้ำหนักในการสื่อสารมีมากขึ้น อีกอย่างคือ เขาต้องมีเสน่ห์มากพอที่จะทำให้คุณอยู่กับเขาได้ตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งณเดชน์เขามีต้นทุนตรงนี้สูงมาก ส่วนเรื่องความสามารถทางการแสดง ผลงานที่ผ่านมามันพิสูจน์ในตัวเองอยู่แล้ว
แต่โจทย์สำคัญจริงๆ คือ ณเดชน์ต้องเล่นเองมากที่สุดเท่าที่จะเล่นได้ ยกเว้นฉากเสี่ยงอันตรายจริงๆ ที่ต้องใช้สตันต์แมน ซึ่งเป็นความโชคดีที่เสนอโปรเจกต์ไปแล้วณเดชน์กำลังมองหาบทบาทที่ท้าทาย และอยากเล่นหนังแอ็กชันเต็มรูปแบบอยู่พอดี
วันที่คุยกันครั้งแรก เขาถามว่า ไดเรกชันของหนังเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ผมก็บอกเขาไปตรงๆ ว่า “ผมต้องการให้คุณเป็นเหมือนนักเลงข้างถนนตีกัน ต่อยตีโดยที่คุณไม่ได้มีทักษะการต่อสู้ แต่คุณได้สิ่งเหล่านั้นมาเพราะคุณต้องเอาตัวรอดจากข้างถนน และคุณเท่านั้นที่จะต้องเป็นฝ่ายรอดจากการต่อยตีนั้น” พอไอเดียตรงกัน เขาเห็นว่ามันไม่เหมือนหนังเรื่องอื่นๆ และเป็นบทบาทที่เขาไม่เคยเล่น เขาเลยตอบตกลง
จากผลงานที่ผ่านมา คุณมักจะวนเวียนอยู่ในแนวเฮอร์เรอร์ ทริลเลอร์ และแอ็กชัน อะไรคือเสน่ห์เฉพาะตัวของหนังกลุ่มนี้ ที่ทำให้คุณรู้สึกหลงใหลมากกว่าแนวอื่น
ผมทำ Feature Film มา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 2 ผลงานของผมอาจจะยังน้อย ถ้าจะนับว่าทางของผมเป็นอย่างไร ส่วนตัวผมเป็นแฟนหนังสยองขวัญ ผมชอบมากๆ แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็ชอบหนังแอ็กชันมากๆ เหตุผลที่เลือกทำเรื่องนี้เป็นหนังแอ็กชัน เพราะว่าประเด็นที่เราสนใจมันเหมาะกับหนังแนวนี้มากกว่า เรารู้สึกถึงความเป็นไปได้ และรู้สึกว่ากระบวนการทำงานที่จะสื่อสารน้ำหนักที่เจ็บปวดและรุนแรงของการเป็นหนี้ ผ่านหนังแอ็กชัน-ทริลเลอร์ มันน่าจะทำงานและถ่ายทอดออกมาได้ดีกว่าหนังประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นหนังเฮอร์เรอร์ ดราม่า หรือคอเมดี้ เราเลยเลือกพัฒนามาในทางแอ็กชัน แต่เอาจริงๆ ผมไม่ได้คิดว่าผมต้องอยู่กับร่องกับรอยของหนังตระกูลใดตระกูลหนึ่งตลอดเวลา ผมอยากจะเป็นคนทำหนังแบบไหน ตราบใดที่ประเด็นนั้นมันเหมาะกับหนังเรื่องนั้น
แล้วความรู้สึกในการทำภาพยนตร์เรื่องที่ 2 นี้ แตกต่างจากตอนทำเรื่องแรกอย่างไรบ้าง
ยากไหม…ยาก ในชนิดที่ว่าผมคงไม่ทำหนังแอ็กชันอีกแล้ว (หัวเราะ) มันเหนื่อยแบบคูณเข้าไปเท่าไรก็ไม่รู้ตอนทำน่ะ คุณอาจจะกลับบ้านไป แล้วคิดว่าพรุ่งนี้เช้าจะไม่ไปออกกองแล้ว มันควบคุมอะไรได้ยากมาก ยากขึ้นจากเรื่องแรกมหาศาล
แต่เป็นความยากที่เราอยากทำนะ เพราะผมรู้สึกว่า ในประเทศไทย คุณทำหนังแอ็กชันยากมาก หนึ่งคือมันใช้ทุนสูง เดิมพันสูงมากสำหรับคนที่จะออกทุนให้คุณ ฉะนั้นการที่ Netflix อนุญาต หรือเขาเห็นอะไรบางอย่างในเรื่องนี้ ว่ามันเหมาะกับแพลตฟอร์มของเขา แล้วเขาอยากจะทำ มันก็เป็นสิ่งที่โชคดีมากๆ และเผอิญว่า ความยากต่างๆ ที่ผมเผชิญอยู่ ก็ได้รับการสนับสนุนจาก Netflix และทีมงาน
ซึ่งเป็นเรื่องปกติของคนทำหนัง เวลาเจอโปรดักชันที่ยกบาร์ขึ้นไปเรื่อยๆ คุณยิ่งต้องใช้ความพยายามมากขึ้น เมื่อมันเสร็จหรือกำลังจะออกฉาย แล้วคุณมองย้อนกลับไป ความรู้สึกเหนื่อยยากเหล่านั้นจะกลายเป็นบทเรียนบางอย่างให้คุณ สุดท้าย ผมก็เห็นหลายคนย้อนกลับไปทำหนังที่บอกว่าไม่อยากทำอีกแล้ว ผมก็คงเป็นความรู้สึกแบบเดียวกัน
คาดหวังว่าคนดูจะรู้สึกอย่างไรหลังจากดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบแล้ว
ผมคาดหวังให้เขาเอนจอยนะ เอนจอยในที่นี้หมายถึง คือมันเป็น Feature Film แอ็กชัน-ทริลเลอร์ 100% น่ะ ฉะนั้นเมื่อคนดูได้ดูเทรลเลอร์ อย่างน้อยต้องคาดหวังรสชาติแบบนั้น เมื่อคุณเข้าไปในร้านอาหารแล้วคุณสั่งเมนูอาหารอย่างหนึ่ง สมมติว่าสั่งผัดกะเพรา คุณย่อมคาดหวังรสชาติพื้นฐานของกะเพรา ผมคาดหวังว่าคนดูจะต้องได้รสชาติพื้นฐานแบบนั้นแน่ๆ
เพียงแต่ว่ามันมีความคาดหวังพิเศษเล็กน้อย ด้วยวิธีการปรุงของเรา วิธีเลือกวัตถุดิบ สิ่งที่เราปรุงเข้าไป มันอาจเป็นวิธีการที่ไม่เหมือนคนอื่น ความคาดหวังเล็กๆ น้อยๆ ของผมคือ ไอ้ความพิลึกพิลั่น สูตรเฉพาะของเราที่เราใส่เข้าไป อาจจะทำให้คนเห็นคุณค่ามันมากขึ้น แต่ผมก็ยังรู้สึกว่า สุดท้ายแล้ว คุณก็ต้องเสิร์ฟกะเพราให้ลูกค้านะ แล้วผมอยากจะทำกะเพราจานนี้ให้รสชาติเข้มข้นที่สุดแค่นั้นเอง
สุดท้าย ถ้าต้องจำกัดความภาพยนตร์เรื่อง คนเดือดทวงแค้น ด้วยคำสั้นๆ คุณจะเลือกคำว่าอะไร เพราะอะไร
“…เดือด”
ผมว่ามันเป็นคำที่ครอบคลุมทั้งในเชิงการทำงานเบื้องหลัง และตัวเนื้องานที่เสร็จออกมาเป็นหนังเรื่องนี้ มันครอบคลุมทั้งในมิติของความหมายและข้อความที่อยู่ในหนังด้วย คำนี้แหละครับเหมาะที่สุดแล้ว
ร่วมสัมผัสความเดือดและสืบหาความยุติธรรม ในภาพยนตร์แอ็กชัน-ทริลเลอร์เข้มข้น ‘คนเดือดทวงแค้น’ ได้แล้ววันนี้ ทาง Netflix




