หากถามว่ารถในฝันของคุณคืออะไร หลายคนอาจมีภาพรถ MINI อยู่ในใจ ด้วยดีไซน์กะทัดรัดสุดคลาสสิก และการขับขี่สไตล์โกคาร์ท (Go-Kart) 

วันนี้ MINI กำลังเดินหน้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า พร้อมเปิดตัวรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังยืนยันแนวคิด ‘Power of Choice’ ให้ลูกค้าเลือกได้ทั้งรถยนต์ EV และรถยนต์สันดาป โดยไม่ละทิ้งตัวตนของแบรนด์

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ MINI ยังคงเป็นรถในฝันของใครหลายคน และเหตุใดความพรีเมียมในวันนี้จึงไม่ได้วัดกันที่ราคา แต่คือประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับ

พูดคุยกับ ปุ้ย-ประภัสรา อร่ามวงศ์สมุทร ผู้อำนวยการ MINI ประเทศไทย ถึงกลยุทธ์การเติบโตของแบรนด์ ทิศทางรถยนต์ไฟฟ้า และประสบการณ์แบบใดที่แบรนด์มอบให้ลูกค้า ไปจนถึงคลายความกังวลให้กับคนที่ยังไม่เชื่อใจรถยนต์ EV

รถ MINI รุ่นใหม่ที่น่าจับตามองในปีนี้

ปี 2026 ถือเป็นปีที่เราเอารุ่น Edition เข้ามาเยอะ ไม่ว่าจะเป็น ‘Special Edition’ หรือ ‘Limited Edition’ เพราะปีนี้เราจะโปรโมตจุดแข็งของแบรนด์ในเรื่องการสร้างความแตกต่าง และการที่รถของเราสามารถตอบโจทย์คาแรกเตอร์และสไตล์ที่หลากหลายของลูกค้าได้ เราเลยนำรุ่น Edition ที่เตรียมไว้มาเปิดตัวค่อนข้างเยอะ คิดว่าทั้งปีน่าจะมีถึง 5 Edition

ปี 2026 เปิดตัวรุ่นไหนไปแล้วบ้าง

ช่วง ‘Bangkok International Motor Show’ ในช่วงไตรมาส 1-2 เราเปิดตัวไปแล้ว 2 รุ่น รุ่นที่ได้รับความนิยมมากคือ ‘MINI Paul Smith Edition’ ที่ทำร่วมกับแบรนด์ ‘Paul Smith’ นอกจากนั้น ในงานเดียวกันเรายังเปิดตัว ‘MINI 1965 Victory Edition’ ซึ่งเป็นรถในตระกูล John Cooper Works (JCW) ที่ทำขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะของ MINI ในการแข่งขันเมื่อปี 1965 ความพิเศษของรถรุ่นนี้คือ ใช้สีเอกลักษณ์ของ MINI ได้แก่ ตัวรถสีแดง หลังคาสีขาว และลายคาดบนฝากระโปรงหน้า ซึ่งเป็นดีไซน์เดียวกับรถแข่งในอดีต และบริเวณลายคาดด้านหน้ายังซ่อนลายนูนของเลขทะเบียนรถคันที่เคยคว้าชัยชนะไว้ด้วย 

เหตุผลที่ทำให้รถ MINI Paul Smith Edition ได้รับความนิยมตั้งแต่เปิดตัว

ส่วนหนึ่งมาจากกระแสรถยนต์ EV พอรถไฟฟ้ามารวมกับรถที่มีดีไซน์แตกต่าง คนก็ยิ่งถูกใจ ทำให้เราได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ ทั้งกลุ่มที่ชอบแบรนด์ MINI และกลุ่มที่ชอบแบรนด์ Paul Smith จริงๆ แล้วลูกค้า 2 กลุ่มนี้ค่อนข้างใกล้เคียงกัน หลายคนชอบทั้ง 2 แบรนด์อยู่แล้ว พอเห็นว่าทำงานร่วมกันก็ทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้น สำหรับผลตอบรับถือว่าดีมาก

คาแรกเตอร์ของ MINI กับ Paul Smith อะไรคือจุดร่วมที่ทำให้รถรุ่น MINI Paul Smith Edition เป็นพาหนะที่ลงตัว

Paul Smith ถือเป็นดีไซเนอร์คู่บุญของ MINI ทั้ง 2 แบรนด์มีคาแรกเตอร์บางอย่างคล้ายกัน เป็นแบรนด์จากสหราชอาณาจักรเหมือนกัน และคล้ายกันในเรื่องสไตล์การออกแบบ ซึ่งยึดถือความเรียบง่าย (Simplicity) คลาสสิก แต่มีลูกเล่นเล็กๆ 

ปีนี้ทิศทางของรถ MINI ประเทศไทยจะเน้นรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถยนต์สันดาป

เราเสนอทั้ง 2 ทางให้ลูกค้าเลือกได้ หรือที่เรียกว่า ‘Power of Choice’ ในฝั่งรถยนต์ EV ตอนนี้เรามี 2 รุ่น คือ All-Electric MINI รุ่น 3 ประตู และ All-Electric MINI Aceman ส่วนรถยนต์สันดาปมี MINI Countryman และยังมีรุ่นนำเข้าอย่าง MINI Cooper Convertible แต่รุ่นที่ลูกค้าชื่นชอบมากที่สุด และเป็นตัวที่ขับเคลื่อนยอดขายของ MINI ในช่วงนี้ คือรถยนต์ EV

ตอนที่ตัดสินใจทำราคารถไฟฟ้าต่ำกว่า 2 ล้านบาท มีความกังวลไหมว่าจะกระทบภาพลักษณ์ของแบรนด์

ตอนนั้นเราพิจารณาหลายด้าน ราคาที่ตั้งไว้เป็นราคาที่เหมาะสม ซึ่งถ้าเทียบกับรถยนต์ EV จากผู้เล่นใหม่ในตลาดที่หลายรุ่นราคาไม่ถึงล้านหรือประมาณ 1 ล้านบาท จุดที่เราอยู่ถือว่าเหมาะกับกลุ่มลูกค้าของเรา และยังเป็นราคาที่เอื้อมถึงได้ 

ส่วนความกังวลว่าจะทำให้แบรนด์ไม่ถูกมองว่าพรีเมียม เราเชื่อว่าปัจจุบันลูกค้าไม่ได้วัดกันที่ราคาเพียงอย่างเดียว ความเป็นมาของแบรนด์ก็มีผล ภาพลักษณ์ที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ และเรื่องราวของแบรนด์ที่สะสมมากว่า 60 ปี เรามอบความพรีเมียมทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ การบริการ คุณภาพของตัวรถ และบริการหลังการขาย นอกจากนี้ ยังรวมถึงประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับเมื่อมาร่วมกิจกรรมกับเรา ไม่ใช่แค่ตัวผลิตภัณฑ์ เพราะลูกค้ารู้สึกว่าได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เหมือนเป็นครอบครัว นั่นทำให้สัมผัสได้ถึงความพรีเมียม

หมายความว่า ความพรีเมียมไม่ใช่แค่เรื่องราคาหรือคุณภาพตัวรถ แต่เป็นบริการหลังการขายด้วย

ตอนนี้ลูกค้ามองหลายเรื่อง เวลาซื้อรถ สิ่งที่ลูกค้ากังวลมากคือบริการหลังการขาย ว่าแบรนด์จะอยู่กับเขาได้นานแค่ไหน เราอยู่ในเครือธุรกิจของ BMW Group ที่มีประสบการณ์ในธุรกิจยานยนต์มากว่า 100 ปี และ BMW Group Thailand เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี 1998 เราคิดว่าสิ่งนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าได้ เพราะรถเป็นสินค้าที่ซื้อแล้วต้องดูแลกันไปอีกนาน 

หลังจากเริ่มจำหน่ายรถรุ่นนี้ ทุกวันนี้พิสูจน์แล้วว่าคิดถูกหรือไม่

จากเสียงตอบรับของลูกค้า คิดว่ามาถูกทาง จริงๆ เราไม่ได้ตั้งราคาเพื่อให้ยอดขายเติบโต หรือจะลงไปแข่งขันเรื่องราคากับแบรนด์อื่น เรารู้ว่าลูกค้าของเราเป็นใครและชอบอะไร เราอยากอยู่ในจุดที่สะท้อนความเป็นแบรนด์ของเรามากกว่า มองว่าจุดราคาปัจจุบันเป็นจุดที่สมดุลของเรา สำหรับลูกค้าที่ต้องการสมรรถนะสูงกว่า เราก็มีรุ่นที่ติดตั้งอุปกรณ์ครบครันและมีสมรรถนะสูงขึ้นในราคาที่สูงขึ้น

นอกจากกลยุทธ์การนำ Edition เข้ามา 5 รุ่นแล้ว ปีนี้ยังมีกลยุทธ์อื่นอีกไหม

ในแง่ของผลิตภัณฑ์ นอกจากเรื่อง Edition แล้ว เรายังมีการจัดรูปแบบอุปกรณ์ (Option Profile) ที่แตกต่างกันออกไป จะมีทั้งรุ่นคลาสสิก มีรุ่นที่มีอุปกรณ์สูงขึ้นอย่าง Hightrim และรุ่น High Performance อย่าง John Cooper Works เพื่อให้ลูกค้าเลือกได้ตามความต้องการ 

ส่วนในด้านทิศทางของแบรนด์ ปีนี้เรามีอีกเรื่องที่ตั้งใจทำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของปีนี้ คือการนำเสนอความแตกต่างด้านสไตล์ เราจะสื่อสารถึงความเป็น Individuality ของแต่ละรุ่น ว่ามีคาแรกเตอร์แตกต่างกันอย่างไร และเราจะผลักดันแคมเปญ ‘Self-Expression’ ที่จะช่วยให้แบรนด์และลูกค้าเข้าถึงกันมากขึ้น  โดยเราอยากเปิดพื้นที่ให้ทั้งเจ้าของรถ MINI และแฟนๆ MINI เข้ามาร่วมกิจกรรม ทำให้ลูกค้าของเรารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ MINI ระดับโลก ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น เพราะเราเชื่อว่าเรื่องราวของแบรนด์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากตัวผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากผู้ที่ได้สัมผัสประสบการณ์ใช้งานจริงด้วย 

ปัจจุบันทุกคนอยู่บนออนไลน์กันหมดแล้ว งานอีเวนต์หรืองานเอ็กซ์โปยังสำคัญอยู่ไหม

ออนไลน์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการหาข้อมูล แต่คนยังอยากมาสัมผัสของจริง โดยเฉพาะถ้าเป็นรถยนต์ ลูกค้าอยากเห็นสีจริง อยากเข้าไปนั่ง อยากสัมผัสบรรยากาศ อยากได้กลิ่นของรถ อยากทดลองนั่ง ทดลองขับ ซึ่งคิดว่ายังเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และงานมอเตอร์โชว์ทำให้ลูกค้าได้เปรียบเทียบหลายแบรนด์ในที่เดียว ถ้าในใจมีตัวเลือกอยู่ 2-3 แบรนด์ ก็สามารถเดินดูได้ครบ ไม่ต้องขับรถไปหลายโชว์รูม

ในช่วงปีที่ผ่านมาจนถึงปีนี้ ภาพรวมการแข่งขันในตลาดรถยนต์ของประเทศไทย ถือว่าดุเดือดหรือไม่

ในปีที่ผ่านมา เรียกว่าสนุกดุเดือด อย่างที่ทราบกันว่ารถยนต์ EV เป็นสิ่งใหม่ และได้รับความนิยมค่อนข้างมาก การเข้ามาของผู้เล่นใหม่ๆ ช่วยกระตุ้นให้เทคโนโลยีรถพลังงานไฟฟ้าได้รับการยอมรับเร็วขึ้น ในมุมของเรามองว่าเป็นเรื่องดีที่ทำให้ตลาดมีการแข่งขันมากขึ้น

ความสำเร็จของ MINI ไทยแลนด์ ในปีที่ผ่านมา
ถือว่าปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ประสบความสำเร็จมาก เป็นปีที่เราทำยอดขายสูงสุดตั้งแต่มี MINI ในประเทศไทย โดยยอดจดทะเบียนเติบโต 15% และเราได้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น ส่วนปีนี้ หากดูตัวเลขก็ยังเห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เราจึงมองว่าอนาคตของ MINI ในปีนี้น่าจะสดใสพอสมควร เพราะแม้กลุ่มตลาดพรีเมียมจะยังมีความท้าทายอยู่ แต่เราวางแผนกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ไว้ค่อนข้างชัดเจน โดยเฉพาะการนำรุ่น Edition เข้ามา เพราะปีนี้เราตั้งใจใช้ Edition เป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นความสนใจของลูกค้า 

มองว่าอนาคตอีก 2-3 ปีข้างหน้า ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจะเป็นเรื่องอะไร

ความท้าทายส่วนใหญ่น่าจะเป็นปัจจัยภายนอก อย่างการแข่งขันในตลาดที่สูงขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการขายหลายอย่าง ทั้งเรื่องอัตราภาษี และปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก สำหรับปัจจัยภายใน MINI อยากให้ในอีก 3-5 ปีข้างหน้ายังคงความเป็นตัวเองอยู่ เปลี่ยนไปตามยุคสมัย มีความโมเดิร์น แต่รักษาคาแรกเตอร์ของแบรนด์ไว้

ทุกวันนี้กลุ่มลูกค้าของ MINI คือใคร

กลุ่มลูกค้าของ MINI มีความหลากหลายมาก ทุกวันนี้เราไม่ได้มองเรื่องอายุหรือเพศเป็นหลักแล้ว สิ่งที่เรามองคือ กลุ่มลูกค้าที่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร และมีตัวตนที่ชัดเจน อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดร่วมของลูกค้า MINI คือทุกคนชอบความสนุกในการขับขี่ ชอบความแตกต่าง แต่ไม่ใช่ความแตกต่างที่ต้องตะโกนให้คนอื่นเห็น และชื่นชอบประสบการณ์การขับขี่ที่ MINI มอบให้ สไตล์การขับขี่ของ MINI เป็นสิ่งที่ลูกค้าพูดถึงเสมอ หลายคนบอกว่ามันอาจไม่ได้เป็นรถที่ขับสบายที่สุด แต่เป็นรถที่ ‘ขับสนุก’ ซึ่งเป็นคำที่เราไม่ค่อยได้ยินกับแบรนด์รถยนต์อื่น เรามองว่านี่เป็นความรู้สึกที่ลูกค้ามีต่อทั้งตัวรถและแบรนด์มาตั้งแต่แรก เพราะ MINI มีรากฐานมาจากรถที่มีสมรรถนะในการขับขี่แบบโกคาร์ท 

พอเป็นรถไฟฟ้า เสน่ห์การขับขี่แบบโกคาร์ทหายไปหรือไม่

เมื่อเราเปลี่ยนมาเป็นรถยนต์ EV ช่วงแรกหลายคนก็สงสัยว่ารถไฟฟ้าจะยังคงเอกลักษณ์การขับขี่แบบนี้ไว้ได้หรือไม่ แต่หลังจากจำหน่ายมา 2-3 ปี ลูกค้ายังรู้สึกว่า MINI คงความเป็น MINI อยู่เหมือนเดิม ยิ่งเมื่อใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ยิ่งทำให้การขับขี่ลื่นไหลมากขึ้น และในแง่ของอัตราเร่งก็ทำได้รวดเร็วมากขึ้นด้วย

หากไม่นับเรื่องรูปลักษณ์ภายนอก รถยนต์ EV ของ MINI สร้างความแตกต่างอย่างไร ทั้งในเรื่องประสบการณ์การขับขี่ เครื่องยนต์ หรือเทคโนโลยีต่างๆ

สิ่งที่ทำให้ MINI แตกต่างคือ องค์รวมของการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นช่วงล่าง วงเลี้ยว ระบบพวงมาลัย หรือสัดส่วนของตัวรถ ทุกอย่างถูกออกแบบจนกลายเป็นคาแรกเตอร์ของ MINI ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นรถยนต์สันดาปหรือรถยนต์ EV แต่เป็นความรู้สึกในการขับขี่ที่ถูกสร้างขึ้นจากการเซ็ตอัปรถทั้งคันให้เป็น MINI เมื่อก่อนหลายคนเข้าใจคำว่า ‘Go-Kart Feeling’ ว่าหมายถึงรถที่ขับแล้วกระแทกหรือแข็ง แต่จริงๆ แล้ว มันคือความรู้สึกที่ผู้ขับสามารถควบคุมรถได้อย่างคล่องแคล่ว ว่องไว และแม่นยำ 

นอกจากเรื่องสมรรถนะการขับขี่แล้ว ยังมีเรื่องความปลอดภัย เรื่องของคอมมูนิตี้ เพราะลูกค้าของเราไม่ได้มองว่าการซื้อ MINI เป็นเพียงการซื้อรถ แต่เหมือนได้ตั๋วเข้าสู่คอมมูนิตี้ของ MINI มีความผูกพันที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ ลูกค้าหลายคนซื้อ MINI แล้วแทบไม่ขาย บางคนสะสมไว้ 7-8 คัน พอออกรุ่น Edition ใหม่ก็ซื้อเพิ่ม หลายคนดูแลรถเหมือนสมาชิกในครอบครัว ตั้งชื่อรถให้ด้วย ไม่จำเป็นต้องเป็นรถคันแรกหรือคันเดียว แต่ควรมีสักครั้งในชีวิต

หลังจากข่าวอุบัติเหตุของรถยนต์ไฟฟ้า ในวันนี้หลายคนกังวลเรื่องความปลอดภัยของรถยนต์ไฟฟ้า สิ่งนี้เป็นอุปสรรคต่อ MINI ประเทศไทยหรือไม่ และกระทบอย่างไรบ้าง

ลูกค้าสอบถามเข้ามาเหมือนกัน เราเข้าใจความกังวลของลูกค้า เพราะเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจค่อนข้างมาก หลายคนต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สิ่งที่ลูกค้าถามมากที่สุดในช่วงนี้คือ รถของเราใช้แบตเตอรี่ยี่ห้ออะไร ซึ่งเมื่อก่อนลูกค้าแทบไม่เคยถามเลยว่ารถยนต์ไฟฟ้าของ MINI ใช้แบตเตอรี่แบรนด์ไหน แต่ตอนนี้คอลเซนเตอร์ได้รับคำถามเรื่องนี้ตลอด เรามองว่าไม่ใช่เฉพาะ MINI แต่ผู้ผลิตรถยนต์ทุกแบรนด์ต่างให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ต่อให้เราพัฒนาสมรรถนะของรถได้มากแค่ไหน ความปลอดภัยก็ยังเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดของรถยนต์หนึ่งคัน โดยเฉพาะ MINI และ BMW Group ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก 

สำหรับ MINI เอง ลูกค้ายังคงเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์และคุณภาพของเรา แน่นอนว่ารถยนต์ไฟฟ้ายังเป็นเทคโนโลยีใหม่ หลายคนอาจยังกังวลเพราะยังไม่เข้าใจหลักการทำงานทั้งหมด จึงเกิดคำถามว่าปลอดภัยหรือไม่ เรามองว่าสิ่งสำคัญคือการสื่อสาร หากเราสื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจมากขึ้น ลูกค้าก็จะคลายความกังวล ซึ่ง MINI Electric ทุกรุ่น รับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูงนานถึง 8 ปี หรือ 1.6 แสนกิโลเมตร และมาพร้อมกับแพ็กเกจบำรุงรักษา MSI Standard นาน 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

เราพยายามลดความกังวลของลูกค้าในทุกเรื่อง รับฟังว่าลูกค้ากังวลอะไรเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า แล้วนำมาปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการ 

ถ้าเปรียบเทียบ MINI เป็นคน จะเป็นคนแบบไหน

เป็นคนที่มีพลังบวก มีความมั่นใจในตัวเอง รู้ว่าตัวเองชอบอะไร รักอิสระ และกล้าที่จะแตกต่างในระดับหนึ่ง ลูกค้าของ MINI ไม่ได้เลือกรถจากฟังก์ชันอย่างเดียว แต่เลือกจากความรู้สึกด้วย เขารู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และกล้าที่จะเลือกในสิ่งที่เป็นตัวเอง ถ้าถามว่าจะเป็นคนที่ตะโกนเสียงดังที่สุดไหม คงไม่ใช่ แต่ถ้าเดินเข้ามาในห้อง ก็น่าจะเป็นคนที่คนอื่นจดจำได้ เหมือนกับรถ MINI ที่วิ่งอยู่บนถนน อาจไม่ได้เสียงดังที่สุดหรือโดดเด่นที่สุด แต่พอขับผ่าน คนมักจะหันกลับมามอง

ถ้าพูดถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z วันนี้พวกเขาให้ความสำคัญกับอะไรบ้าง

เราพยายามทำความเข้าใจ Gen Z เพราะคนรุ่นนี้โดยเฉพาะคนในกรุงเทพฯ หลายคนมองว่าไม่จำเป็นต้องมีรถก็ได้ เพราะมีทางเลือกในการเดินทางหลายแบบ ดังนั้นถ้าเขาจะตัดสินใจมีรถสักคัน เขาจะมองหารถที่ตอบโจทย์ทั้งบุคลิกและไลฟ์สไตล์ ฟังก์ชันเป็นสิ่งที่ต้องมีอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่เหตุผลหลักในการตัดสินใจ ถ้าเขาชอบจริงก็จะตัดสินใจได้เลย 

ผลิตภัณฑ์และโปรแกรมหลายอย่างของเราถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ Gen Z เพราะเราเชื่อว่าคนกลุ่มนี้มีศักยภาพทั้งในฐานะผู้บริโภค และยังเป็นกระบอกเสียงที่ทรงพลังให้กับแบรนด์ด้วย ทุกวันนี้เราเห็นว่าคนรุ่นใหม่หยิบจับอะไร สิ่งนั้นมักจะได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว

ถ้าต้องเลือกรถสักคันสำหรับใช้ในกรุงเทพฯ ที่เหมาะกับสภาพถนนและการจราจรในเมืองนี้ จะแนะนำรถแบบไหน

ถ้าเป็นรถที่ใช้ในกรุงเทพฯ ตอนนี้คิดว่ารถคันเล็กน่าจะเหมาะกว่า เมื่อก่อนคนชอบรถคันใหญ่ แต่ตอนนี้พื้นที่บนถนนค่อนข้างจำกัด แล้วพอรถติดก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเป็นรถไฟฟ้า เพราะประหยัดกว่ามาก ขับทั้งรถน้ำมันและรถไฟฟ้ามาแล้ว รู้สึกว่าประหยัดกว่าจริง ไม่ต้องชาร์จบ่อยขนาดนั้น พอชาร์จแต่ละครั้ง เสียค่าไฟแค่หลักร้อย แต่เติมน้ำมันแต่ละครั้งเป็นหลักพัน

พอเป็นรถคันเล็ก ออกไปข้างนอกง่าย หาที่จอดง่าย มีช่องเล็กๆ รถเราก็เข้าไปจอดได้ อย่างย่านอารีย์ ตลาดน้อย หรือหลายพื้นที่ที่เป็นซอยเล็ก บางครั้งหลงเข้าไปในซอยแคบๆ ก็ไม่เป็นไร เพราะรถมีระบบ Reversing Assistant ที่ช่วยจดจำเส้นทางเวลาถอยรถออกมาได้ วงเลี้ยวของรถดี เวลาเจอรถติดก็มักจะใช้ทางลัด หลายครั้งรู้สึกว่าทางลัดเหล่านั้นเกิดมาเพื่อ MINI เพราะเข้าออกได้ง่าย คิดว่าเป็นรถที่น่าจะเหมาะกับคนที่ใช้ชีวิตในเมือง

ในกลุ่มคนรัก MINI หรือคอมมูนิตี้ของ MINI ทุกวันนี้ยังเหนียวแน่นมาก มีการทำกิจกรรมกันเองอยู่ตลอด ทางแบรนด์มีส่วนสนับสนุนหรือทำกิจกรรมกับคนกลุ่มนี้ไหม

เรามีกิจกรรมกับกลุ่มคนรัก MINI เยอะ เป็นกิจกรรมที่แบรนด์จัดเอง แต่ที่น่าสนใจคือ ต่อให้แบรนด์ไม่จัด ลูกค้าก็จัดกันเอง เพราะเขาอยากออกไปเจอกันเองมากกว่า 

คอมมูนิตี้ของ MINI น่ารักมาก ตอนเข้ามาทำงานใหม่ๆ ลูกค้าเป็นคนเล่าประวัติของ MINI ให้ฟังด้วยซ้ำ ทั้งเรื่องการออกแบบรถบนกระดาษทิชชู ชื่อผู้ออกแบบ ไปแข่งที่ไหนมากี่ครั้ง รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่บางครั้งหาในยูทูบยังหาไม่ได้ ถือว่าเป็นโอกาสที่ทำให้เราเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น  

คำถามทิ้งท้าย หลายคนบอกว่า MINI เป็น ‘รถในฝัน’ ของเขา อยากรู้ว่าคุณคิดอย่างไรกับประโยคนี้ แล้วคิดเหมือนกันไหม

คิดค่ะ จริงๆ อยากขับ MINI ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ตอนนั้นตั้งใจเลยว่าอยากได้สีขาว แต่ตอนนั้นแม้แต่มือสองยังซื้อไม่ได้ พอพ้นช่วงมหาวิทยาลัยมายังคิดอยู่เลยว่า รถคันนี้เป็นความฝันของใครหลายคน ถามว่าคำพูดนี้เกินจริงไหม คิดว่าไม่เกินจริง เพราะด้วยคาแรกเตอร์ของรถที่แตกต่าง และไม่ได้เป็นแบรนด์เชิงพาณิชย์อย่างเดียว แต่มีประวัติและความผูกพันอยู่ด้วย เวลาคนไปอ่านประวัติของ MINI จะรู้ว่า แบรนด์เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงวิกฤตน้ำมัน เป็นแนวคิดที่แตกต่างของคนที่สร้างรถ MINI ขึ้นมาว่า จะทำอย่างไรให้เป็นรถขนาดเล็ก ใช้น้ำมันน้อย แต่ยังนั่งได้ 4 คน ทั้งการจัดวางเครื่องยนต์และแนวคิดการออกแบบ ล้วนเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ทั้งหมด จึงคิดว่าสิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงกับความรู้สึกของลูกค้า ทำให้ MINI เป็นมากกว่ารถที่สวย เป็นหนึ่งในหลายปัจจัยที่ทำให้หลายคนมองว่า MINI เป็นรถในฝัน แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ไกลเกินฝัน ตอนนี้คนเข้าถึง MINI ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

สุดท้ายนี้ ผู้อำนวยการ MINI ประเทศไทยเน้นย้ำว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง ยังมีรถยนต์อีก 3 Edition เตรียมเปิดตัวเพื่อกระตุ้นความสนใจ 

และลูกค้าของ MINI ถูกขับเคลื่อนด้วยความรัก ความผูกพันที่มีต่อแบรนด์และคุณภาพรถ เป็นสินทรัพย์ทรงคุณค่าที่ลูกค้ามีให้กับแบรนด์อยู่แล้ว โดยไม่ต้องสร้างขึ้นใหม่

Tags: , , ,