“เขาเป็นคนใจดี อ่อนโยน และน่ารักที่สุดคนหนึ่งเท่าที่ผมรู้จัก” เวด ร็อบสัน (Wade Robson) พูดเล่าเกี่ยวกับไมเคิล แจ็กสันในช่วงต้นของหนังสารคดีเรื่อง Leaving Neverland “และเขาได้คุกคามทางเพศผมอยู่นานกว่าเจ็ดปี”

หนังเรื่องนี้เป็นคำให้การของผู้ร่วมรับรู้เหตุการณ์ ที่เปิดตัวออกฉายในเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์เมื่อเดือนมกราคม หลังจากนั้นก็ออกอากาศทาง HBO เมื่อวันที่ 3-4 มีนาคมที่ผ่านมา กลายเป็นที่ถกเถียงและกล่าวขานถึงในสังคมชาวอเมริกัน

เวด ร็อบสัน หนุ่มวัย 36 ปีในปัจจุบัน และเจมส์ เซฟชัค (James Safechuck) วัย 41 ปี รวมทั้งสมาชิกครอบครัวของพวกเขา ต่างบอกเล่าเรื่องราวของตนในหนังสารคดีเรื่องนี้ ว่าได้เข้าไปอยู่ในวงโคจรของซูเปอร์สตาร์ ได้รับการปรนเปรอด้วยของขวัญมากมาย หรือได้พลัดหลงอยู่ในโลกของนิทานอย่างไร หรือการที่เวดและเจมส์ซึ่งตอนนั้นอายุเจ็ดขวบและสิบขวบ นอกจากจะได้นอนร่วมเตียงกันแล้ว ไม่ช้าต่อมายังมีเพศสัมพันธ์อย่างลับๆ กับแจ็กสันด้วย ระหว่างที่พ่อแม่และพี่น้องของพวกเขาถูกแยกออกไปพักอยู่ห่างจากเนเวอร์แลนด์ ดินแดนในฝันของแจ็กสัน

แดน รีด (Dan Reed) ผู้กำกับฯ ชาวอังกฤษ ปล่อยให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ได้พูดเล่า ตลอดความยาวของหนังกว่าสี่ชั่วโมง เขาไม่พยายามกระซวกด้วยคำถาม หรือติดตามหาพยานรู้เห็นคนอื่นๆ ที่ถูกพาดพิงถึง เขาเพียงบันทึกคำแถลงทั้งหมดจากภาพถ่ายในเนเวอร์แลนด์ ที่มีฉากแจ็กสันกับเวด หรือเจมส์ในขณะลากจูงกัน พร้อมภาพครอบครัว และสุดท้ายเป็นภาพคลิปข่าว ระหว่างที่แจ็กสันเดินทางไปที่ศาลในปี 2005 เนื่องจากถูกเด็กอีกคนหนึ่งฟ้องร้องเขาในคดีล่วงละเมิดทางเพศ

ตั้งแต่ปี 1993 แล้วที่จอร์แดน แชนด์เลอร์ (Jordan Chandler) เด็กหนุ่มวัย 13 เคยกล่าวหาเขาเกี่ยวกับการกระทำในลักษณะดังกล่าวเมื่อครั้งที่เขาพักอยู่ในเนเวอร์แลนด์ ตอนนั้นเวด ร็อบสันให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เขาไม่เคยถูกแจ็กสันสัมผัสเนื้อต้องตัวในเชิงหมิ่นเหม่ศีลธรรม และคดีสิ้นสุดลงเมื่อได้ข้อตกลงร่วมกันว่า แจ็กสันยอมจ่ายเงินให้กับแชนด์เลอร์เป็นจำนวนกว่า 20 ล้านดอลลาร์

การพิจารณาคดีในปี 2005 จบลงที่ศาลยกฟ้อง เหตุผลเพราะศาลให้น้ำหนักในคำบอกเล่าทั้งของเวด ร็อบสัน และเจมส์ เซฟชัค ที่กล่าวถึงแจ็กสันในแง่ดี “ครั้งนั้นผมรู้สึกปลาบปลื้มมาก ที่ได้ปกป้องเขา ได้ช่วยเหลือเขา” ร็อบสันบอกความในใจเรื่องที่เขาให้การเป็นประโยชน์ต่อแจ็กสัน เขายังบอกด้วยว่า ตัวเขาไม่เข้าใจในประสบการณ์ที่ผ่านมาว่าเป็นการคุกคามทางเพศ “ตอนนั้นผมไม่รู้สึกว่าตัวเองถูกทำร้าย หรือถูกกระทำในสิ่งที่ไม่ดี ผมรู้แต่ว่า ผมรักไมเคิล และไมเคิลก็รักผม”

ไมเคิล แจ็กสัน และ เจมส์ เซฟชัค

จนกระทั่งเมื่อปี 2009 ที่แจ็กสันเสียชีวิต การคาดเดาหรือวิพากษ์วิจารณ์ด้านมืดเกี่ยวกับศิลปินไร้เดียงสาที่ชอบมีเด็กๆ รายล้อมก็ยุติไป และตอนนั้น Triller ยังคงเป็นหนึ่งในอัลบัมที่ขายดีที่สุดทั่วโลก

ไมเคิล แจ็กสันเป็นดวงอาทิตย์ ส่วนหนุ่มน้อยทั้งสองคือดาวพระเคราะห์ของเขา เจมส์ เซฟชัครู้จักกับแจ็กสันเมื่อปี 1987 ตอนที่ถ่ายสปอตโฆษณาร่วมกับซูเปอร์สตาร์ แจ็กสันชักชวนเขาและครอบครัวไปบ้านที่แคลิฟอร์เนีย จากนั้นความสัมพันธ์ก็เริ่มแนบแน่นขึ้น “เขาเหมือนเป็นลูกชายคนหนึ่งของฉัน” แม่ของเซฟซัคเล่าถึงแจ็กสัน “ฉันยังเคยซักเสื้อผ้าให้เขาด้วย”

ไมเคิล แจ็กสัน และ เวด ร็อบสัน

ส่วนเวด ร็อบสัน หนูน้อยจากออสเตรเลีย พบเจอแจ็กสันครั้งแรกหลังจากชนะการประกวดเต้นรำ ที่หนึ่งในจำนวนรางวัลคือการได้พบกับซูเปอร์สตาร์ ปีถัดมาร็อบสัน ซึ่งปัจจุบันเป็นนักออกแบบท่าเต้น โยกย้ายไปอยู่ลอส แองเจลีสพร้อมแม่และพี่สาว เพื่อให้สามารถอยู่ใกล้ชิดกับแจ็กสัน ที่พยายามผลักดันเขาในเรื่องการเต้นรำ

ทั้งร็อบสันและเซฟชัคเป็นเด็กที่ ‘บ้าดารา’ มาตั้งแต่เริ่มแรก ทั้งสองกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของแจ็กสัน และในไม่ช้าแจ็กสันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของครอบครัวพวกเขา ทุกคนได้ไปสัมผัสกับดินแดนเนเวอร์แลนด์ ที่แจ็กสันตั้งชื่อตามนิทานคลาสสิกสำหรับเด็กเรื่อง ‘ปีเตอร์แพน’ ที่นั่น ชายหนุ่มทั้งสองเล่าในหนังสารคดีว่า พวกเขาได้นอนในห้องของแจ็กสัน กระทั่งล่วงไปถึงการละเล่นทางเพศ โดยไม่เป็นที่สังเกต ส่วนหนึ่งอาจเพราะระเบียงทางเดินไปยังห้องนอนของแจ็กสันมีการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยไว้อย่างดี ใครก็ตามที่ย่างเดินเข้าไปใกล้ประตูห้อง จะมีเสียงเตือนดังขึ้น

การอาบน้ำด้วยกัน การลูบคลำ และการมีเพศสัมพันธ์ทางปากกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา ในฉากหนึ่งร็อบสันพูดเล่าว่า ระหว่างที่เขาเปลือยกายยืนดูหุ่นปีเตอร์แพนที่ทำจากกระดาษแข็งนั้น ไมเคิล แจ็กสันกำลังสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง ฝ่ายเซฟชัคเล่าถึงรายละเอียดภายในเนเวอร์แลนด์ ไม่ว่าโรงหนัง ห้องเล่นเกม ปราสาท ห้องจำลองสถานีรถไฟ หรือสระว่ายน้ำ “เรามีเซ็กซ์กันทุกที่” เขาพูด สีหน้าเรียบเฉย ทุกที่ ทุกวัน “ฟังดูเหมือนป่วย แต่มันเป็นเหมือนกับเวลาคุณเพิ่งออกเดทกับใครครั้งแรก คุณจะไม่รู้สึกเบื่อเลย”

แจ็กสันยังแอบจัดฉากพิธี ‘แต่งงาน’ อีกด้วย เซฟชัคบอก มีการมอบแหวนเพชรให้ เขายื่นมันมาที่หน้ากล้อง แหวนวงนั้นเล็กมาก จนเขาไม่สามารถสวมใส่ที่นิ้วมือของเขาได้ เป็นภาพที่ชวนหดหู่ไม่น้อย

บรรดาแฟนคลับของไมเคิล แจ็กสันต่างมองว่า Leaving Neverland เป็นแค่ความพยายามอีกครั้งหนึ่งของการนำเอาเรื่องเข้าใจผิดมาดิสเครดิตศิลปินของพวกเขา ทุกคนเชื่อว่า แจ็กสันถูกพรากวัยเด็ก ซึ่งก็จริง และด้วยเหตุนี้ชีวิตของเขาจึงรายล้อมไปด้วยเด็กๆ

ข้างฝ่าย HBO ที่นำสารคดีเรื่องออกอากาศเป็นสองตอน ก็ถูกฟ้องร้อง เหตุเพราะต้องการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากความมีชื่อเสียงของไมเคิล แจ็กสัน ในสำนวนฟ้องระบุว่า Leaving Neverland ไม่ใช่หนังสารคดี หากแต่เป็นการประทุษร้ายด้วยคำกล่าวหาที่ไมเคิล แจ็กสันต้องทนรับรู้ ทั้งเมื่อตอนยังมีชีวิตอยู่ จนกระทั่งเสียชีวิตไปแล้ว

ในหนังสารคดียังมีคำถามที่วนเวียนอยู่ด้วยว่า ทำไมบรรดาพ่อแม่ถึงปล่อยปละให้ลูกของตนอยู่ตามลำพังกับแจ็กสัน ชายที่พวกเขาไม่รู้จักตัวตนจริงๆ และอีกคำถามที่ทำให้พวกเขาต้องนิ่งเงียบไปอีก ว่าทำไมพวกเขายอมให้ลูกนอนในห้องเดียวกับแจ็กสัน จะมีคำตอบเรียบๆ ก็เพียงว่า เป็นเพราะแจ็กสันเองนั้นทำตัวเหมือนเด็ก ใจดี และมีความเอื้อเฟื้อ สมาชิกครอบครัวทุกคนได้รับการปรนเปรอทั้งของขวัญ การเดินทางท่องเที่ยว และอะไรต่อมิอะไร พ่อแม่ของเซฟชัคนั้นยังได้บ้านหลังใหม่อีกด้วย และอีกอย่าง เขาไม่ใช่ใครอื่นที่ไหน แต่เขาคือไมเคิล แจ็กสัน ‘คิง ออฟ ป็อป’

ภายหลังหนังสารคดีทั้งสองตอนออกอากาศไปแล้ว ยังมีรายการพิเศษตามมา และโอปราห์ วินฟรีย์ (Oprah Winfrey) เป็นพิธีกรสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์เหล่านั้น วินฟรีย์เคยออกความเห็นผ่านสื่อโซเซียล และถูกโจมตีอย่างรุนแรงมาแล้ว

“ฉันรู้ว่าคนทั้งโลกจะต้องแตกตื่น และถกเถียงกันถึงเรื่องที่ว่า ไมเคิล แจ็กสันเคยทำหรือไม่เคยทำสิ่งเหล่านั้น หรือว่าผู้ชายทั้งสองคนนี้โกหก” วินฟรีย์กล่าว “แต่สำหรับฉันแล้ว ช่วงเวลานั้นความสำคัญอยู่ตรงไมเคิล แจ็กสัน ฉันว่าเขายิ่งใหญ่กว่าคนคนหนึ่ง”

 

อ้างอิง:

Tags: ,