ในช่วงเวลาที่รายการเรียลลิตีแฟชั่นอย่าง The Face Men Thailand กลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง หนึ่งในสิ่งที่ถูกพูดถึงไม่แพ้ดราม่าหรือการแข่งขันก็คือ ‘เสื้อผ้า’ ที่เหล่าเมนเทอร์และผู้เข้าแข่งขันเลือกสวมบนหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นลุคเข้าห้องดำของเมนเทอร์แพนเค้ก หรือลุคนักรบของ ปอม-กมลภพ แก้วเดียว ผู้ชนะ The Face Men Thailand 4 และเมนเทอร์ออฟ จุมพล ในวันไฟนอล
ทั้งหมดนี้รังสรรค์โดย La Boutique (ลา บูทีค) แบรนด์แฟชั่นไทยที่ถูกจับตาจากผู้ชมบนโลกออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในฐานะแบรนด์ที่มีลายเซ็นชัดเจน ยิ่งทำให้ชื่อของ La Boutique เริ่มเข้าไปอยู่ในบทสนทนาของวงการแฟชั่นไทยมากขึ้น
ท่ามกลางกระแสความนิยมที่กำลังเติบโต เราชวน โต-พัชรวัฒน์ ตระกาลสันติกูล (Brand Director) และ เพชร-ภูริณัฐ วงศ์สถาพรสกุล (Creative Director) แห่ง La Boutique มาพูดคุยถึงจุดเริ่มต้น วิธีคิดเบื้องหลังงานออกแบบ รวมถึงเส้นทางของแบรนด์ไทยที่ค่อยๆ สร้างตัวตนขึ้นมาจากความชอบ ความกล้า และความเข้าใจในผู้สวมใส่ จนกลายเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ถูกมองเห็นบนเวทีป๊อปคัลเจอร์ไทยในวันนี้
จากความหลงใหล สู่การสร้างแบรนด์
จุดเริ่มต้นของ La Boutique ค่อยๆ เติบโตจากความหลงใหลในแฟชั่นของคนทั้งคู่ที่เดินอยู่ในวงการนี้มาตั้งแต่ยุคที่แฟชั่นบ้านเรายังไม่ได้เปิดกว้างเหมือนทุกวันนี้ เพชรเล่าว่า แบรนด์เดินทางเข้าสู่ปีที่ 14 แล้ว โดยช่วงปีแรกยังเป็นช่วงทดลองและปรับตัว ทว่าหลังจากนั้น La Boutique ก็กลายเป็นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน และตัวตนเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการทำงานที่สั่งสมประสบการณ์มากว่าทศวรรษ
ก่อนจะมาสร้างแบรนด์ร่วมกัน ทั้งคู่ต่างมีรากฐานในวงการแฟชั่นอยู่แล้ว โตเริ่มต้นจากการเป็นผู้ช่วยสไตลิสต์ให้กับสำนักพิมพ์แฟชั่นในช่วงเกือบ 20 ปีก่อน ทำให้เขาได้สัมผัสทั้งโลกของแฟชั่น และการทำงานเบื้องหลังงานแฟชั่นวีกระดับนานาชาติ จนเกิดความรู้สึกว่า แฟชั่นไม่ใช่เสื้อผ้า แต่เป็นพื้นที่ของการสร้างสรรค์และการเล่าเรื่อง
ขณะที่เพชรเติบโตจากสายแฟชั่นโดยตรง ในยุคที่มหาวิทยาลัยไทยยังไม่มีหลักสูตรแฟชั่นอย่างจริงจัง เขาเลือกเรียนตัดเสื้อและออกแบบที่สถาบันตักศิลาแฟชั่น ก่อนจะเดินสายประกวดแฟชั่นทั้งในไทยและต่างประเทศ จนคว้ารางวัลจากเวทีใหญ่ๆ หลายแห่ง ซึ่งกลายเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ทั้งสองได้มาเจอกัน และเริ่มต้นเส้นทางของ La Boutique ในเวลาต่อมา
หากย้อนกลับไปวันแรก ทั้งคู่เล่าว่า วงการแฟชั่นไทยยังมีภาพที่แตกต่างจากปัจจุบัน เพชรเล่าว่า “ตอนนั้นแฟชั่นยังผูกกับวัฒนธรรมห้องเสื้อเป็นหลัก เสื้อผ้าที่มีดีไซน์โดดเด่นหรือมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มักไม่ได้ถูกผลิตในรูปแบบ Ready to Wear เหมือนทุกวันนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากการสั่งตัดมากกว่า ซึ่งเวลานั้น แบรนด์ต่างประเทศยังไม่ได้เข้ามาในไทย ทำให้ตัวเลือกของลูกค้ายังมีจำกัด และแฟชั่นยังอยู่ในกลุ่มของลูกค้าที่มีกำลังซื้อ”
ด้านโตมองว่า ช่วงเวลานั้นแฟชั่นไทยอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ แม้ตลาดจะยังเล็ก แต่ก็เริ่มมีคลื่นลูกใหม่ของแบรนด์ไทยเกิดขึ้น โดยเฉพาะการขยับจากห้องเสื้อสู่แบรนด์เสื้อผ้าพร้อมใส่ที่มีภาพจำและตัวตนชัดเจน ทำให้ผู้คนเริ่มหันกลับมาสนใจแฟชั่น รวมถึงกระแสของไทยดีไซเนอร์ก็ค่อยๆ มา ทำให้มองเห็นโอกาสของการสร้างแบรนด์ตัวเอง
ห้องเสื้อของผู้หญิง
เมื่อถูกถามถึงที่มาของชื่อแบรนด์ โตอธิบายว่า ‘La Boutique’ มาจากคำในภาษาฝรั่งเศส โดยคำว่า Boutique แปลว่า ‘ห้องเสื้อ’ ส่วน La สื่อถึงความเป็นผู้หญิง เมื่อนำมารวมกันจึงหมายถึง ‘ห้องเสื้อของผู้หญิง’ หรือภาพห้องเสื้อชั้นสูงที่เต็มไปด้วยรายละเอียดและความประณีต ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ตั้งแต่วันแรก
โตเล่าว่า ความชื่นชอบในเสื้อผ้าวินเทจ งาน Craftsmanship และการนำกลิ่นอายคลาสสิกมาผสมเข้ากับความโมเดิร์น ทำให้แบรนด์เลือกใช้ชื่อ La Boutique เพื่อสื่อถึงเสื้อผ้าที่มีความเป็นผู้หญิง อ่อนหวาน แต่ยังมีความร่วมสมัยและเข้าถึงได้
ด้านเพชรเสริมว่า ชื่อ La Boutique ยังสะท้อนคาแรกเตอร์ของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน ทั้งในแง่ของความโรแมนติก ความเป็นผู้หญิง และกลิ่นอายแบบฝรั่งเศสที่เป็นหนึ่งในแกนหลักของแบรนด์ “เรารู้สึกว่าชื่อนี้มันตรงกับคอนเซปต์ที่วางไว้มาก เลยตัดสินใจใช้ชื่อนี้ตั้งแต่แรก”
อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกชื่อแบรนด์กลับกลายเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย เพราะผู้คนมักอ่านผิดอยู่เสมอ เนื่องจากเป็นคำภาษาฝรั่งเศส ไม่ใช่ภาษาอังกฤษโดยตรง บางคนอ่านว่า บูติกบ้าง แอลเอ บูทิก บ้าง ซึ่งเพชรยอมรับว่า ปัจจุบันก็ยังมีคนเรียกผิดอยู่ แต่ทางแบรนด์พยายามสื่อสารมาโดยตลอดว่า ชื่อที่ถูกต้องคือ ‘ลา บูทีค’
เมื่อพูดถึงทิศทางของแบรนด์จากวันแรกจนถึงวันนี้ เพชรอธิบายเพิ่มเติมว่า ความหมายของห้องเสื้อสำหรับ La Boutique ไม่ได้หมายถึงเพียงภาพลักษณ์ของแฟชั่นชั้นสูงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแนวคิดของ Atelier หรือเวิร์กช็อปทำเสื้อผ้าสำหรับช่างฝีมือ ที่ทุกชิ้นงานต้องผ่านกระบวนการอันละเอียดอ่อนและซับซ้อนกว่าจะเสร็จสมบูรณ์
“กว่าจะได้เสื้อผ้าแต่ละชิ้น มันเต็มไปด้วย Process และความละเอียดอ่อน ซึ่งเรารู้สึกว่าคำว่า Boutique สามารถสื่อสิ่งที่เราอยากพูดได้ดีที่สุด เพราะมันไม่ใช่แค่คำว่าแบรนด์ แต่คือห้องเสื้อที่สะท้อนวิธีคิดและตัวตนของเราออกมาจริงๆ” เพชรกล่าว
“คอลเลกชันแรกของเราถือเป็นการทดลอง และเปิดตลาดให้แบรนด์ เพื่อดูว่าจะมีคนสนใจแค่ไหน คอนเซปต์ที่เราตั้งไว้คือ New Vintage เพราะเราชอบเสื้อผ้าวินเทจที่มีดีเทล มีรายละเอียดซับซ้อน และนำมาทวิสต์ให้โมเดิร์นขึ้น จนสามารถสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งนั่นเป็นคีย์หลักในการสร้างแบรนด์”
เพชรเล่าต่อว่า คอลเลกชันแรกภายใต้แบรนด์ La Boutique เต็มไปด้วยความคัลเลอร์ฟูล เป็นการจับคู่สีแบบคอนทราสต์ระหว่างสีน้ำเงินโคบอลต์ นำมาจับคู่กับสีส้มคอปเปอร์ เป็นต้น หรือแม้แต่การนำขนนกกระจอกเทศมาใช้ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ในเวลาต่อมา
ในช่วงแรกจะยังไม่ได้มีการประชาสัมพันธ์อย่างจริงจัง แต่ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น ทำให้เสื้อผ้าของแบรนด์สะดุดตาผู้คนได้ทันทีไม่ว่าจะถูกจัดวางอยู่ตรงไหน
มีเหตุการณ์ที่โตเล่าว่า “เวลาในโซน Beauty Hall ของพารากอนจัดอีเวนต์ เสื้อผ้าของเราที่อยู่ชั้นบนจะเด่นมาก คนจะเงยขึ้นมองว่าเป็นแบรนด์อะไร แล้วเดินขึ้นมาดูกันต่อ ดาราหรือคนในวงการที่มางาน พอเสร็จงานก็จะแวะขึ้นมาดู บางคนก็เข้ามาชมว่าน่ารัก ก่อนจะขอติดต่อเจ้าของแบรนด์ เพื่อยืมไปใส่ถ่ายแฟชั่น ถ่ายคอลัมน์ หรือใช้ในการสัมภาษณ์ต่างๆ”
ตัดสินใจปรับเปลี่ยน เพื่อตีตลาดโลก
แม้ La Boutique จะเป็นแบรนด์ที่มีภาพจำชัดเจนเรื่องความเฟมินีนและดีไซน์อันโดดเด่น แต่ระหว่างทางก็มีช่วงเวลาที่แบรนด์ต้องทดลอง ปรับตัว และเผชิญกับความท้าทาย โดยเฉพาะเมื่อพยายามขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในบทเรียนสำคัญของแบรนด์
โตเล่าว่า ในช่วงหนึ่ง La Boutique เริ่มทำ PR ในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่นิวยอร์ก และมีคนดังหลายคนสวมใส่เสื้อผ้าของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น Eva Longoria, Olivia Palermo และ Chanel Iman ซึ่งช่วยให้แบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น
แต่ในขณะเดียวกัน ความเป็นผู้หญิงหวานจัดของแบรนด์กลับกลายเป็นโจทย์สำคัญสำหรับตลาดนิวยอร์ก ทำให้ทีมได้รับคำแนะนำจากต่างประเทศให้ปรับภาพลักษณ์ใหม่ให้ดูเท่ เซ็กซี และมีความมาสคูลีนมากขึ้น เพื่อให้ไปต่อในตลาดโลกได้
“จากเดิมที่เราเป็นขนนก ให้ความรู้สึกเฟมินีนมากๆ ก็เปลี่ยนไปเป็นเสื้อเข้ารูป งานเทเลอร์ งานปัก ผ้าลายเสือ หรือเข็มขัดใหญ่ๆ เป็นการเปลี่ยนภาพของแบรนด์ออกไปค่อนข้างเยอะ” โตเล่า
ด้านเพชรยอมรับว่า แม้คอลเลกชันดังกล่าวจะได้รับเสียงตอบรับที่ดีในแง่ภาพลักษณ์และงานประชาสัมพันธ์ทั้งในไทยและต่างประเทศ แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จในเชิงยอดขาย เพราะลูกค้าเดิมของแบรนด์รู้สึกตกใจกับทิศทางใหม่ที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม เพชรมองว่า คอลเลกชันนั้นอาจเป็นกรณีของการมาถึงเร็วเกินไป หรือที่หลายคนบอกว่า ‘มาก่อนกาล’ เพราะหลายองค์ประกอบที่แบรนด์ทำไว้เมื่อกว่า 7-10 ปีก่อน ไม่ว่าจะเป็นโทนสีหรือสไตล์การออกแบบ กลับกลายมาเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน และยังถูกนำไปต่อยอดหรือหยิบมาอ้างอิงอยู่จนถึงวันนี้
“จริงๆ มันไม่ใช่งานที่ไม่ดีเลย แต่มันอาจจะเร็วเกินไปสำหรับตลาดในตอนนั้นมากกว่า” เพชร กล่าว
Craftsmanship
เบื้องหลังเสื้อผ้าของ La Boutique ไม่ได้มีเพียงภาพจำเรื่องความเฟมินีนหรือดีไซน์ที่โดดเด่นเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยกระบวนการทำงานอันละเอียดอ่อนที่แบรนด์ให้ความสำคัญในทุกขั้นตอน ซึ่งเพชรนิยามสิ่งนี้ว่าเป็น Craftsmanship ที่อยู่ในดีเอ็นเอของแบรนด์มาตั้งแต่วันแรก
เพชรอธิบายว่า สำหรับ La Boutique คำว่า Craftsmanship ครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การเลือกวัสดุ การทำแพตเทิร์น เทคนิคการตัดเย็บ ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ เพราะแบรนด์มองว่า ทุกกระบวนการล้วนเป็นส่วนหนึ่งของงานคราฟต์
“ก่อนจะออกมาเป็นเสื้อผ้าหนึ่งชิ้น เราต้องเริ่มจากการรีเซิร์ชก่อนว่าแรงบันดาลใจของเราคืออะไร แล้วดีเทลแบบไหนจะสอดคล้องกับสิ่งนั้น ทั้งเรื่องสี วัสดุ หรือพื้นผิวของผ้า” เพชรกล่าว
หนึ่งในความท้าทายสำคัญคือเรื่องวัสดุ โดยเพชรยอมรับว่า การทำงานกับผ้าในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผ้าจำนวนมากนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้แบรนด์ต้องผ่านกระบวนการทดสอบอย่างละเอียด ทั้งเรื่องสีตก การยืดหรือหดตัว รวมถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการตัดเย็บ เพื่อให้มั่นใจว่าคุณภาพจะออกมาสมบูรณ์ที่สุด
นอกจากวัสดุแล้ว แพตเทิร์นยังเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของแบรนด์ เพราะเป็นสิ่งที่กำหนด Silhouette และช่วยส่งเสริมบุคลิกของผู้สวมใส่ “บางครั้งเสื้อผ้าที่ใส่แล้วดูดีไม่ได้อยู่ที่อะไรเลย แต่อยู่ที่แพตเทิร์น ถ้าแพตเทิร์นสวย มันจะช่วยให้สัดส่วนและรูปร่างดูดีขึ้นทันที เสื้อผ้าแต่ละตัวของแบรนด์ต้องผ่านกระบวนการ หรือการขึ้นแบบทดลองอย่างน้อย 3 รอบ และบางดีไซน์อาจใช้เวลาปรับแก้มากกว่า 10 รอบ กว่าจะได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์” เพชรอธิบาย
ในส่วนของงานตัดเย็บ เพชรเล่าว่า La Boutique พยายามนำเทคนิคการตัดเย็บแบบดั้งเดิมกลับมาปรับใช้ในรูปแบบที่ร่วมสมัยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโครงรูปทรงแขนให้ดูมีมิติ หรือการซ้อนเลเยอร์ภายในเสื้อผ้าเพื่อช่วยเสริมโครงสร้างและทำให้สวมใส่ออกมาสวยที่สุด
หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การทำคอร์เซ็ต ซึ่งเป็นเทคนิคดั้งเดิมที่ต้องอาศัยความละเอียดสูง ทั้งการใส่โครง การซ้อนผ้าหลายเลเยอร์ และการออกแบบให้ช่วยซัพพอร์ตรูปร่าง โดยที่ยังคงสวมใส่สบาย “ในคอร์เซ็ตหนึ่งตัวของเรา จะมีเลเยอร์อยู่ด้านในถึง 3 ชั้น เพื่อให้ช่วยพยุงรูปร่างได้จริง แต่ในขณะเดียวกันก็ยังใส่สบาย และทำให้ Silhouette ออกมาสวยที่สุด” เพชรกล่าว
คอร์เซ็ตในวันที่ยังไม่ถูกพูดถึง
ปัจจุบันคอร์เซ็ตกลายเป็นหนึ่งในภาพจำสำคัญของ La Boutique เพชรเล่าว่า จริงๆ แล้ว แบรนด์เริ่มทำคอร์เซ็ตมาตั้งแต่ช่วงแรกของการก่อตั้ง เพียงแต่ในเวลานั้นยังไม่ได้หยิบขึ้นมานำเสนออย่างจริงจัง เพราะทิศทางของตลาดแฟชั่นในตอนนั้นยังอยู่ในยุคของ Ready-to-Wear ที่เน้นความเข้าใจง่ายและเข้าถึงได้ทันที
“เราทำคอร์เซ็ตมาตั้งแต่คอลเลกชันแรกๆ แล้ว แต่ตอนนั้นยังไม่ได้พูดถึงมันมาก เพราะคอร์เซ็ตยังไม่ใช่กระแส เสื้อผ้าส่วนใหญ่ที่เราทำจะเป็น Ready-to-Wear มากกว่า” เพชร กล่าว
เพชรอธิบายว่า ในช่วงแรก แบรนด์เลือกให้น้ำหนักกับองค์ประกอบที่มองเห็นได้ชัดเจนกว่า ไม่ว่าจะเป็นงานปัก ขนนก งานคริสตัล หรือดีเทลตกแต่งต่างๆ ที่ช่วยสร้างภาพจำให้กับแบรนด์ ขณะที่คอร์เซ็ตจะทำหน้าที่เป็นเหมือนโครงสร้างภายในที่คอยเสริม Silhouette ของเสื้อผ้าอยู่เบื้องหลัง
“ตอนนั้นทุกอย่างต้องถูกทำให้เข้าใจง่าย เพราะตลาด Ready-to-Wear กำลังมาแรง เราก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับตลาดเหมือนกัน” เพชรเล่า พร้อมย้ำว่า แม้คอร์เซ็ตจะยังไม่ได้ถูกสื่อสารออกมาอย่างชัดเจนในเวลานั้น แต่จริงๆ แล้ว มันคือหนึ่งในรากฐานสำคัญของแบรนด์มาตั้งแต่เริ่มต้น
การบาลานซ์ระหว่างความเป็น Ready-to-Wear กับงานคราฟต์ที่เป็นหัวใจของแบรนด์ เพชรอธิบายว่า La Boutique เลือกสอดแทรกรายละเอียดเล็กๆ ลงไปในเสื้อผ้าแต่ละชิ้น แทนที่จะทำให้งานคราฟต์กลายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ชัดเจนทั้งหมดตั้งแต่แรกเห็น
“เราพยายามใส่เทคนิคเล็กๆ เข้าไปทั้งในเรื่องการตัดเย็บและการทำแพตเทิร์น เพราะบางอย่างมันอาจจะมองไม่เห็นทันที แต่มันจะรู้สึกได้ตอนสวมใส่ หลายครั้งสิ่งที่ทำให้เสื้อผ้าชิ้นหนึ่งแตกต่าง ไม่ได้อยู่ที่ดีไซน์ภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความรู้สึกของผู้สวมใส่ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเสริมรูปร่างทำให้บุคลิกดูดีขึ้น หรือสร้างความมั่นใจบางอย่างโดยที่ผู้ใส่อาจอธิบายไม่ได้ชัดเจน
“บางคนอาจจะรู้สึกว่า ทำไมใส่ตัวนี้แล้วหุ่นดูดีขึ้น หรือทำไมใส่แล้วรู้สึกมีอะไรบางอย่างที่ต่างออกไป ซึ่งสิ่งนั้นแหละ คือรายละเอียดที่เราแอบสอดแทรกไว้ในเสื้อผ้าของแบรนด์” เพชรกล่าว
The Face Men Thailand
อีกหนึ่งช่วงเวลาที่ทำให้ La Boutique เป็นที่รู้จักในวงกว้าง คือการปรากฏตัวของเสื้อผ้าบนเวทีเรียลลิตีแฟชั่นอย่าง The Face Men Thailand โดยเฉพาะลุคของเมนเทอร์แพนเค้กในห้องดำ ในลุคเดรสสีแดงและสีดำ โดยเป็นโครงกระโปรงทรงตารางที่มองเห็นเลเยอร์ด้านในอย่างมีมิติ ซึ่งเป็นภาพจำและถูกพูดถึงอย่างมากในเวลานั้น
โตเล่าว่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงหนึ่งของรายการ เมื่อทีมงานติดต่อมายืมเสื้อผ้าของแบรนด์ไปใช้ในแคมเปญ โดยบังเอิญว่าคาแรกเตอร์ของเสื้อผ้าและคอนเซปต์ของงานไปด้วยกันได้อย่างลงตัว
“พอได้เห็นคนใส่จริง เรารู้สึกว่าบุคลิกของเขามันตรงกับเสื้อผ้ามาก ทั้งคอนเซปต์และเคมีทุกอย่างมันไปด้วยกันหมด”
หลังจากนั้น ทีมงานติดต่อกลับมาอีกครั้งเพื่อยืมชุดสำหรับลุคเข้าห้องดำของแพนเค้ก เดิมทีทีมตั้งใจให้เลือกเพียงหนึ่งลุค ระหว่างชุดสีแดงกับสีดำ แต่เมื่อแพนเค้กเห็นทั้งสองชุด กลับตัดสินใจใส่ทั้งคู่
“ตอนแรกเป็นการเลือกว่าจะเอาแดงหรือดำ แต่พอเห็นจริง เขาบอกว่าเปลี่ยนใจ ขอใส่ทั้ง 2 ชุดเลย เพราะชอบทรงและคัตติงมาก เวลาถ่ายออกมาน่าจะสวย” โตกล่าว
ด้านเพชรเสริมว่า ลุคนั้นกลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็ว ทั้งจากพลังของชุด ดีเทลปีก และภาพลักษณ์ที่เข้ากับผู้สวมใส่อย่างลงตัว “มันอิมแพกต์มาก เป็นไวรัลเลย แล้วพอทุกอย่างรวมกัน ทั้งเมกอัพ ลุค และพลังของเขา มันออกมาเป็นภาพที่คนจำได้ทันที”

เบื้องหลังชุด Final Walk ในรายการ The Face Men Thailand คือหนึ่งในโปรเจกต์ที่ทั้งโตและเพชรยอมรับว่ากดดันที่สุดเท่าที่เคยทำมา เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นภายใต้เวลาที่จำกัดอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นอีกหนึ่งผลงานสำคัญที่สะท้อนวิธีคิดและพลังของแบรนด์ได้ชัดเจนที่สุด
โตเล่าว่า ทีมได้รับการติดต่อจากทีมของเมนเทอร์ออฟ จุมพล ช่วงประมาณวันที่ 10 เมษายน เพื่อให้ La Boutique ออกแบบชุดสำหรับ Final Walk ทั้งของออฟและผู้เข้าแข่งขันในทีม แต่ในเวลานั้นรายการยังไม่ได้สรุปคอนเซปต์สุดท้าย ทำให้ทีมแทบไม่มีข้อมูลสำหรับเริ่มต้นทำงาน
“จริงๆ ตอนแรกเราไม่ค่อยอยากรับ เพราะเวลามันสั้นมาก แล้วตอนนั้นยังไม่มีทั้งคอนเซปต์ ไม่มีไดเรกชันอะไรเลย แต่สุดท้ายเราคิดว่ามันน่าจะเป็นโอกาสที่ดี เลยตัดสินใจทำ” โตกล่าว
สถานการณ์ยิ่งท้าทายขึ้นไปอีก เพราะช่วงเวลาดังกล่าวตรงกับเทศกาลสงกรานต์ ทำให้ออฟฟิศหยุดยาว และทีมมีเวลาเตรียมงานจริงเพียงไม่กี่วัน ก่อนขึ้นเวทีในวันที่ 24 เมษายน หลังจากประชุมกับทีมงานในวันที่ 19 คอนเซปต์ที่ได้รับคือ ธีมสีน้ำตาล และ Symbol หลักคือ หมากรุก ซึ่งกลายเป็นจุดตั้งต้นสำคัญของงานออกแบบครั้งนี้
“พอพูดถึงหมากรุก สิ่งแรกที่เรานึกถึงคือป้อมปราการ นักรบ หรือคนที่ต้องออกไปต่อสู้ เราเลยตีความให้น้องปอมเป็นเหมือนอัศวินหรือผู้นำทัพ ส่วนออฟจะเป็น Commander หรือผู้บัญชาการที่อยู่เบื้องหลัง” โตอธิบาย
เพชรเล่าว่า “ด้วยเวลาที่จำกัด ทีมจึงต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานทั้งหมด จากปกติที่ใช้การสเกตช์แบบละเอียด กลายเป็นการทำ Collage ภาพ เพื่อสื่อสารคอนเซปต์ให้ทีมเห็นภาพเร็วที่สุด ก่อนเริ่มทำแพตเทิร์นและประกอบชุดทันทีในวันถัดมา”
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือ เรื่องสีและการมองเห็นบนเวที เพราะทีมรู้ล่วงหน้าว่าฉาก Final Walk จะเป็นสีดำทั้งหมด ทำให้ต้องออกแบบให้ชุดโดดเด่นและไม่ถูกกลืนไปกับเวที “เราเลยตัดสินใจเพิ่มดีเทลสีทองแบบชุดเกราะเข้าไป รวมถึงคอร์เซ็ตกับกางเกงขี่ม้า เพื่อให้ลุคดูแข็งแรง มีพลัง แล้วเวลาอยู่บนเวทีมันจะไม่จม” โตกล่าว
นอกจากงานออกแบบแล้ว ทุกองค์ประกอบยังต้องแข่งกับเวลา ตั้งแต่การหาพร็อพ ไปจนถึงรองเท้าขี่ม้า ซึ่งโตเล่าว่าเป็นหนึ่งในของที่หายากที่สุด แต่โชคดีที่ทีมสามารถหาได้ตรงไซซ์ของผู้สวมใส่พอดีในวันเดียว
ท้ายที่สุด ชุด Final Walk ดังกล่าว ไม่เพียงกลายเป็นอีกหนึ่งลุคที่ถูกพูดถึงอย่างมากของรายการ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงตัวตนของ La Boutique ในฐานะแบรนด์ที่สามารถผสมทั้งแฟชั่น งานคอสตูม และ Storytelling เข้าด้วยกันได้ภายใต้เวลาที่จำกัดอย่างยิ่ง
เมื่อถูกถามว่าพึงพอใจกับผลลัพธ์ของชุด Final Walk มากน้อยแค่ไหน ภายใต้เวลาการทำงานเพียงไม่กี่วัน โตยอมรับว่า แม้จะเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ที่กดดันที่สุด แต่สุดท้ายก็ถือว่าออกมาอย่างน่าพอใจ โดยเฉพาะเมื่อทุกอย่างลงตัวทันเวลาแบบแทบไม่มีพื้นที่ให้ผิดพลาด
“มันชาเลนจ์มาก ทีมได้รับเพียงสัดส่วนร่างกายของผู้สวมใส่มาเท่านั้น โดยไม่มีเวลาสำหรับการลองชุดหลายรอบเหมือนงานปกติ ถ้าไซซ์ผิดหรือมีอะไรผิดเพี้ยนไปนิดเดียว แทบต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด ซึ่งจริงๆ แล้ว สำหรับงานเสื้อผ้า การแก้งานยากกว่าการทำใหม่เสียอีก” โตเล่า
ด้วยเวลาที่จำกัด ทีมจึงกดดันอย่างมากกับการฟิตติงในวันที่ 23 ซึ่งเป็นเพียง 1 วันก่อนขึ้นเวทีจริง แต่โชคดีที่เมื่อผู้สวมใส่มาลองชุด ทุกอย่างกลับออกมา Perfect Fit แทบทั้งหมด
ทุกฝีเข็มคืองานศิลป์
เมื่อพูดถึงอนาคตของ La Boutique ทั้งโตและเพชรมองตรงกันว่า เป้าหมายของแบรนด์ในวันนี้ไม่ได้มีเพียงการเติบโตทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเป็นแรงบันดาลใจให้กับวงการแฟชั่นไทย และพิสูจน์ให้เห็นว่า งานคราฟต์จากประเทศไทยสามารถไปได้ไกลในระดับสากล
เพชรเล่าว่า ปัจจุบันแบรนด์หันมาโฟกัสกับงาน Atelier มากขึ้น และอยากกลับมาให้ความสำคัญกับคุณค่าของงานฝีมือ กระบวนการ และรายละเอียดที่อยู่เบื้องหลังเสื้อผ้าแต่ละชิ้น
“เราอยากสร้างแรงบันดาลใจให้ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ อยากให้เห็นว่าเสื้อผ้ามันไม่ใช่แค่ Ready-to-Wear แต่มันมีเรื่องของเทคนิค ทักษะ และขั้นตอนมากมายอยู่ข้างหลัง” เพชรกล่าว
เพชรมองว่า เสื้อผ้าของ La Boutique เปรียบเสมือนงานศิลปะชิ้นหนึ่ง ที่ต้องใช้ทั้งเวลา ความละเอียด และความตั้งใจในการสร้างสรรค์ จึงอยากใช้แบรนด์เป็นพื้นที่ในการถ่ายทอดองค์ความรู้และวิธีคิดให้กับคนรุ่นหลัง
ด้านโตเสริมว่า สิ่งที่แบรนด์พยายามทำมาตลอด คือการแสดงให้เห็นว่า แฟชั่นไทยมีศักยภาพไม่แพ้ต่างประเทศ ทั้งในแง่ของเทคนิค งานคราฟต์ และความคิดสร้างสรรค์ “ทุกคอลเลกชัน เราพยายามสร้างอะไรใหม่ๆ ตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงสร้าง เสื้อผ้า งานคอร์เซ็ต งานแฮนด์เมด หรือเทคนิคที่คนอาจไม่เคยเห็นมาก่อน เราอยากให้ทุกคนเห็นว่าในประเทศไทยก็มีงานแบบนี้เหมือนกัน”
ความตั้งใจดังกล่าวยังส่งผลให้แบรนด์เริ่มได้รับความสนใจจากคนแฟชั่นในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ชื่นชอบงานคอร์เซ็ต งานแฟนตาซี และงานสร้างสรรค์เชิงโครงสร้าง ซึ่งเข้ามาติดตามและสอบถามถึงเทคนิคการทำงานของแบรนด์ผ่านโซเชียลฯ อยู่เสมอ
โตเล่าว่า ล่าสุดหลังจบแฟชั่นโชว์หนึ่งในช่วงที่ผ่านมา ยังมีตัวแทนจากแฟชั่นวีกในปารีสเข้ามาพูดคุยหลังเวที พร้อมแสดงความประหลาดใจเมื่อรู้ว่า ทีมผู้ออกแบบเรียนและทำงานอยู่ในประเทศไทย “มันทำให้เรารู้สึกดี ที่อย่างน้อยผลงานของเรา ก็ทำให้คนข้างนอกเห็นว่า ในกรุงเทพฯ ประเทศไทยก็มีงานแฟชั่นแบบนี้อยู่เหมือนกัน” 
ช่วงท้ายของบทสนทนา ทั้งโตและเพชรฝากมุมมองถึงคนรุ่นใหม่ที่อยากก้าวเข้าสู่วงการแฟชั่น โดยยอมรับตรงกันว่า เส้นทางของการเป็นดีไซเนอร์ในวันนี้ไม่ง่ายเหมือนภาพที่เห็นบนโซเชียลฯ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังเป็นอาชีพที่เต็มไปด้วยโอกาสสำหรับคนที่รักและพร้อมเรียนรู้อย่างจริงจัง
โตมองว่า สิ่งแรกที่ต้องเตรียมก่อนเข้าสู่วงการแฟชั่นคือ การเตรียมใจ เพราะเบื้องหลังการทำแบรนด์หรือออกแบบเสื้อผ้ามีรายละเอียดมากกว่าที่หลายคนคิด
“แฟชั่นมันไม่ได้ง่ายเหมือนที่เห็นใน Instagram หรือโซเชียลฯ ทุกวันนี้ไดเรกชันของแฟชั่นมันมีหลากหลายมาก สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่าเราชอบอะไร แล้วทำในสิ่งที่เรารักจริงๆ แนะนำว่าการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ จะช่วยให้ผลงานพัฒนาและชัดเจนขึ้นในระยะยาว” โตฝากถึงดีไซเนอร์รุ่นใหม่
ในอีกมุมหนึ่ง เพชรสะท้อนภาพของวงการแฟชั่นปัจจุบันในเชิงธุรกิจมากขึ้น โดยมองว่า เงินทุนกลายเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการเริ่มต้นแบรนด์ในยุคนี้ เพราะการทำแฟชั่นไม่ได้มีเพียงเรื่องการออกแบบ แต่ยังรวมถึงการตลาด การประชาสัมพันธ์ การสร้างทีม และการต่อยอดทางธุรกิจ
“ทุกวันนี้ถ้าอยากทำแบรนด์แฟชั่นจริงๆ มันต้องมีต้นทุนระดับหนึ่ง เพราะมันไม่ได้มีแค่เรื่องเสื้อผ้า แต่ยังมีเรื่อง Marketing, PR และคอนเนกชันต่างๆ ด้วย” เพชร กล่าว
อย่างไรก็ตาม เพชรเสริมว่า แม้เงินทุนจะสำคัญ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจำเป็นต้องเริ่มต้นอย่างยิ่งใหญ่เสมอไป เพราะแฟชั่นเป็นเรื่องของรสนิยม และตัวตน ซึ่งแต่ละคนค่อยๆ เติบโตในแบบของตัวเองได้
“เราอาจเริ่มจากเล็กๆ ก่อนก็ได้ แล้วค่อยๆ ขยายเมื่อเริ่มมีลูกค้า หรือเริ่มเข้าใจไดเรกชันของตัวเองมากขึ้น ที่สำคัญ เรื่องการบริหารหรือธุรกิจเป็นสิ่งที่ค่อยๆ พัฒนาระหว่างทางได้” เพชรกล่าว
ท้ายที่สุด ทั้งโตและเพชรเชื่อว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนที่อยากเป็นดีไซเนอร์ ไม่ใช่เพียงแค่ความชอบในแฟชั่น แต่คือความพร้อมที่จะเรียนรู้ ลงมือทำ และเติบโตไปพร้อมกับสิ่งที่ตัวเองรักจริงๆ
Tags: แฟชั่น, แบรนด์ไทย, The Chair, La Boutique, ลา บูทีค, เสื้อผ้า


