(1)
ผมคิดว่าทุกคนน่าจะมีความทรงจำเกี่ยวกับ อัสนี-วสันต์ ที่แตกต่างกันออกไป
เพราะถ้านับย้อนกลับไปตั้งแต่ยุค ‘อีสซึ่น’ จนถึงวันนี้ พี่ป้อม-อัสนี โชติกุล และพี่โต๊ะ-วสันต์ โชติกุล อยู่ในวงการเพลงไทยมาเกือบ 50 ปี มากพอที่บทเพลงของพวกเขาจะไม่ได้ผูกติดอยู่กับคนเพียงรุ่นเดียว แต่กระจายอยู่ในความทรงจำของคนหลายรุ่น
สำหรับผม ภาพแรกๆ ที่นึกถึง คือการนั่งรถตู้ไปเชียงใหม่กับที่ทำงานของคุณพ่อเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน บนรถมีเทปชุด ฟักทอง ของอัสนี-วสันต์เปิดวนไปตลอดทาง
พอจบทริปนั้น เด็กคนหนึ่งก็แทบร้องเพลงในอัลบั้มได้ทั้งชุด ตั้งแต่ ยินดีไม่มีปัญหา, ฟักทอง, วัวลืมตัว ไปจนถึง หัวใจสะออน
ตอนนั้นผมยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่า ‘อัสนี-วสันต์’ สำคัญกับวงการเพลงไทยอย่างไร ไม่รู้ว่าใครเล่นกีตาร์แบบไหน ใครแต่งเพลงอะไร หรือสองพี่น้องผ่านอะไรมาก่อนหน้านั้นบ้าง
รู้เพียงว่าเพลงเหล่านี้ติดหู สนุก และร้องตามได้
เมื่อโตขึ้นมาอีกหน่อย อัสนี-วสันต์ออกอัลบั้ม บางอ้อ และสำหรับผม นั่นเป็นอีกช่วงเวลาที่เพลงของสองพี่น้องแทรกตัวอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างสมบูรณ์
ไปไหนก็ได้ยินเพลงโจ๊ะๆ แบบ ข้าวเย็น, I Love You, อยากได้ยินว่ารักกัน เพลงบัลลาดสวยๆ จากปลายปากกาของ พี่ดี้-นิติพงษ์ ห่อนาค
แล้วยังมีเพลงช้าประเภทฟังแล้วแทบเอาชีวิตไม่รอดอย่าง คนหลายใจ ที่ เสก โลโซ แต่งให้ หรือ อย่าเลย ขอบใจ ที่พี่ดี้แต่งอีกเหมือนกัน
หลังจากนั้น อัสนี-วสันต์ยังมีผลงานตามมาอีกหลายชุด มีอัลบั้มที่นำเพลงฮิตของคนอื่นกลับมาร้องในแบบตัวเองอย่าง พี่น้องร้องเพลง ขณะที่ค่ายมอร์ มิวสิคก็สร้างศิลปินและวงดนตรีอีกจำนวนหนึ่งขึ้นมาประดับวงการเพลงไทย
กระทั่งวันหนึ่งทุกอย่างค่อยๆ แยกย้ายไปตามเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่คือ อัสนี-วสันต์ยังเล่นคอนเสิร์ต และไม่ใช่คอนเสิร์ตเล็กๆ
สองพี่น้องเป็นศิลปินประเภทที่จัดเวิลด์ทัวร์ก็เคยทำ จัดทัวร์สนามกีฬาทั่วประเทศก็เคยผ่านมาแล้ว ส่วนในระยะหลัง หากมีคอนเสิร์ตใหญ่ที่อิมแพ็ค อารีน่าสักครั้งในรอบ 2-3 ปี บัตรก็แทบจะหายไปในเวลาไม่นาน และแฟนเพลงต้องเข้าสู่สงครามกดบัตรกันทุกครั้ง
ผมจึงมักคิดว่า หากจะมีศิลปินไทยสักวงที่ใช้คำว่า The One and Only ได้อย่างไม่เขินนัก อัสนี-วสันต์ก็น่าจะเป็นหนึ่งในนั้น
ไม่มีใครเหมือน และหาใครมาแทนได้ยากจริงๆ
(2)
เพราะฉะนั้น เมื่อมาถึงคำว่า ‘คอนเสิร์ตอำลา’ ผมจึงใจหายไม่น้อย ทั้งที่ก็รู้อยู่แล้วว่าวันนี้ต้องมาถึง
เราไม่มีทางเรียกร้องให้ศิลปินคนหนึ่งยืนอยู่บนเวทีไปตลอดชีวิต และคงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่ผ่านการเล่นดนตรีมายาวนานหลายสิบปี จะขึ้นเวทีลากยาวครั้งละ 3-4 ชั่วโมงต่อไปเรื่อยๆ
บางสิ่งต่อให้คนดูอยากรั้งไว้แค่ไหนก็รั้งไม่ได้ เพราะสิ่งที่เรากำลังต่อรองด้วยไม่ใช่ตารางคอนเสิร์ต แต่คือ ‘เวลา’
นั่นทำให้ FAREWELL CONCERT ‘อยากจะย้ำชัดๆ ครั้งสุดท้าย’ กลายเป็นคอนเสิร์ตที่มีดีมานด์สูงลิบ และทำให้ผมมีประสบการณ์แย่งกดบัตรอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในชีวิต
รอคิวอยู่กว่า 40 นาที เมื่อถึงคิวก็พบว่าที่นั่งแทบไม่เหลือแล้ว ขณะที่ในตลาดบัตรหน้างาน บัตรยืนราคา 3,500 บาท ถูกนำไปเสนอขายต่อในราคาหลักหมื่น
มันอาจฟังดูบ้าบอ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อธิบายได้ไม่ยาก เพราะคนที่มาดูอัสนี-วสันต์จำนวนมาก ไม่ได้มาดูเพราะเพลงกำลังเป็นกระแส และไม่ได้มาตามศิลปินที่เพิ่งรู้จักเมื่อเดือนที่แล้ว
คนจำนวนมากมาเพราะเพลงเหล่านี้อยู่กับพวกเขามา 20 ปี 30 ปี หรือ 40 ปีแล้ว บางเพลงอยู่ในวันที่พวกเขามีความรัก บางเพลงอยู่ในวันที่อกหัก บางเพลงอยู่ในรถระหว่างทางไปเที่ยวกับครอบครัว บางเพลงอยู่ในงานเลี้ยงรุ่น งานแต่งงาน หรือช่วงเวลาธรรมดาๆ ที่เมื่อมองย้อนกลับไป กลับมีค่ามากกว่าที่คิด
เหมือนกับเทปอัลบั้ม ฟักทอง ม้วนนั้นของผม
เราไม่ได้แค่ซื้อบัตรไปดูศิลปิน แต่เหมือนซื้อบัตรกลับไปเยี่ยมตัวเองในอดีตด้วย
(3)
แน่นอนว่า ‘อยากจะย้ำชัดๆ ครั้งสุดท้าย’ ไม่ใช่คอนเสิร์ตที่เพอร์เฟกต์
ตั้งแต่การแสดงรอบแรกที่เกิดปัญหาจนต้องยุติการแสดง ไปจนถึงสารพัดเสียงบ่นที่เกิดขึ้นในกลุ่มแฟนคลับ ตั้งแต่เรื่องคนลุกขึ้นเต้น คนเมาเบียร์ แขกรับเชิญ การเดินทาง รถติด กระทั่งด่านตรวจแอลกอฮอล์ขากลับ
สากกะเบือยันเรือรบ มีเรื่องให้บ่นได้แทบทุกอย่าง แต่ผมกลับคิดว่าสำหรับแฟนเพลงจำนวนมาก ความเพอร์เฟกต์อาจไม่ใช่สาระสำคัญที่สุดของคอนเสิร์ตครั้งนี้
เราเพียงอยากมาอยู่ตรงนั้น อยากมาเห็นสองพี่น้องจากที่ราบสูง ในวันที่ยังยืนอยู่บนเวทีได้ ยังหยิบกีตาร์ขึ้นมาเล่น สายล่อฟ้า ได้ ยังเล่น อยากได้ยินว่ารักกัน ได้ ยังร้อง ลงเอย และ พูดลอยลอย ไปพร้อมกับคนดูนับหมื่นคนได้
และอยากมาส่งพวกเขากลับบ้านด้วยกัน
สำหรับผม โมเมนต์ประทับใจมีอยู่เต็มไปหมด แค่เสียงกีตาร์ของเพลง เธอปันใจ ดังขึ้นในช่วงต้นของคอนเสิร์ต ความรู้สึกบางอย่างก็กลับมาแล้ว เพลง ให้เธอ ของพี่โต๊ะ ยิ่งพิเศษขึ้นไปอีก เมื่อ พี่นิ่ม สีฟ้า เจ้าของเสียงคอรัสต้นฉบับกลับมาร้องอยู่ข้างๆ กัน
เกี่ยวก้อย เป็นอีกเพลงที่ผมชอบเป็นการส่วนตัว และดีใจที่ครั้งนี้ได้ฟังกันแบบเต็มเพลง ส่วนใครที่เคยผ่านคอนเสิร์ตอัสนี-วสันต์มาหลายรอบก็คงคุ้นดีว่า หนึ่งในสูตรสำเร็จคือเมดเลย์มหึมา ทั้งเพลงช้าและเพลงเร็ว บางเพลงมาเพียงครึ่งเพลง บางเพลงไม่ถึงครึ่งเสียด้วยซ้ำ
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครรู้สึกว่าถูกโกง แค่ได้ยินอินโทร แค่รู้ว่า ‘เพลงนี้มาแล้ว’ แล้วได้ร้องเพลงนั้นไปพร้อมกับศิลปินที่เราโตมาด้วยกัน ความสุขก็เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว
อีกสิ่งที่ทำให้ผมประทับใจคือเพลงจากยุคหลังอย่าง พูดลอยลอย และ เราสองสามคน ยังได้รับเสียงตอบรับจากคนดูดังกระหึ่มไม่ต่างจากเพลงคลาสสิกยุคแรกๆ
เรื่องพวกนี้ทำให้เห็นว่า เพลงของอัสนี-วสันต์ไม่ได้หยุดเวลาอยู่เฉพาะในทศวรรษใดทศวรรษหนึ่ง
ขณะที่เมื่อเสียงกลองของเพลง บ้าหอบฟาง ดังขึ้น เพลงที่เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของภาพจำ ‘อัสนี-วสันต์’ แบบที่เรารู้จักในวันนี้ ก็ยังทำให้หัวใจเต้นแรงได้เหมือนเดิม
ผ่านมาเป็นสิบๆ ปี นั่นแปลว่าบางเสียงยังทำงานกับเราได้เหมือนครั้งแรกที่ได้ยิน
(4)
คนที่ดูคอนเสิร์ตอัสนี-วสันต์บ่อยๆ น่าจะรู้ดีว่า พี่ป้อมไม่ใช่คนพูดมากนัก บนเวทีมีทั้ง “โย่ โย่” มีเสียง “วู้ววว” มีการโยนปิ๊ก และมีบทสนทนาสั้นๆ เป็นระยะ ส่วนพี่โต๊ะยิ่งพูดน้อยเข้าไปอีก
แต่มีอยู่ประโยคหนึ่งที่แฟนคอนเสิร์ตคุ้นเคยดี “บัดนี้การแสดงได้สิ้นสุดลงแล้ว…” ทุกครั้งที่อัสนีพูดประโยคนี้ เสียงคนดูก็มักตอบกลับมาว่า “เอาอีก!” แล้วหลายครั้งพี่ป้อมก็ยอม
อัสนีเป็นศิลปินประเภทที่ชอบ ‘แถม’ แถมจนบางทีนักดนตรีบนเวทีก็ต้องตามกันเอง เพราะเพลงนั้นไม่ได้อยู่ในสิ่งที่ซ้อมมา
บางคอนเสิร์ตจึงลากยาวจนแทบหมดสต็อกเพลงก็ยังกลับบ้านกันไม่ได้ นั่นคือความสนุกอย่างหนึ่งของคอนเสิร์ตอัสนี-วสันต์ เราไม่รู้จริงๆ ว่าคำว่า “จบแล้ว” หมายถึงจบแล้วหรือยัง
เพราะอีกเดี๋ยวเจ้าตัวก็อาจเดินกลับออกมา หยิบกีตาร์ แล้วแจกให้อีกหนึ่งเพลง แต่หลังคอนเสิร์ตชุดนี้ ความหมายของประโยคเดิมเปลี่ยนไป
“บัดนี้การแสดงได้สิ้นสุดลงแล้ว” คราวนี้อาจหมายถึงจบแล้วจริงๆ ไม่มี Encore ที่ต้องยืนรอ ไม่มีเสียงตะโกน “เอาอีก” ที่ทำให้สองพี่น้องกลับออกมาได้อีก และอาจไม่มีวันที่เราจะได้ดู เสี่ยวรำพึง ของสองพี่น้อง ยืนเล่นอยู่กลางเวทีคอนเสิร์ตใหญ่อีกแล้ว
การบอกลาจึงเพิ่งทำงานกับเราจริงๆ ตอนที่ไฟในฮอลล์เปิดขึ้น
(5)
สิ่งหนึ่งที่ยากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเราอายุมากขึ้น คือเราจะเริ่มพบว่าศิลปินที่เรารักไม่ได้อยู่ในสภาพเดิมตลอดไป บางคนแก่ลง บางคนป่วย บางคนเลิกร้องเพลง และบางคนจากไปก่อนที่เราจะมีโอกาสร่ำลา
วัยเด็กทำให้เราหลงคิดว่าสิ่งต่างๆ จะอยู่กับเราไปตลอด ร้านเดิมจะยังอยู่ บ้านหลังเดิมจะยังอยู่ คนในครอบครัวจะยังอยู่ และศิลปินที่เราเคยเห็นบนโทรทัศน์ก็จะขึ้นเวทีร้องเพลงให้เราฟังได้ตลอดไป แต่พออายุมากขึ้น เราจึงเริ่มเข้าใจว่า แท้จริงแล้ว ไม่มีอะไรได้รับสิทธินั้น
สำหรับอัสนี-วสันต์ ผมกลับคิดว่าการเลือกจบในวันนี้อาจเป็นการจบที่ ‘สวยงาม’ ที่สุดแบบหนึ่ง เพราะอย่างน้อยเราได้ร่ำลากันในวันที่ทั้งคู่ยังเดินออกมาบนเวทีได้ด้วยตัวเอง พี่ป้อม พี่โต๊ะยังเล่นกีตาร์ ยังร้องเพลง เสียงเพลงยังดัง คนดูก็ยังเต็มฮอลล์
และเมื่ออินโทรเพลงสำคัญดังขึ้น คนเป็นหมื่นคนยังพร้อมใจกันร้องต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องมีเนื้อเพลงขึ้นจอ จะมีการจากลากี่ครั้งที่โชคดีได้ขนาดนี้ เราไม่ได้ยืนส่งศิลปินในวันที่ทุกอย่างสายเกินไป แต่ได้ยืนส่งกันในวันที่ภาพบนเวทียังเป็นภาพที่อยากจดจำ
และบางที การรู้ว่าเมื่อไรควรวางกีตาร์ อาจต้องใช้ความกล้าพอๆ กับวันที่ตัดสินใจหยิบมันขึ้นมาเล่นเป็นครั้งแรก
หลังจากนี้ สิ่งที่ต้องทำใจก็คือ โลกของเราจะไม่มี ‘คอนเสิร์ตใหญ่’ ครั้งต่อไปของอัสนี-วสันต์ให้รออีกแล้ว ไม่มีการนั่งลุ้นวันประกาศ ไม่มีสงครามกดบัตร ไม่มีการเดาว่ารอบนี้จะเล่นเพลงอะไร และไม่มีข้ออ้างว่า “เดี๋ยวครั้งหน้าค่อยไป” เพราะครั้งหน้าไม่มีแล้ว
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผมก็คิดว่าอัสนี-วสันต์ไม่ได้หายไปไหนจริงๆ ตราบใดที่ยังมีใครสักคนเปิด สิทธิ์ของเธอ ในรถ ตราบใดที่ร้านเหล้ายังมีคนหยิบกีตาร์ขึ้นมาเล่น ก็เคยสัญญา ตราบใดที่เสียงอินโทร อยากได้ยินว่ารักกัน ดังขึ้น ยังมีคนร้องต่อได้โดยอัตโนมัติ
ตราบใดที่ใครบางคนยังส่ง ให้เธอ ให้กับใครอีกคน และตราบใดที่เพลงเหล่านี้ยังพาเราย้อนกลับไปพบตัวเองในวัยที่เด็กกว่านี้ได้ บทเพลงก็ยังเดินทางต่อ ต่อให้คนเล่นจะลงจากเวทีไปแล้วก็ตาม
หลังจากนี้ ขอให้พี่ป้อมกับพี่โต๊ะได้พักเสียที ได้นั่งดูคนรุ่นหลังหยิบเพลงของตัวเองไปเล่นบ้าง ได้จิบกาแฟ จิบเบียร์ ฟังเพลงเหล่านั้นที่ดังมาจากโต๊ะข้างๆ โดยไม่ต้องเป็นคนขึ้นไปเล่นเองทุกครั้ง
และถ้าวันไหนคิดถึงพวกเราขึ้นมา จะหยิบกีตาร์มานั่งเล่นให้ฟังอีกสักเพลงก็ได้ ไม่ต้องเป็นอิมแพ็ค อารีน่า ไม่ต้องมีเวทีใหญ่ ไม่ต้องมีแสงสีหรือคนดูเป็นหมื่น แค่กลับมาทักทายกันบ้างก็พอ
ส่วนพวกเราเองก็คงต้องเดินทางต่อเหมือนกัน พร้อมกับยอมรับว่า ช่วงหนึ่งของชีวิตได้ปิดฉากลงแล้วอย่างสมบูรณ์
แต่ถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่อยากบอกกับสองพี่น้องในคืนสุดท้าย ผมคิดว่าคงไม่ต้องคิดหาประโยคใหม่ให้ยุ่งยาก เพราะบทเพลงจากอัสนี-วสันต์ จากปลายปากกาของ คุณสุรักษ์ สุขเสวี เขียนมันเอาไว้ให้พวกเรานานแล้ว
และในวันที่การแสดงจบลงจริงๆ ผมก็เพียงอยากจะย้ำชัดๆ เป็นครั้งสุดท้ายว่า “รักเธอ”
Tags: คอนเสิร์ต, อัสนี วสันต์, ลาก่อน, อัสนี โชติกุล, วสันต์ โชติกุล



