ทุกวันนี้ซีรีส์วายไทยมีเนื้อหาหลากหลาย มากกว่าฉากรักเลิกโกรธเกลียดของคู่พระเอกนายเอก หลายเรื่องแฝงไปด้วยประเด็นทางสังคม อย่างน้อยก็เรื่อง LGBTQIA+ และหนึ่งในนั้นคือเรื่อง ‘Love Like a Bike ปั่นไปให้ถึงรัก’ ฝีมือการกำกับของ กอล์ฟ-ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ซีรีส์ที่เปรียบความรักเป็นเหมือนการปั่นจักรยาน ตอนที่เราเริ่มหัดปั่นครั้งแรกต้องมีการล้มลุกคลุกคลาน จนกว่าจะนั่งบนอานได้อย่างมั่นคง เช่นเดียวกับความรักที่ผ่านอุปสรรคไปให้ได้เพื่อจะพบความสมดุล

ความน่าสนใจของ Love Like a Bike ปั่นไปให้ถึงรัก คือเรื่องนี้มีฉากหลังเป็นเมืองพัทยา นอกจากทิวทัศน์ที่น่าหลงใหล พื้นที่แห่งนี้ยังที่มีผู้คนหลากหลายกลุ่ม มาพร้อมปัญหาเฉพาะหลากหลายรูปแบบ ซีรีส์จึงมีทั้งการสะท้อนภาพของครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์แบบ ไม่ได้อบอุ่นเสมอไป ตัวละครที่มีอาการทางจิตเวช ไปจนถึงชีวิตคนทำงานบริการทางเพศที่จะขาดไปไม่ได้ 

เรื่องราวเหล่านี้ถูกเล่าผ่านชีวิตตัวละครทั้งหมด 6 คน ซึ่งคู่หลักของเรื่องคือ ‘นับหนึ่ง’ รับบทโดย มาสุ จรรยางค์ดีกุล จิตแพทย์ผู้มีงานอดิเรกเป็นนักปั่นจักรยาน กับ ‘สายลม’ รับบทโดย ตี๋-ธนพล จารุจิตรานนท์ เด็กหนุ่มที่เป็นโรคกลัวการถูกสัมผัส เพราะมีแผลใจจากวัยเด็ก

มาสุกับตี๋เป็นนักแสดงสังกัดช่อง 3 สำหรับมาสุที่โลดแล่นอยู่ในวงการมาหลายปี ซึ่งก่อนหน้านี้หลายคนอาจเคยชมผลงานการแสดงละครของมาสุที่ไม่ใช่ซีรีส์วาย เช่น หมอหลวง (2566), ลิขิตรักข้ามดวงดาว (2562), คลื่นชีวิต (2560) และเลือดมังกร (2558) ด้านตี๋เองเคยมีผลงานทั้งซีรีส์วาย เช่น คุณหมีปาฏิหาริย์ (2565) และทริอาช (2565) ตลอดจนผลงานการแสดงละครอย่าง เรือนทาส (2567) และแสนรัก (2568) รวมถึงภาพยนตร์ ส้มป่อย (2564) ซึ่ง Love Like a Bike ปั่นไปให้ถึงรัก เป็นผลงานแรกที่ทั้งคู่ได้ร่วมงานกัน

The Momentum ได้พูดคุยกับมาสุและตี๋ เกี่ยวกับปัญหานานาในซีรีส์ ความท้าทายของบทบาท บรรยากาศในการทำงานร่วมกัน ไปจนถึงวิธีข้ามผ่านปัญหาในชีวิตจริงของเขาทั้งคู่

โรคกลัวการถูกสัมผัส (Aphenphosmphobia) 

นิยายหรือละครหลายเรื่องเคยนำเสนอตัวละครที่มีภาวะทางจิตเวชประเภท กลัวการสัมผัสสิ่งสกปรก กลัวการกอด กลัวการสัมผัสกับคนแปลกหน้า หรือเพศตรงข้าม ซึ่งอาการเหล่านี้มีอยู่จริง และมีหลายคนที่ยังทุกข์ทรมานกับภาวะนี้ และตัวเอกของเรื่อง Love Like a Bike ปั่นไปให้ถึงรัก อย่างสายลมป่วยเป็นโรคกลัวการถูกสัมผัส เพราะเหตุการณ์กระทบกระเทือนใจตอนเด็กคือการถูกพ่อเลี้ยงล่วงละเมิดทางเพศ

น้องสายลมเขามีโรคประจำตัวคือโรคกลัวการถูกสัมผัส ตอนเด็กน้องเป็นเด็กปกติคนหนึ่ง แต่ตอนประมาณ 7 ขวบ พ่อแม่น้องเลิกรากัน น้องไปใช้ชีวิตอยู่กับแม่ และโดน Sexual Harassment จากพ่อเลี้ยงทำให้เกิดทรอม่าในใจ น้องเลยกลัวการสัมผัส” ตี๋เล่าถึงปูมหลังของตัวละครที่ตนต้องสวมบทบาท

โรคกลัวการถูกสัมผัสทำให้สายลมไม่มีสังคม มีเพื่อนนับคนได้ จนกระทั่งได้มาเจอกับคุณหมอนับหนึ่งโดยบังเอิญ เพราะเป็นจิตแพทย์ นับหนึ่งจึงเข้าใจอาการของสายลมได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน และไม่ตัดสินตัวตนกับความป่วยไข้ของสายลม จุดนี้จึงทำให้สายลมเริ่มมีความรักมอบให้หมอนับหนึ่ง

หลังจากที่ทุกคนตัดสินว่า สายลมไม่น่าเข้าหาเลย หรือคิดว่าน้องควรใช้ชีวิตอยู่คนเดียวนะ เพราะว่าโรคอย่างนี้มันอยู่กับสังคมค่อนข้างยาก คนอื่นก็จะมองว่า ทำไมโวยวาย ทำไมไม่ให้แตะตัว แต่ว่าพอเจอหมอนับหนึ่งแล้วเขาไม่ได้ตัดสิน เขารู้ว่าน้องคนนี้มีโรคทางจิตเวชแน่นอน ต้องได้รับการรักษา เขาจึงอยากให้น้องหายจากโรคที่ทรมานตรงนี้ แล้วสายลมเองก็อยากจะหายด้วย จึงเกิดเป็นความสัมพันธ์ในคู่นี้เกิดขึ้น” ตี๋เล่า

สำหรับการมารับบทสายลม ถือเป็นความท้าทายของตี๋ เพราะเจ้าตัวเล่าว่าแตกต่างกับตัวละคร ตี๋เป็นคนชอบการสัมผัส และตอนแรกยังไม่เข้าใจว่า ความกลัวการถูกสัมผัสคือกลัวแบบไหน ทำให้ต้องศึกษาเรื่องอาการนี้และทำการบ้านกับตัวละครนานถึง 3 เดือน

“นิสัยส่วนตัวของตี๋เป็นคนชอบสกินชิพ ไม่ได้รู้สึกว่าการสัมผัสเป็นเรื่องแปลกหรือว่าน่ากลัว ใช้เวลานานกว่าจะเข้าใจความรู้สึกของคนที่มีทรอม่าในใจ ตอนทำการบ้านกับบทต้องคิดย้อนกลับไปในตอนที่เรายังเด็ก อายุแค่ 7 ขวบ ไม่รู้จักโลกใบนี้เลย โลกนี้ยังขาวสะอาด ที่พึ่งคือพ่อแม่ แต่คราวนี้พ่อแม่แยกทางกัน มันไม่ใช่แค่รู้สึกแย่เฉยๆ แต่ว่าเป็นการแยกที่มีทางเลือกว่าจะอยู่กับใคร ซึ่งเด็กเขารักทั้งพ่อทั้งแม่ รักทั้งคู่ด้วยกัน เป็นสิ่งที่เลือกไม่ได้ แต่ถูกบังคับให้เลือก นี่คือความเจ็บปวดแรก พอไปอยู่กับแม่ แล้วไม่ได้เจอพ่อเลี้ยงที่ดี โดน Sexual Harassment ทำให้น้องเจ็บอีกเป็นเปราะที่ 2

“เพราะฉะนั้น ตี๋เลยเข้าใจว่าการสัมผัสมันไม่ใช่แค่กลัวการสัมผัส แต่การสัมผัสในครั้งนี้มันคือการสะกิดบาดแผลในใจที่ตอนเด็กเคยได้รับมา แล้วมันเป็นบาดแผลที่ค่อนข้างลึก ไม่มีวันจะหายไปได้ ต่อให้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ความเจ็บปวดนั้นยังหลอกหลอนน้องมาจนถึงวันนี้ สิ่งเดียวที่มันจะกายไปได้ก็อาจจะต้องใช้ระยะเวลา กับเจอความรักที่น้องสามารถไว้วางใจใครสักคนได้ ที่เขาจะไม่ทำให้น้องต้องเจ็บปวดอีก ซึ่งเรื่องนี้มันก็จะมาเชื่อมโยงกับตัวละครพี่มาสุ” ตี๋กล่าว

ในขณะที่ตี๋ต้องทำการบ้านกับตัวละครสายลมอยู่นาน แต่ฝั่งของมาสุเองบอกว่า ตัวละครนับหนึ่งของเขา แม้จะเป็นจิตแพทย์ แต่มาสุถือว่าตัวละครนี้เรียบง่ายกว่าสายลมมาก ซึ่งหากใครที่ได้ดูทีเซอร์หรือดูซีรีส์ไปแล้ว หลายคนคงจะนับถือว่า มาสุมีบุคลิกภาพที่เหมาะกับบทคุณหมอ ทั้งวิธีพูดคุยและน้ำเสียง

“คาแรกเตอร์หมอนับหนึ่งค่อนข้างง่าย ไม่มีอะไรซับซ้อน เพราะเส้นเรื่องในชีวิตเขาไม่ต้องใช้การตีความมาก ในมุมมองผมตอบตรงๆ ก็ถือว่าง่าย” มาสุกล่าวถึงบทของตนเอง

พัทยาและปัญหาครอบครัว

อย่างที่เกริ่นไปว่า ซีรีส์เรื่องนี้ถ่ายทำที่พัทยาจึงถ่ายทอดชีวิตของผู้คนที่ทำงานบริการทางเพศ ตี๋ได้กล่าวต่อไปถึงความตั้งใจของผู้กำกับที่อยากนำเสนอประเด็นนี้ 

ในเรื่องอาชีพขายบริการ พี่กอล์ฟก็ใส่ไปว่ามันควรจะเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมายได้แล้ว ควรจะมีอะไรที่คุ้มครองเหมือนอาชีพอื่นๆ ซึ่งต่างประเทศเขาก็ทำกัน แต่ประเทศเรายัง แล้วพอมันยังไม่ถูกกฎหมาย มันก็อันตราย เสี่ยงถึงชีวิตได้

เช่นเดียวกับมาสุที่เสริมว่า ในฐานะนักแสดงที่ได้ไปถ่ายทำยังสถานที่จริง หากบอกว่าอาชีพนี้ไม่มีอยู่จริงก็เปรียบเหมือนการปิดตาข้างเดียว

พาร์ตของการแสดง ได้ไปถ่ายที่สถานที่จริง ได้ไปเจอบุคคลที่เขาทำงานนี้จริงๆ เราก็สัมผัสอะไรบางอย่างได้ ต้องพูดตามตรงว่ามันมีอาชีพนี้อยู่จริง จะบอกว่าไม่มีมันก็เหมือนปิดตาข้างเดียว แม้ว่ามันเป็นที่ถกเถียงกันในสังคม เข้าใจว่าสังคมย่อมมีหลายมุมมอง แต่ว่าสุดท้ายแล้วแต่ว่าคนดูจะมีมุมมองเรื่องนี้ในแบบไหน” มาสุกล่าว

นอกจากประเด็นสังคม อีกหนึ่งสิ่งที่ถือเป็นแกนกลางของเรื่องก็คือครอบครัว ซึ่งตัวละครนำเติบโตมากับครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์แบบ ครอบครัวที่สร้างบาดแผล มีการถูกทอดทิ้ง มีความร้าวฉาน ตลอดจนประกอบสร้างคำว่าครอบครัวขึ้นมาใหม่ จากกลุ่มคนที่รักเรา โดยไม่จำเป็นต้องมีสายเลือดเดียวกัน

ซีรีส์ Love Like a Bike ปั่นไปให้ถึงรัก ทำให้นักแสดงได้เห็นครอบครัวรูปแบบใหม่ๆ ในมิติที่ต่างออกไปจากครอบครัวตนเอง

“โดยส่วนตัวตี๋โตมามีพ่อแม่ที่อบอุ่นอยู่แล้ว แล้วก็เติบโตมาโดยที่มีอาม่าเลี้ยง เพราะฉะนั้น ตี๋ยิ่งเข้าใจว่ามันไม่ได้มีแค่พ่อแม่แท้ๆ ที่รักเรา คนที่ไม่ใช่พ่อแม่แท้ๆ ก็รักเราได้เช่นกัน ของตี๋มีอาม่าเลี้ยง ทำให้ตี๋รู้สึกว่าอาม่าเป็นทั้งพ่อและแม่ของตี๋ ความรักที่เขามีให้เรามันอบอุ่นมากๆ เหมือนอาม่าคือพ่อและแม่ในคนเดียวกัน และคนเดียวให้ความรักเราได้มากขนาดนี้เลย ซีรีส์เรื่องนี้ก็จะทำให้คนเข้าใจว่า จริงๆ แล้วครอบครัวจะเป็นใครก็ได้ที่รักเรา”

ด้านมาสุเขากล่าวว่า บทของคุณหมอนับหนึ่งความจริงแล้วไม่ได้อยู่กับแม่แท้ๆ ที่ให้กำเนิดมา แต่ครอบครัวในปัจจุบันก็ให้ความรักและความอบอุ่นจนล้น นั่นทำให้มาสุมีซีนที่ชอบที่สุดในการถ่ายทำเป็นซีนรวมตัวกับครอบครัวใหญ่ของหมอนับหนึ่ง เพราะไม่มีบทตายตัว เป็นการรวมตัวกันกินอาหาร ปิ้งย่างริมทะเล เล่นกีตาร์ร้องเพลง ซึ่งทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจไปด้วย 

“พื้นเพตัวผม ผมแฮปปี้มากกับคำว่าครอบครัว โตมากับครอบครัวที่อบอุ่น พ่อแม่พี่น้องน่ารัก ทุกคนรักกันดี แต่ว่าพอไปเปรียบเทียบกับตัวละครนับหนึ่งนี่มันกลับกันเลย นับหนึ่งเขาถูกคุณแม่ทอดทิ้ง โดยให้คุณแม่อีกคนหนึ่งรับไปเลี้ยง แต่นับหนึ่งก็เติบโตมากับความอบอุ่นเหมือนกัน นั่นแปลว่าครอบครัวไม่ต้องเป็นสายเลือด เพียงแค่ได้รับความรักจากใครสักคนหนึ่ง ไม่ต้องเป็นแม่แท้ๆ เราเรียกเขาได้เต็มปากว่าเป็นแม่” มาสุกล่าว

เมื่อเลิฟซีนคือฉากที่ง่ายที่สุดในการทำงาน

แม้ตัวละครสายลมจะกลัวการถูกสัมผัส ทว่าในจินตนาการของสายลม เขาสามารถสัมผัสกับคุณหมอนับหนึ่งได้อย่างเนื้อแนบเนื้อ เพราะเขารู้สึกว่านับหนึ่งคือคนที่ทำให้เขาสบายใจ และปลดล็อกตัวตนภายในของเขาได้ ดังนั้น ในซีรีส์จึงมีฉากบนเตียงเร่าร้อนตามมโนภาพของสายลม

ฉากอื่นยากกว่าเลิฟซีนด้วยซ้ำ แต่พอเป็นฉากเลิฟซีนกลายเป็นว่าเรา 2 คนเข้ากันได้ดีมากๆ” ตี๋กล่าวประโยคที่อาจทำให้หลายคนแปลกใจ

มาสุเสริมว่า นี่เป็นการร่วมงานกันครั้งแรก แม้จะสังกัดช่อง 3 เหมือนกัน แต่ทั้งคู่ไม่เคยทำงานด้วยกันเลยตลอดระยะเวลาหลายปี

ไม่เคยทำงานกันมาก่อน ไม่เคยเฉียดด้วย เป็นคนที่เดินสวนกันไปกันมาจริงๆ เราไม่เคยคอนเนกกันเลย แต่พอมาเล่น ร่างกายสนิทกันเร็วมากๆ” มาสุกล่าว

ตี๋เล่าว่า สาเหตุที่ทำให้ฉากบนเตียงราบรื่น เป็นเพราะการเวิร์กช็อป และเป็นข้อดีที่ตี๋เป็นคนติดสกินชิพอยู่แล้ว พร้อมกับบอกว่ามาสุเป็นพาร์ตเนอร์ที่ดี

“มาสุเป็นพาร์ตเนอร์อีกคนหนึ่งที่เรียกว่า เกินความคาดหมาย ปกติไม่ว่าจะคู่ผู้หญิงหรือคู่ผู้ชาย ไม่ว่าจะฉากอะไรก็ตาม การทำงานกันครั้งแรก ต้องปรับตัวบ้าง โดยเฉพาะเวลาเล่นซีนแบบนี้ เขาว่ากันว่าต้องมีความเชื่อใจกันมากๆ ไม่มีกำแพงต่อกัน ถึงจะเล่นเลิฟซีนออกมาได้ แต่ว่าเลิฟซีนของเรามันเลยจุดนั้น เราก็ทำออกมาโดยที่ไม่ได้นึกถึงความเชื่อใจเลย เพราะเราสองคนกำลังสวมบทบาท กลายเป็นว่าเลิฟซีนนั้นเราทำออกมาแล้วจังหวะเราเข้ากันมาก ไม่มีปัญหาหรืออุปสรรค” ตี๋เล่า

ทั้งนี้หากมีโอกาสแสดงคู่กันอีก มาสุบอกว่า อยากเล่นซีรีส์สืบสวนสอบสวน บทบาทที่ต้องไขคดียากและซับซ้อน 

“อยากเล่นซีรีส์สืบสวนสอบสวนแบบจริงจัง ผมว่าน่าสนใจ ผมเป็นคนชอบเล่นบทที่มันยาก ตอนเล่นบางทีเราไม่ได้ชอบหรอก หมายถึงว่ามันเหนื่อย มันใช้พลังงานสูงมาก แต่พอเล่นเสร็จจะชอบมาก เพราะฉะนั้น ถ้ามีโอกาสก็อยากเล่นอะไรแบบนี้ ใช้เลเยอร์ในการคิดเยอะๆ มีความสมจริงในการแสดง อยากลองมาก” มาสุบอก

ในขณะที่ตี๋บอกว่า อยากลองเล่นละครแนวตั้งสไตล์จีนกำลังภายในสักครั้ง เพราะในฐานะนักแสดงก็อยากลองโหนสลิงดูสักตั้ง

“สมัยนี้ซีรีส์แนวตั้งกำลังมา ถ้าเราไปเล่นซีรีส์แนวตั้งที่มีความจีน แล้วได้เหาะเหินเดินอากาศ ใช้กำลังภายใน คิดว่าน่าจะมัน เพราะตี๋ยังไม่เคยลองเล่นกับสลิงเลย เขาว่ากันว่าสลิง สัตว์ เด็ก จะถ่ายทำยากมาก เลยอยากลองสลิง ตั้งแต่เล่นละครมายังไม่เคยเจอสลิงเลย” ตี๋ยิ้ม

พาร์ตเนอร์ที่เกิดปีเดียวกัน แต่นิสัยต่างกัน 90%

แม้ในด้านการแสดงมาสุกับตี๋จะเข้ากันได้ดีมาก แต่ในชีวิตจริงมาสุบอกว่า ไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย นอกจากอายุเท่ากัน เกิดปีเดียวกัน ทว่าบุคลิกนิสัยเป็นขั้วตรงข้ามกันเกือบทุกอย่าง แต่ทั้งคู่ก็ยังชื่นชมและนับถือซึ่งกันและกันแม้จะมีไลฟ์สไตล์ความแตกต่าง

เรื่องที่ไม่เหมือนกันเยอะมากๆ ผมให้เป็น 90% เลย สมมติถ้าเป็น MBTI ผมว่าแต่ละตัวคงแทบไม่ตรงกันเลย แต่ไม่เคยทะเลาะกัน” มาสุเน้น ก่อนจะเล่าถึงสิ่งที่เหมือนกัน

“ผมกับตี๋เป็นคนที่มีความมุ่งมั่นเหมือนกัน อาจจะออกแสดงออกมาในคนละแบบ คนละสไตล์ แต่เป็นคนมุ่งมั่น ตั้งใจ เรากำลังรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เรารู้ว่าโอกาสที่เรากำลังทำอยู่มันมีค่า แล้วเราทำมันออกมาให้สมกับที่คนเลือกเรา เราตั้งใจทำให้คุ้มค่ากับสิ่งที่เขาให้มา อันนี้เราเหมือนกัน” มาสุกล่าว

ตี๋เสริมว่า แม้นิสัยจะต่างกันมากแต่ไม่ทะเลาะกัน เพราะทั้งคู่มาเจอกันตอนที่โตแล้ว เป็นผู้ใหญ่ และมีวัยวุฒิ

“จริงๆ ด้วยความที่ตอนนี้เราไม่ใช่วัยเด็ก คือเราทำงานด้วยกันในตอนที่เราอยู่ในจุดหนึ่งของวัยวุฒิแล้ว มันก็มีความเกรงใจกัน ปรึกษากัน คุยกันได้ เพราะฉะนั้นมันก็ไม่ได้เหมือนเป็นเด็กที่พอมีอะไรแล้วคุยกันไม่ได้”

ในขณะเดียวกันมาสุย้ำว่า ตี๋เป็นคนดีเกินกว่าจะโกรธได้ 

“ในมุมตัวผมเอง คนอย่างตี๋ถ้าใครเจอ เขาจะเจออารมณ์เดียวกับผม จะตำหนิเขาไม่ลง นึกโกรธเขายากมาก เพราะเขาเป็นคนดี คุณจะรู้สึกเสมอว่าคนนี้เป็นคนน่ารัก เกินกว่าจะรู้สึกไม่ดีกับเขา ฟังดูเหมือนเวอร์นะ แต่มันเป็นความรู้สึกนั้นที่เกิดขึ้นในใจผมจริงๆ และคงไม่ใช่ผมคนเดียวที่คิดแบบนี้ ส่วนในด้านการทำงานตี๋มีน้ำใจ น่ารักในรูปแบบของเขา เป็นนักแสดงที่น่ารักคนหนึ่งเลยในวงการบันเทิง ต่อให้ในอนาคตเขาจะไปเจอใคร หรือทำงานกับใคร ผมมั่นใจว่าคนอื่นเขาจะพูดแบบนี้” มาสุเน้น

มาสุกับตี๋ ในวันที่ต้องเยียวยาตัวเอง

ตัวละครทั้งหมอนับหนึ่ง สายลม ตลอดจนตัวละครอื่นล้วนมีปัญหาเป็นของตนเอง ในซีรีส์เปิดเรื่องด้วยปัญหาในตอนแรก ก่อนที่ปัญหาทั้งหมดจะถูกแก้ไขและจบลงอย่างงดงามในตอนสุดท้าย 

แต่ซีรีส์ไม่ใช่ชีวิตจริง ดังนั้นหากมองกลับมายังตัวตนของมาสุและตี๋ หากชีวิตเจอมรสุม มีเรื่องเศร้า เครียด แต่ละคนมีวิธีเยียวยาตัวเองแบบไหน

มาสุให้คำตอบที่แสนเรียบง่ายว่าเขาเลือก ‘นอน’

“ผมพูดจริงนะ ไม่ได้พูดเพื่อให้มันง่าย หรือว่ากระชับ ผมนอนจริงๆ ผมนอนแล้วก็ตื่นมา เพราะว่าจะไม่ต้องคิดแล้วผ่านไป โอเค มันจะมีบางปัญหาที่เราต้องแก้ ก็แก้ก่อน แต่พอเจอปัญหาแล้วเราเก็บมาเครียด ผมแค่นอน พอตื่นมาถ้ายังไม่ดีขึ้นก็จะนอนอีก แล้วเดี๋ยวมันก็หาย บางทีการนอนมันคือการหลบหลีกจากความทุกข์ ผมเชื่อว่าระยะเวลาทำให้ความทุกข์จาง ในบางครั้ง บางเหตุการณ์ ผมนอนจริงๆ ครับ มันฟังเหมือนประโยคกวนๆ ง่ายๆ แต่ผมนอนจริงๆ” มาสุตอบเน้นอย่างจริงจัง

ตี๋ช่วยขยายความว่า สำหรับมาสุเป็นคนที่พอเจอปัญหาแล้วจะเก็บมาเครียดแล้วคิดมาก จึงเหนื่อยกับความคิดของตัวเอง การนอนจึงเป็นการตัดวงจรให้หยุดคิดแล้วได้พักผ่อน เยียวยาอย่างแท้จริง ในขณะที่ตี๋เป็นคนนอนไม่หลับหากยังไม่ได้จัดการความคิดของตัวเอง

“ของตี๋จะเป็นเรื่องที่มากระทบความรู้สึก เพราะฉะนั้น ตี๋จะจัดการด้วยความเข้าใจก่อน ถ้าไม่จัดการความรู้สึกของเราให้เสร็จ ถ้ายังไม่เข้าใจตี๋จะนอนไม่หลับ ต้องทำความเข้าใจเหตุผลทุกอย่างว่าที่เขาเป็นอย่างนี้ เพราะอย่างนี้แล้วตัวเรายอมรับในสิ่งที่มันเกิดขึ้นได้ เราจะเข้าใจ แต่สิ่งไหนที่เราควบคุมมันไม่ได้ ก็แค่ยอมรับแล้วปล่อย พอนอนก็สบายใจ พออีกวันหนึ่งมันก็จะไม่มีอะไรแล้ว เพราะปัญหามันเคลียร์แล้ว การที่ตี๋ศึกษาจิตวิทยา หรือการที่มีธรรมะในใจก็ช่วยเราได้เหมือนกัน ช่วยให้มีทางออกในการจัดการปัญหาได้” ตี๋บอกถึงวิธีจัดการปัญหาด้วยความเข้าใจ

อย่างไรก็ตามทั้งคู่กล่าวว่าแต่ละคนมีวิธีแก้ปัญหาไม่เหมือนกัน แต่ตี๋และมาสุฝากข้อความทิ้งท้ายไว้ เป็นสิ่งที่อยากบอกกับคนที่กำลังเผชิญปัญหาชีวิต

“แม้ในเรื่องผมรับบทเป็นจิตแพทย์ แต่ผมจะไม่เอามุมของจิตแพทย์มาตอบแน่นอน เพราะผมไม่ใช่จิตแพทย์ สำหรับผม ถ้าคุณเจอปัญหาอะไรอยู่ ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า ทุกอย่างบนโลกมันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป ไม่มีอะไรจีรัง แม้กระทั่งความทุกข์ที่คุณเจอ ความสุขหรือความทุกข์ก็ตาม มันมาแล้วมันจะไป อยู่ที่ว่าคุณจัดการกับตอนที่มันอยู่อย่างไร นั่นเป็นวิธีของคุณ ผมไม่สามารถไปตัดสินใจ ทุกคนมีเงื่อนไขมีปัญหาที่ต่างออกไป วิธีการแก้ของผมอาจจะไม่ใช่ทางที่ดีของคุณ เลือกแบบของตัวเอง แต่ไม่ว่าอะไรมันจะผ่านไปแน่นอน” มาสุกล่าวอย่างตรงไปตรงมา

ด้านตี๋บอกว่า สิ่งสำคัญที่จะช่วยข้ามผ่านปัญหาคือการเริ่มต้น ‘รักตัวเอง’

“ตี๋ใช้คำว่ารักตัวเองให้เป็น แต่ว่ารักตัวเองให้เป็น กับรักแต่ตัวเอง ไม่เหมือนกัน รักแต่ตัวเองคือเอาแค่ตัวเองคนเดียว ไม่มีคนอื่นเลย แต่รักตัวเองให้เป็นคือเราสามารถรักตัวเองในวันที่ดีที่สุดได้ และแย่ที่สุดได้เหมือนกัน มนุษย์เราผิดพลาดได้ แต่ในวันที่ผิดพลาด สิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรคือทำร้ายตัวเอง เราสามารถให้อภัยตัวเองในวันที่แย่ที่สุดได้ เรายังโอบกอดและรักตัวเองในวันที่แย่ที่สุดได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่แก้ไข แค่ให้อภัยตัวเองแล้วเราลุกขึ้นมาแล้วเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น นี่คือการรักตัวเอง 

“ให้อภัยตัวเองได้ออกจากความรู้สึกแย่ ออกมาจากมุมทุกข์เหล่านั้น แล้วเรามาใช้ชีวิตให้ดีกันใหม่ดีกว่า เพราะทุกข์ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ สิ่งที่มันแก้ไขไม่ได้ก็คือแก้ไขไม่ได้ สิ่งที่มีประโยชน์คือเริ่มต้นใหม่เท่านั้น เป็นคนใหม่ ต้องเอาตัวเองออกมาจากจุดที่แย่ที่สุด แล้วเป็นคนดีคนใหม่ในทุกๆ วัน” ตี๋กล่าวให้กำลังใจทิ้งท้าย

Tags: , , , , ,