The Momentum เคยสัมภาษณ์นักเขียนซีไรต์หญิงคนใหม่ จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท เอาไว้ คำถามหนึ่งของบทสัมภาษณ์นั้นคือ – “คุณว่าวงการนักเขียน sexist ไหม”

คำตอบของจิดานันท์คือ

มันไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้น เวลาที่เราไปรับรางวัล คนจะชอบมาถามว่าทำไมเขียนงานแนวนี้ มันไม่ใช่แนวผู้หญิงนะ ซึ่งเขาก็ไม่ได้พูดด้วยความเซ็กซิสต์ด้วย แต่ถามมาเพราะว่าคนที่ยืนรอรับรางวัลอยู่รอบๆ นั้นทั้งหมดคือผู้ชาย

ถามว่าวงการวรรณกรรมเซ็กซิสต์ด้วยความรู้สึกแบบ เหย ผู้หญิงเขียนหนังสือไม่เก่งหรอก ไม่มีนะ มันเป็นคำพูดที่ล้าสมัยเกินไปที่จะมีอยู่ แต่จะมีความรู้สึกว่า เป็นผู้หญิง ทำไมเขียนงานแนวนี้

ลี้เคยเจอพี่นักเขียนผู้ชายคนหนึ่งโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก จำไม่ได้แล้วว่าใคร พูดถึงพี่นักเขียนอีกคนหนึ่ง บอกว่า แหม คนนี้เขียนเก่งมากเลยนะ บางทีเราก็ยังคิดเลยว่า โหย เป็นผู้หญิง ยังเขียนเก่งกว่าเรา” เขาพูดชมใช่ปะ เก่งมากเลยนะ” แต่ เป็นผู้หญิงยังเขียนเก่งกว่าเรา” ลี้คิดว่าเขาไม่ได้เหยียดหรอก เขาชม แต่ลี้ว่าลึกๆ ในแวดวงวรรณกรรม ยังมีความคิดแบบชายเป็นใหญ่อยู่ ซึ่งอาจไม่ได้เกิดจากวงการวรรณกรรมก็ได้ แต่อาจเกิดจากสังคมไทย มันมีเรื่องบางอย่างที่ผู้ชายเท่านั้นที่เขียนได้เหรอ (เลิกคิ้ว) มีเรื่องบางอย่างที่ผู้ชายเท่านั้นที่รู้แต่ผู้หญิงไม่รู้เหรอ เราว่ามี แต่ก็คงจะไม่มีหนังสือที่ไปหมกมุ่นครุ่นคิดกับเรื่องนั้น จุดเล็กๆ แบบนั้นไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการถูกกีดกันหัวข้อใดในทางวรรณกรรม

เอาจริงๆ ยังไม่เห็นการโจมตีเรื่องที่เป็นนักเขียนผู้หญิงที่ได้ซีไรต์ แต่เรื่องเป็นเด็กนี่ชัดสุดๆ สุด สุด…เราก็กลัว”

คำตอบของจิดานันท์ทำให้นึกถึงบทความของ จอห์น บอยน์ (John Boyne) ซึ่งเป็นนักเขียนไอริชที่เป็นผู้ชาย

บทความนี้อยู่ใน The Guardian มีชื่อว่า ‘Women are better writers than men’: novelist John Boyne sets the record straight’ เข้าใจว่าน่าจะเป็นงานของ John Boyne ที่เขียนไว้ที่อื่น แล้ว The Guardian นำมาลงอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม บทความของ จอห์น บอยน์ พูดประเด็นเดียวกับคำถามในบทสัมภาษณ์ข้างต้นเลย

นั่นคือ – วงการนักเขียน Sexist หรือเปล่า?

ในไอร์แลนด์นั้น การเป็นนักเขียนถือเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ระดับประเทศ เราจะเห็นนักเขียนไอริชมากมายเต็มไปหมด บอยน์เล่าว่า จะมีการทำสิ่งที่เรียกว่า Literary Tea Towel หรือผ้าปูถาดน้ำชา (ซึ่งเอาไว้เช็ดจานชามด้วย) ที่เป็นรูปนักเขียนต่างๆ ออกมา โดยคัดเลือกนักเขียนไอริช 12 คนมาไว้บนนั้น โดยอาจออกมาในรูปสินค้าอื่นๆ ด้วย เช่น ปฏิทิน เสื้อ หรือโปสเตอร์

บอยน์ตั้งข้อสังเกตว่า ภาพเหล่านี้มักจะเป็นภาพของ จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์, แฟลน โอ’ไบรอัน, ออสการ์ ไวลด์ หรือนักเขียนอื่นๆ อีกหลายคน ที่ล้วนแล้วแต่ ‘เป็นผู้ชาย’ ทั้งนั้น

ในไอร์แลนด์นั้น การเป็นนักเขียนถือเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ระดับประเทศ จะมีการทำผ้าปูถาดน้ำชาเป็นรูปนักเขียน ที่ล้วนแล้วแต่ ‘เป็นผู้ชาย’ ทั้งนั้น

เขาบอกว่า ไม่เคยมีภาพของ มอลลี คีน (Molly Keane) เอ็ดนา โอไบรอัน (Edna O’Brien) หรือ มาเรีย เอด็จ์เวิร์ธ (Maria Edgeworth) ที่ก็เป็นนักเขียนไอริชที่โด่งดังมากๆ เลย เขาถึงกับเอาเรื่องนี้ไปเขียนไว้ในนิยายเรื่อง The Heart’s Invisible Furies โดยให้มีคนชมตัวละครหญิงคนหนึ่งที่เป็นนักเขียนที่เก่งกาจแต่ไม่เป็นที่รู้จักว่า “สักวันหนึ่ง เธอจะได้อยู่บน Tea Towel” แต่นักเขียนหญิงคนนั้นตอบว่า ไม่มีทางหรอก เพราะไม่เคยมีใครเอาภาพนักเขียนหญิงไปทำ มีแต่นักเขียนชาย แม้ว่าเขาจะอนุญาตให้นักเขียนหญิงเอาผ้านั่นมาใช้เช็ดจานก็ตามที

ประโยคนี้วิพากษ์ลึกลงไปเปรียบเทียบถึง ‘หน้าที่’ และ ‘ที่ทาง’ ของผู้หญิง คือการล้างจานชาม ไม่ใช่การเขียนหนังสือด้วย – ซึ่งน่าสนใจมาก

นอกจากนี้ บอยน์ยังฟ้องผู้อ่านว่า นักเขียนรางวัลโนเบลระดับ วี เอส ไนพอล (VS Naipaul) ก็เคยบอกว่า ไม่มีทางที่นักเขียนหญิงจะอยู่ในระดับทัดเทียมกับเขาได้ เพราะผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะ ‘อ่อนไหว’ มากเกินไป (มี sentimentality มากเกินไป) นั่นทำให้บอยน์ต้องตั้งคำถามกลับไปว่า ไนพอลเคยอ่านงานของ โทนี่ มอริสัน หรือ อลิซ มันโร หรือเปล่า และรู้ไหมว่างานของนักเขียนหญิงเหล่านั้นยิ่งใหญ่แค่ไหน

บอยน์ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 เราจะพบว่านักเขียนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมักจะเป็นผู้ชาย ในอเมริกา ตัวเลือกก็คือ จอห์น อัพไดค์ นอร์แมน เมลเลอร์ กอร์ วิดัล ซอล เบลโลว์ หรือ ฟิลิป รอธ หรือในปี 2010 นิตยสาร Time ก็เลือก โจนาธาน แฟรนเซน ขึ้นปก ในฐานะ The Greatest American Novelist ที่ตลกดีก็คือ เขาบอกว่าเคยไปร่วมงานเทศกาลหนังสืองานหนึ่ง และพบว่ามีโปรแกรมพบปะนักเขียน โดยถ้าเป็นนักเขียนชายจะบอกว่าให้มาพบกับ ‘ยักษ์ใหญ่ในวงการวรรณกรรม’ แต่ถ้าเป็นผู้หญิงจะบอกว่าให้มาพบกับ ‘นักเล่าเรื่องที่แสนวิเศษ’ ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าใคร ‘เหนือ’ กว่าใคร

เขายังชวนเราถกเถียงถึงการที่ผู้ชายเขียนเรื่องราวของผู้หญิง และผู้หญิงเขียนถึงเรื่องราวของผู้ชาย โดยบอกว่าผู้ชายนั้นน่าจะเข้าถึงหรือเข้าใจผู้หญิงได้น้อยกว่าที่ผู้หญิงเข้าใจหรือเข้าถึงผู้ชาย เพราะผู้ชายอยู่เหนือกว่า จึงเข้าใจเรื่องของคนที่ต่ำต้อยกว่าได้น้อยกว่า ในขณะที่ผู้หญิงมีบทบาทรับใช้ (Subservient Role) ในสังคมตลอดมา การถูกกดข่มเหล่านี้นี่เอง ที่ทำให้ผู้หญิงสามารถสร้างตัวละครที่ ‘จริงแท้’ (Authentic Characters) ขึ้นมาได้ ในขณะที่ผู้ชายทำอย่างนั้นไม่ได้

บทความของจอห์น บอยน์ ไม่ได้มีงานวิจัยอะไรมารองรับ เป็นแค่ความคิดเห็นและการสำรวจจากเพื่อนๆ นักเขียนรอบตัวของเขาเท่านั้น และเขาก็ยอมรับด้วยว่า มันเป็นความคิดแบบ ‘เหมารวม’ อย่างสุดๆ (เขาใช้คำว่า Enormous Generalisation) ซึ่งอ่านแล้วหลายเรื่องผมก็เห็นด้วยกับเขา แต่หลายเรื่องก็ไม่เห็นด้วย

พอมาอ่านบทสัมภาษณ์ของจิดานันท์ว่าด้วยเรื่อง Sexism ในวงการนักเขียนไทย เลยอดนึกถึงจอห์น บอยน์ ไม่ได้ เพราะผมคิดว่าคำว่า Sexism เมื่อนำมา ‘จัดวาง’ อยู่ในสังคมคนละแบบ เราจะพบว่ามันมีผลที่แตกต่างกันไม่น้อย

จอห์น บอยน์ อยู่ในสังคมตะวันตก ที่ทุกอย่างพูดออกมาตรงๆ แบบ Right to Your Face ถึงขั้นมีคนจำนวนหนึ่ง (ไม่น้อยด้วย) บอกว่าจะไม่มีวันอ่านงานของนักเขียนหญิงเลย เพราะงานของนักเขียนหญิงคุณภาพต่ำกว่านักเขียนชาย นั่นจึงทำให้ผมค่อนข้างเข้าใจได้ ว่าทำไมบอยน์ถึงต้องเดือดดาลขนาดนั้น และเขียนบทความที่มีความรัดกุมต่ำมากขนาดนั้นเพื่อตอบโต้กลับ

แต่ในสังคมไทย เราจะเห็นว่าในเรื่องเพศของเราไม่ได้แบ่งแยกกดขี่หนักหนาขนาดนั้น แม้เคยมีการถกเถียงกันมากมายถึงเรื่อง ‘นิยายน้ำเน่า’ ว่าผู้หญิงเป็นผู้ผลิตนิยายประเภทประโลมโลกย์ที่มีคุณค่าน้อยกว่างานประเภทวรรณกรรมจริงจัง ซึ่งมีความหมายโดยนัยว่า นักเขียนหญิงอยู่ในสถานะที่ต่ำกว่าผู้ชายในเชิงศิลปะวรรณกรรม แต่เราจะพบว่าก็เป็นนิยายที่แลดู ‘น้ำเน่า’ เหล่านี้ไม่ใช่หรอกหรือ ที่โดยเฉลี่ยแล้ว ‘ทำเงิน’ ให้กับผู้รังสรรค์มันมากว่าวรรณกรรมจริงจัง

นอกจากนี้ ในระยะหลัง ก็เริ่มมีนักเขียนหญิงที่มีชื่อเสียงทัดเทียม (หรืออาจจะเหนือกว่า) นักเขียนชายหลายคน โดยเฉพาะในพรมแดนของวรรณกรรมจริงจัง เช่น วีรพร นิติประภา อุรุดา โควินท์ ปอ เปรมสำราญ หรือกระทั่งนักเขียน non-fiction อย่างคำ ผกา ซึ่งแน่นอนว่าอาจมีจำนวนน้อย แต่ถ้าดูในแง่ ‘ผลกระทบ’ (Impact) ต่อสังคมและผู้อ่านแล้ว ก็ต้องบอกว่าไม่น้อยเลย

ในระยะหลัง ก็เริ่มมีนักเขียนหญิงที่มีชื่อเสียงทัดเทียม (หรืออาจจะเหนือกว่า) นักเขียนชายหลายคน แน่นอนว่าอาจมีจำนวนน้อย แต่ถ้าดูในแง่ ‘ผลกระทบ’ (Impact) ต่อสังคมและผู้อ่านแล้ว ก็ต้องบอกว่าไม่น้อยเลย

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ผมสนใจมากกว่าก็คือ – เรายังจำเป็นต้องคิดเรื่องนักเขียนหญิงนักเขียนชาย อะไรทำนองนี้อยู่อีกหรือ จำได้ว่า เคยมีการจัดลำดับหนังสือน่าอ่าน 100 เล่ม ของสำนักหนึ่งในต่างประเทศ ที่มีแต่หนังสือของผู้ชาย แล้ววิจารณ์ว่า Sexism ปีถัดมาก็เลยจัดลำดับให้มีหนังสือของผู้หญิงอยู่ในลิสต์ 50% ซึ่งก็ถูกด่าอีกแบบหนึ่งว่างานเขียนมันแบ่งกันออกมาเป๊ะๆ แบบนั้นได้จริงหรือ

หรือว่าเอาเข้าจริงแล้ว เราควร ‘ข้ามผ่าน’ ประเด็นหญิงๆ ชายๆ ไปได้แล้ว เพราะอย่างที่เราก็รู้อยู่ ว่านักเขียนไม่ได้มีแค่หญิงกับชาย แต่พรมแดนเรื่องเพศนั้นพร่าเลือนและ ‘ถูกข้าม’ กลับไปกลับมาได้หลากหลายไม่รู้จบ แล้วไม่ใช่แค่เรื่องเพศเท่านั้นนะครับที่ ‘ถูกข้าม’ แต่ถ้ายิ่งเอาพรมแดนของ ‘การแบ่ง’ ประเภทของงานเขียนเข้ามา ‘พัน’ (Cross) ด้วย เราจะยิ่งเห็นความซับซ้อนขนาดมหึมา เช่น งานเขียนที่ถูกมองว่าเขียนตามขนบ ‘น้ำเน่า’ บางชิ้นเป็นวรรณกรรมจริงจังที่ดีกว่าวรรณกรรมที่ตั้งใจเขียนให้จริงจังได้ไหม การเขียนข้ามเพศไปมาต้องวุ่นวายอยู่แต่กับเรื่องเพศเท่านั้นหรือเปล่า หรือเอาไปเกี่ยวข้องกับนิยายวิทยาศาสตร์ ประเด็นทางสังคม หรือประเด็นทางประวัติศาสตร์ทางเลือกอื่นๆ (Alternative History) ได้ไหม นอกจากนี้ กระทั่งพรมแดนของ fiction กับ non-fiction ก็ยังพร่าเลือนมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นงานเขียนอย่าง หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา ของอุรุดา โควินท์ เราบอกได้เต็มปากหรือว่าเป็น fiction หรือ non-fitcion

ถ้ามองในเรื่องของการ ‘ข้าม’ กลับไปกลับมาอย่างนี้ ก็เป็นไปได้อย่างยิ่ง ที่คำให้สัมภาษณ์และงานของ จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท จะ ‘ก้าวหน้า’ กว่าจอห์น บอยน์ เพราะนอกจากจิดานันท์จะเป็น ‘ผู้หญิง’ (คำนี้จริงๆ แล้วเป็นคำที่ debatable) แล้ว (ประโยคนี้อาจเป็นประโยค sexist ในตัวของมันเอง) เธอยังเขียนนิยาย Y ยังทำงานข้ามขนบ เช่น เอาเรื่องไซไฟมาใส่กลิ่นของนิยาย Y และอื่นๆ อีกมาก

เอาเข้าจริงแล้ว เราควร ‘ข้ามผ่าน’ ประเด็นหญิงๆ ชายๆ ไปได้แล้ว เพราะพรมแดนเรื่องเพศนั้นพร่าเลือนและ ‘ถูกข้าม’ กลับไปกลับมาได้หลากหลายไม่รู้จบ

ที่สำคัญ เธอยัง ‘ข้ามพ้น’ การแบ่งแยกหญิงชายไปได้ด้วยความรู้สึกสบายๆ อีกต่างหาก อย่างในคำให้สัมภาษณ์ที่ยกมาข้างต้นนั้น มันแสดงให้เห็นเลยว่า Sexism ที่ถูกนำมาจัดวางในสังคมไทย มีที่ทางและความทรงพลังน้อยเป็นอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับ Sexism ในสังคมตะวันตก

มันมีอยู่ แต่เจือจางบางเบาลง และในขณะที่ตัวงานข้ามกลับไปกลับมา (Cross Over) ในหลายมิติ Sexism ก็หันกลับไปทำงานแบบข้ามกลับไปกลับมากับอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมชุดอื่นๆ ด้วย ซึ่งในบทสัมภาษณ์ของจิดานันท์ที่ยกมาข้างต้น เราจะเห็นตรงประโยคสุดท้ายที่เธอบอกว่า “เรื่องเป็นเด็กนี่ชัดสุดๆ สุด สุด…เราก็กลัว” ประโยคนี้แสดงให้เราเห็นการทำงานของอำนาจนิยมทางอายุ หรือ Ageism ซึ่งในสังคมไทยอาจจะหนักข้อกว่า Sexim ด้วยซ้ำไป ซึ่งก็ไม่น่าประหลาดใจ เพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่ให้ค่ากับ ‘วัยวุฒิ’ อย่างสูงเสมอมา ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีหรือเลวในตัวของมันเอง แต่จะเห็นได้ชัดว่า มันทำงานอย่างไร – ก็ต่อเมื่อนำอุดมการณ์หรือการให้คุณค่าเหล่านี้ไปเทียบทาบกับอุดมการณ์ชุดอื่นๆ เหมือนอย่างที่จิดานันท์ได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้นั่นเอง

Tags: , ,