
ท่ามกลางแบรนด์แฟชั่นที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตามฤดูกาล บางชื่อหายไป บางชื่อวนกลับมาใหม่ มีไอเท็มอยู่ไม่กี่อย่างที่ไม่เคยตกยุค และหนึ่งในนั้นคือ ‘ยีนส์’ หรือ ‘เดนิม’ กางเกงที่เราเห็นตั้งแต่เด็ก ใส่ได้ตั้งแต่วันธรรมดาจนถึงวันพิเศษ และยังคงเดินปะปนอยู่บนถนนทุกเมืองไม่เปลี่ยน
The Momentum มีนัดกับ แดน-ชนานนท์ สัจจเทพ ผู้ก่อตั้ง Pronto Original เพื่อคุยถึงความตั้งใจของคนที่ไม่ได้แค่ขายยีนส์ แต่กำลังเล่าเรื่องของเวลา คุณค่า และร่องรอยการใช้งานผ่านผืนผ้าเดนิม

แดนบอกว่า ความสัมพันธ์ของเขากับยีนส์ไม่ได้เริ่มจากคำว่า ชอบแบบผิวเผิน เพราะทุกคนก็ใส่ยีนส์กันมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว สิ่งที่ทำให้เขาหลงใหลจริงๆ คือความชอบในของเก่า ของที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว และทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้บนตัวมันเอง
“ผมชอบของเก่าเพราะมันมีความสวยที่เกิดขึ้นหลังจากการใช้งาน ของที่มีคุณภาพ เวลาใช้ไปนานๆ มันจะมีรอยที่สวยงามในแบบที่ของไม่มีคุณภาพทำไม่ได้” เขาพูดถึงความสวยงามของยีนส์ ที่จะสำเร็จได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อต้องมีคนใส่ ให้ผ่านการใช้ชีวิต ผ่านรอยยับ รอยเฟด และเวลา
จากความหลงใหลนั้น ค่อยๆ พัฒนาเป็นเส้นทางธุรกิจในช่วงที่ยังทำงานประจำ แดนเริ่มมองหาว่ามีใครในต่างประเทศทำสิ่งที่เขาสนใจอยู่บ้าง ก่อนจะได้เจอคู่ค้าและเริ่มนำสินค้าเข้ามาขาย ตอนแรกเป็นทั้งออนไลน์และขายส่งให้ร้านอื่น เพราะในราวปี 2004–2005 ประเทศไทยยังไม่มีร้านที่โฟกัสเรื่องยีนส์โดยเฉพาะ แต่ยิ่งทำ เขายิ่งรู้สึกว่านั่นยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
“ผมอยากทำอะไรที่เป็นของตัวเอง อยากอยู่กับมัน และอยากเอาสิ่งที่เราชอบมาแชร์ให้คนในประเทศไทยได้เห็น” และนั่นเองที่กลายเป็นจุดตั้งต้นของ Pronto ร้านที่ไม่ได้ขายแค่กางเกงยีนส์ แต่ขายเรื่องราวของการใช้งาน และความงามที่ค่อยๆ เกิดขึ้นตามกาลเวลา

ถ้าย้อนกลับไปในยุคแรกของตลาดยีนส์บ้านเรา แดนเล่าว่า รสนิยมของคนไทยในเวลานั้นค่อนข้างชัด ยีนส์ฟอกแบบอิตาลี ทรงขาม้า คือภาพจำของความเท่ และในช่วงเริ่มต้น เขาเองก็นำยีนส์สไตล์นั้นเข้ามาจำหน่าย เพราะมันคือสิ่งที่ตลาดคุ้นเคยที่สุดในเวลานั้น
แดนเริ่มทำธุรกิจนี้มาตั้งแต่ปี 2004 ค่อยๆ เก็บข้อมูล เก็บเงิน และเก็บประสบการณ์ไปทีละขั้น จนถึงปี 2006 เขาก็รู้สึกว่าจังหวะของตัวเองมาถึงแล้ว นั่นคือช่วงเวลาที่ตัดสินใจก้าวต่อ อย่างจริงจัง ได้เห็นห้องหนึ่งที่กำลังจะว่างพอดีในสยามสแควร์ ซอย 2 จึงคุยกับเจ้าของพื้นที่ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของหน้าร้าน Pronto ปัจจุบันคือ Pronto Original
“เหตุผลที่เลือกสยามฯ เพราะมองว่าสยามฯ คือพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนได้ลอง ได้มาเจอของแปลกใหม่ เป็นจุดเริ่มต้นของหลายๆ แบรนด์และหลายๆ สตาร์ทอัพในยุคนั้น” แดนเล่า
ชื่อ ‘Pronto’ เองก็เกิดขึ้นแบบไม่ได้วางแผนซับซ้อน ในช่วงแรกยังไม่มีชื่อร้านชัดเจน จนกระทั่งต้องอธิบายกับคนอื่นว่า ร้านยีนส์อยู่ซอย 2 อยู่บ่อยๆ พอดีกับช่วงนั้นเขาเดินทางไปอิตาลี และได้ยินคำว่า Pronto บ่อยๆ เป็นคำที่ชาวอิตาเลียนนิยมใช้เป็นคำหลักในการรับโทรศัพท์ ซึ่งความหมายว่า Hello หรือกำลังบอกว่าพร้อมที่จะคุยแล้ว

แดนเล่าถึงวันแรกของการเปิดร้านว่า สินค้าในร้านมีแค่ยีนส์ล้วนๆ วางอยู่ 2 ราว เป็นยีนส์จากหลายแบรนด์ ยังไม่มีอะไรซับซ้อนหรือหลากหลายเหมือนทุกวันนี้
ส่วนผลตอบรับในช่วงแรก แดนยอมรับว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะเขาเตรียมสินค้ามาจากฝั่งยุโรปเป็นหลัก แต่ลูกค้าที่เข้ามาในร้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียนนอก โดยมากจากออสเตรเลีย ซึ่งที่นั่นเขามีวัฒนธรรมการแต่งตัวต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ฝั่งนั้นจะออกแนวเซอร์ๆ ฮิปปี ไว้หนวดเครา เสื้อยาว กางเกงขาเล็กสีเข้มแบบไม่ฟอก หรือ Raw Denim ต่างจากสไตล์อิตาลีที่เป็นยีนส์ฟอกขาม้าโดยสิ้นเชิง
ลูกค้ากลุ่มนั้นเองที่แนะนำแบรนด์อย่าง Ksubi หรือ Nudie Jeans ให้เขารู้จัก ด้วยความรักในยีนส์ แดนได้ลองเดินทางไปสัมผัสกับวัฒนธรรมนั้นด้วยตัวเองและได้นำยีนส์จากออสเตรเลียเข้ามา และได้ทำความรู้จักกับโลกของยีนส์ผ้าดิบมากขึ้น ก่อนที่เส้นทางความสนใจจะพาเขาเดินต่อไปถึงญี่ปุ่น เพื่อไปเจอกับมาสเตอร์ของยีนส์อย่างจริงจังในเวลาต่อมา
ในยุคนั้น มีแบรนด์ไทยที่ทำยีนส์อย่างจริงจังบ้างไหม
“ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีแบรนด์ไทยที่เป็นยีนส์ ส่วนใหญ่จะเป็นของนำเข้า ตลาดยังเล็ก และคนก็ยังไม่ได้มองว่ายีนส์เป็นอะไรที่มีรายละเอียดเยอะ มันยังเป็นแค่กางเกงที่ใส่ได้ทุกวัน ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงเรื่องผ้า เรื่องการเฟด หรือคาแรกเตอร์ของยีนส์เท่าไร” แดนเล่า
พอของใหม่อย่างยีนส์ผ้าดิบเข้ามา คำถามสำคัญก็คือ จะอธิบายยังไงให้คนเข้าใจว่านี่ไม่ใช่แค่กางเกงยีนส์อีกตัวหนึ่ง ในเมื่อหลายคนอาจมองว่ายีนส์ก็เหมือนๆ กันหมด
แดนอธิบายว่า “ยากครับ เพราะตอนนั้นยีนส์ผ้าดิบมันใหม่มากสำหรับคนไทย เรายังต้องค่อยๆ ให้ความรู้ลูกค้าว่า มันไม่ใช่ยีนส์ที่ซื้อมาแล้วจะสวยเลยทันที ต้องใส่ ต้องใช้ชีวิตกับมัน เราเอารูปที่ผ่านการใช้งานจริงมาให้ดู พอคนเห็นว่ามันเปลี่ยนไปได้ จากกางเกงใหม่ๆ กลายเป็นกางเกงที่มีรอย มีคาแรกเตอร์ของคนใส่ มันก็เริ่มกลายเป็นกระแสขึ้นมา ทั้งที่ตอนนั้นยังไม่มีโซเชียลมีเดียเหมือนทุกวันนี้”
เพราะก่อนที่โซเชียลมีเดียจะเข้ามา วัฒนธรรมของคนรักยีนส์ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น บรรยากาศของชุมชนคนรักยีนส์ในยุคนั้นเริ่มเติบโตขึ้น
“ช่วงนั้นจะมีฟอรัมคุยเรื่องยีนส์ในไทย คนจะเข้ามาแชร์รูป แชร์ข้อมูลกันว่า ใส่แล้วเป็นยังไง เริ่มเก่าแล้วสวยไหม มันเหมือนเป็นพื้นที่ของคนที่ชอบอะไรคล้ายๆ กัน และในช่วงเดียวกันนั้น เราก็เริ่มเห็นการเกิดขึ้นของแบรนด์ยีนส์ไทย มันค่อยๆ โตไปพร้อมกับคอมมูนิตี้ และทำให้คนเริ่มเข้าใจยีนส์มากขึ้น”

แม้วันนี้โลกจะเต็มไปด้วยข้อมูลและภาพจากหน้าจอ แต่สำหรับผู้ก่อตั้ง Pronto Original การตามหาแบรนด์ใหม่ๆ ก็ยังคงต้องอาศัยการเดินทางตามหาสิ่งใหม่อยู่เสมอ
“ผมยังดูอยู่เรื่อยๆ แต่จะพยายามไม่ดูผ่านออนไลน์มากนัก ผมชอบไปดูของจริง เวลาเดินทางไปต่างประเทศ มันได้เห็นของ ได้คุยกับคนทำ และได้รู้ว่าของแต่ละแบรนด์คิดอะไรอยู่ ซึ่งสำหรับผม มันยังสนุกกับการค้นหาแบบนี้อยู่เสมอ”
ขณะเดียวกันตลอดหลายปีที่ผ่านมา แดนไม่ได้อยู่แค่ในบทบาทเจ้าของร้านแต่ยังเป็น ‘คนรักยีนส์’ ที่ยังเดินอยู่ในโลกใบเดิมของตัวเองเสมอ จึงอดถามไม่ได้ว่า ระหว่างบทบาท ‘คนรักยีนส์’ กับ ‘เจ้าของธุรกิจ’ ชอบแบบไหนมากกว่ากัน
“ผมโชคดีที่งานของผมคือการได้สื่อสารกับคนที่รักยีนส์หรือรักเสื้อผ้าอยู่ตลอดเวลา สองบทบาทนี้มันเลยอยู่ด้วยกันตลอด ทุกวันนี้ผมก็ยังเลือกสินค้าเอง หาแบรนด์ใหม่เอง แล้วถ้ามีเวลาก็จะลงมาเจอลูกค้าเองด้วย แม้กระทั่งในออนไลน์ผมก็เข้าไปดูและตอบคำถามบ้าง เพราะเราก็ให้ข้อมูลลูกค้า และในขณะเดียวกันเราก็ได้ข้อมูลดีๆ กลับมาจากลูกค้าเหมือนกัน”
เมื่อเวลาผ่านไป จากวันแรกในร้านครึ่งคูหา วันนี้ Pronto Original เดินทางมาครบ 2 ทศวรรษพอดี คุณยังสนุกกับสิ่งที่ทำอยู่ไหม
“ปีนี้ปีที่ 20 แล้วครับ ก็ยังสนุกอยู่ มันมีโอกาสไม่มากหรอกที่ได้ทำในสิ่งที่รัก ได้แต่งตัวในแบบที่เราชอบ มาทำงาน และเส้นทางของร้านไม่ได้หยุดอยู่แค่สาขาแรกที่สยาม การเติบโตค่อยๆ เกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของชีวิตและธุรกิจ”
แดนเล่าว่า ปัจจุบัน Pronto Original มีสินค้าประมาณ 80 แบรนด์ ส่วนใหญ่มาจากญี่ปุ่น เสน่ห์ของคนญี่ปุ่นคือไม่ว่าทำอาชีพอะไร เขาจะทำมันอย่างจริงจังเพื่อค้นหาแบบฉบับของตัวเอง ถึงแม้จะเป็นยีนส์เหมือนกัน 10 แบรนด์ แต่วางด้วยกันแล้วไม่เหมือนกันเลย เขาซื่อสัตย์กับสิ่งที่ทำ ไม่ลัดขั้นตอน ต่อให้ต้องใช้เวลานานขึ้น แต่นั่นคือสิ่งที่ทำให้โปรดักต์มันสมบูรณ์จริงๆ
ความใส่ใจในรายละเอียดแบบนั้น ไม่ได้หยุดอยู่แค่การคัดเลือกแบรนด์เข้าร้าน แต่ยังไปถึงการทำรุ่นพิเศษร่วมกับแบรนด์ญี่ปุ่นด้วย นั่นคือการทำรุ่นพิเศษร่วมกับแบรนด์อย่าง Iron Heart
“อย่าง Iron Heart ปกติยีนส์เขาจะใช้ผ้าผิวเรียบ แต่เรารู้ว่าลูกค้าเราชอบยีนส์ที่มีผิวสัมผัสไม่สม่ำเสมอ เราเลยขอให้เขาทำให้ ซึ่งเขาไม่ได้ไปหยิบผ้าที่มีอยู่แล้วในตลาดมาใช้ แต่กลับไปศึกษาและสั่งปั่นเส้นด้ายของตัวเองขึ้นมาใหม่ ลงไปคุมเครื่องจักรและเรียนรู้กระบวนการทั้งหมดใหม่ เพื่อให้ได้สัมผัสตามที่เราต้องการจริงๆ”

เมื่อเดินอยู่ใน Pronto Original แต่ละสาขา สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ชัดคือบรรยากาศของร้านไม่เคยเหมือนกันเลย ทั้งที่ขายสินค้าในจักรวาลเดียวกัน นั่นไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นความตั้งใจของเจ้าของร้าน ที่ต้องการให้แต่ละสาขามีบุคลิกที่ไม่เหมือนกัน และกลุ่มลูกค้าก็โฟกัสก็แตกต่างกัน
“Pronto Origianl ส่วนใหญ่อยู่ในห้าง มีแค่สาขาที่สยามสแควร์ที่เป็น Standalone คนเดินแต่ละที่ก็ต่างกัน อย่างที่สยามจะเป็นคนไทยเยอะ ส่วนที่ CentralWorld หรือ Paragon จะมีชาวต่างชาติเยอะครับ” แดน เล่า
เมื่อพูดถึงลูกค้า คุณคิดว่าความชอบของลูกค้าเปลี่ยนไปอย่างไร จากวันแรกจนถึงปัจจุบัน
“วันแรกที่เปิดร้านมันเล็กมาก พื้นที่จำกัด ตอนนั้นผมอยากทำร้านแนว Multi-brand แบบที่เคยเห็นในอิตาลี คือเจ้าของร้านออกแบบร้าน คัดเลือกสินค้าเอง ช่วงแรกเราจำกัดแค่ยีนส์เพราะพื้นที่น้อย แต่พอขยายสาขา เราก็มีพื้นที่นำเสนอสินค้าอื่นๆ ที่เราชอบได้มากขึ้นครับ”
ในกลุ่มลูกค้าต่างชาติ สินค้าประเภทไหนที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ
“สินค้าที่ตอบรับดีที่สุดจากชาวต่างชาติคือสินค้าที่ผมและทีมออกแบบเอง หรือที่เป็น In-House Brand ครับ เพราะแบรนด์ญี่ปุ่นเขาอาจไปซื้อที่ประเทศเขาได้ แต่ของเราเองที่ผลิตในไทย เขาต้องซื้อที่นี่เท่านั้น”

ในโลกที่ Fast Fashion จากทั่วโลกหลั่งไหลเข้ามา โดยเฉพาะจากจีนที่เข้ามาเร็วและราคาถูก คำถามก็คือ สินค้างานคราฟต์ที่ใช้เวลาและต้นทุนสูงกว่าจะยืนระยะได้อย่างไร
แดนเล่าถึงประสบการณ์ที่เจอว่า “ปีที่แล้วผมไปญี่ปุ่น เห็นวัยรุ่นยุโรปกับอเมริกามาเดินซื้อแบรนด์ที่เราขายเยอะมาก คนกลุ่มนั้นบอกว่าเงินที่จ่ายกับของพวกนี้มันคุ้มกว่า เพราะมันไม่ใช่แค่แฟชั่นที่มาแล้วก็ไป ถึงช่วงแรกคนอาจรู้สึกว่าราคาสูง แต่ถ้าดูเข้าถึงขั้นตอนการผลิตทั้งหมด จะรู้ว่ามันสมเหตุสมผลกับสิ่งที่ได้จริงๆ”
และในแง่มูลค่า ยีนส์ยังเป็นมากกว่าสิ่งที่ใส่แล้วผ่านไปตามเวลา ยีนส์ถือเป็นสินค้าที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้ไหม
“ใช่ครับ สินค้าหลายอย่างที่เราขาย ไม่ว่าจะเป็นยีนส์ รองเท้าบูท หรือแจ็คเก็ตหนัง ยิ่งใช้มันจะยิ่งสวย เป็นอะไรที่คุ้มค่า สินค้าส่วนใหญ่ของหลายๆแบรนด์พอผ่านไป 2–3 ปี ราคาถูกปรับขึ้น และรายละเอียดบางอย่างอาจถูกปรับเปลี่ยนไปทำให้แต่ละรุ่นมีความจำกัดในการผลิต ยิ่งเวลาผ่านไป จะยิ่งหายากขึ้นครับ”
คุณมองว่ายีนส์หรือเดนิมคือ วัฒนธรรมหรือแฟชั่น
“สำหรับผมในประเทศไทย ยีนส์คือวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับแฟชั่นครับ มันอาจไม่ใช่แฟชั่นโดยตรง เพราะไม่ว่าแฟชั่นจะเปลี่ยนไปทางไหน ยีนส์ก็ยังอยู่เสมอ แค่มันเปลี่ยนรูปแบบหรือการมิกซ์แอนด์แมตช์ไปตามยุคสมัย” แดนกล่าว

Pronto Original มีแผนจะขยายตลาดไปต่างประเทศหรือไม่
“ตอนนี้ยังไม่มีแผนส่งออกหรือเปิดสาขาต่างประเทศครับ เรายังอยากโตในไทยก่อน แม้จะมีร้านจากสิงคโปร์มาติดต่อ แต่ก็ยังไม่ได้ตกลงกัน ส่วนเรื่องแผน ผมไม่ค่อยวางยาวมาก ส่วนใหญ่จะเกิดจากโอกาสหรือสถานการณ์ อย่างตอนนี้มีคนเรียกร้องให้ไปเปิดที่เชียงใหม่เยอะ ปีนี้เลยมีแผนจะไปเชียงใหม่ และก็มีแผนจะทำร้านแบบ Mono-brand สำหรับบางแบรนด์ที่แข็งแรงพอจะมีร้านของตัวเองครับ”
ก่อนจะจบบทสนทนา แดนทิ้งท้ายถึงคนรุ่นใหม่ที่อยากเริ่มต้นธุรกิจจากสิ่งที่รักไว้แบบตรงไปตรงมาว่า
“ไม่มีสูตรสำเร็จครับ แต่สำหรับผม อย่างแรกต้องมี Passion เราต้องอินกับมันจริงๆ ช่วงเริ่มต้นมันอาจไม่ได้บูมตั้งแต่วันแรก ต้องอดทนและใช้เวลาหาตัวเองให้เจอในแบบที่ไม่เหมือนใคร ต้องมี Commitment เราต้องเชื่อในสิ่งที่เราทำ ค้นหาสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ ปรับตัวได้แต่ไม่ทิ้งความเป็นตัวเรา” แดนกล่าวทิ้งท้าย

ถ้าจะมอง Pronto Original ให้พ้นจากการเป็นแค่ ‘ร้านขายเสื้อผ้า’ รายการต่อไปนี้อาจอธิบายตัวตนของร้านได้ดีที่สุด เพราะทั้งหมดคือสิ่งที่แดนเลือกด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่เพราะขายได้ แต่เพราะเชื่อในวิธีคิดและกระบวนการทำงานของคนทำของเหล่านี้จริงๆ
1. เครื่องเงินญี่ปุ่น แบรนด์ LARRY SMITH
แบรนด์เครื่องเงินทำมือจากญี่ปุ่นที่สะท้อนคำว่า งานคราฟต์ได้ชัดเจนที่สุด โดยเจ้าของแบรนด์เป็นคนที่รักในงานเครื่องเงินยุคก่อนๆที่เป็น Native American ครั้งแรกในการพบกันเรามีนัดแต่เราไปผิดสถานที่ แทนที่จะไปพบที่ออฟฟิศของเขาเพื่อคุยกับฝ่ายขายเราโผล่ไปที่สตูดิโอเล็กๆในชานเมืองโตเกียว ได้พบกับเจ้าของแบรนด์ที่แทบจะไม่เคยมีใครได้เคยพบเห็นตัวเขา นั่งตอกเครื่องเงินเองทุกชิ้น นอกจากจะมีความสวยงามและทรงคุณค่าด้วยตัววัสดุแล้วทุกชิ้นมีความหมายที่หยิบยกมาจากอดีตทั้งนั้น นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบางครั้งการสั่งสินค้าแบรนด์นี้ต้องรอนานถึง 8–10 เดือน

2. FLEURS DE BAGNE
หากกล่าวถึงเวิร์คแวร์แล้ว งานของฝรั่งเศสจะอยู่ในของที่นักสะสมให้ความสนใจ เสื้อผ้าใส่ทำงานที่มีความเป็นเอกลักษณ์ ภายใต้ความทนทานต่อการใช้งานอุตสาหกรรมหนักเสื้อผ้าเหล่านี้ยังมีความประนีต ทั้งเนื้อผ้าโมลสกินที่เป็นเอกลักษณ์ รายละเอียดของทรงและการตัดเย็บจากยุค1950s ถูกนำมาถ่ายทอดได้อย่างสวยงามและผลิตในฝรั่งเศสทุกขั้นตอนเช่นเดิม ไปจนถึงงานศิลปะวาดมือถูกถ่ายทอดออกมาบนเสื้อผ้าต่างๆของแบรนด์นี้ที่ไม่สามารถพบได้จากที่อื่น

3. THE REAL MCCOY’S (แบรนด์ญี่ปุ่น คอนเซปต์ฝรั่งเศส)
THE REAL MCCOY’S แบรนด์เครื่องแต่งกาย REPRODUCTION สัญชาติญี่ปุ่น ที่ถ่ายทอดชิ้นงานออกมาด้วยหัวใจ จนได้รับการยกย่องในด้านคุณภาพและดีไซน์การออกแบบที่สวยงาม โดดเด่นเรื่องการชุบชีวิตเสื้อผ้าในอดีตให้กลับมาอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าแนวเวิร์คแวร์ สปอร์ตแวร์ หรือ Military ทุกขั้นตอนการผลิตและวัสดุถูกสร้างขึ้นใหม่ให้ใกล้เคียงของดั้งเดิมที่สุด หรือแจ็คเก็ตหนังม้าที่เป็นไอคอนิก
The Real McCoy’s ไม่ได้โฟกัสการขยายธุรกิจโดยการหาร้านค้าจำหน่ายเพิ่ม เพื่อผลิตปริมาณสินค้าให้เยอะขึ้นแต่เลือกเน้นผลิตสินค้าที่มากไปด้วยคุณภาพในจำนวนจำกัด

-
รองเท้าหนัง Red Wing
แบรนด์รองเท้าที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1905 และยังคงผลิตในสหรัฐอเมริกามาจนถึงปัจจุบัน แดนเล่าว่าโรงงาน RedWing นอกจากจะสร้างอาชีพให้กับคนส่วนใหญ่ในเมืองที่เขาตั้งอยู่แล้วบริษัทเขายังคงเข้าไปพยุงทั้งโรงฟอกหนังและโรงแรมที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองนี้ไว้ เพื่อให้คนในพื้นที่ยังมีงานทำและคุณภาพยังคงเดิม ในมุมมองของนักสะสม นี่คือรองเท้าที่มีคุณภาพเกินราคา และมีความเป็น Originality

-
UNION WARE
แบรนด์สุดท้ายที่อยากพูดถึงคือ เสื้อยืดสินค้า In-House Brand ของ Pronto Original โปรดักต์ที่เกิดจากความต้องการส่วนตัวของแดน เพราะเขาหาเสื้อยืดคุณภาพ ที่สามารถใส่ไปทำงานทุกวัน ด้วยโจทย์ที่ต้องมีทั้งเนื้อผ้าแลดูมีเอกลักษณ์ให้สัมผัสที่ดี ไม่มีตะเข็บข้าง รายละเอียดของทรวดทรงและการตัดเย็บจากยุดก่อน เต็มไปด้วยดีเทลเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ ในราคาที่จับต้องได้ง่าย ความสำเร็จในการผลิตตัวนี้เป็นจุดกำเนิดของ In-House Brand ที่สร้างผลงานอื่นๆของ PRONTO ORIGINAL





