ผลคะแนนการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ล่าสุด (5 พฤศจิกายน 2026) ปรากฏชัดแล้วว่า พรรคเดโมแครตสามารถคว้าเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยข้อมูลล่าสุด พรรคเดโมแครตได้รับที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว 240 ที่นั่ง และในวุฒิสภาอีก 54 ที่นั่ง
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนว่า พรรคเดโมแครตจะขึ้นมามีอำนาจมากขึ้น ผ่านการใช้กลไกของสภาคองเกรสในการตรวจสอบและคานอำนาจการบริหารประเทศของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ในช่วง 2 ปีสุดท้ายของการดำรงตำแหน่ง
อย่างไรก็ตาม การที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในทั้ง 2 สภา ไม่ได้หมายความว่าอำนาจของทรัมป์จะถูกจำกัดอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ยังคงกำหนดให้ประธานาธิบดีเป็นผู้ใช้อำนาจฝ่ายบริหารและมีอำนาจยับยั้งร่างกฎหมาย (Veto) และสภาคองเกรสต้องใช้เสียงสนับสนุนอย่างน้อย 2 ใน 3
บทความจาก CNN วิเคราะห์สิ่งที่ทรัมป์และพรรครีพับลิกันอาจจะทำ หลังเดโมแครตขึ้นกุมอำนาจทั้ง 2 สภาไว้ดังนี้
ประการแรกคือ ทรัมป์อาจหันมาดำเนินนโยบายต่างๆ ด้วยการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารโดยตรง และไม่จำเป็นต้องผ่านการอนุมัติจากฝ่ายนิติบัญญัติก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณของรัฐบาลกลาง นโยบายภาษีนำเข้า รวมถึงนโยบายที่เกี่ยวกับการตรวจคนเข้าเมือง
บทความระบุว่า แนวทางข้างต้นได้รับการสนับสนุนจากที่ปรึกษาคนสำคัญของทำเนียบขาวอย่างสตีเฟน มิลเลอร์ (Stephen Miller) และรัสเซล โวต (Russell Vought) ขณะเดียวกัน ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของฝ่ายบริหารก็กำลังพิจารณาแนวทางการใช้อำนาจฝ่ายบริหารเพื่อผลักดันมาตรการต่างๆ มากขึ้น เช่น มาตรการด้านภาษีและการนำเข้า การกำหนดหลักเกณฑ์การออกวีซ่า ไปจนถึงการผ่อนคลายข้อจำกัดด้านกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐบางประการ
ประการต่อมา ทรัมป์อาจหันมาให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งนโยบายต่างประเทศเป็นหนึ่งในขอบเขตที่ประธานาธิบดีมีอำนาจตัดสินใจและดำเนินการได้ค่อนข้างกว้าง และฝ่ายนิติบัญญัติยังคงมีข้อจำกัดบางประการในการเข้าไปแทรกแซงหรือยับยั้งการดำเนินนโยบายดังกล่าว
สำหรับประเด็นสงครามอิหร่านและสงครามยูเครน มีการประเมินว่า ทรัมป์อาจเร่งหาข้อยุติสงครามของทั้ง 2 พื้นที่มากขึ้น เพื่อพยายามฟื้นฟูความเชื่อมั่นและคะแนนนิยมทางการเมืองก่อนสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งของตนเอง
อนึ่ง เมื่อวานนี้ (4 พฤศจิกายน 2026) ทรัมป์ยอมรับอย่างตรงไปตรงมากับสำนักข่าว Fox News ว่า การเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่านส่งผลต่อคะแนนเสียงของพรรครีพับลิกัน
“ผมคิดว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสงครามอิหร่าน ทว่าขณะเดียวกัน ยังมีประชาชนที่เข้าใจความสำคัญที่ผมทำลงไปในสงครามครั้งนี้” ทรัมป์กล่าว
บทความวิเคราะห์ของ CNN คาดการณ์ว่า พีต เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ อาจกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการตรวจสอบจากพรรคเดโมแครต รวมถึงอาจกลายเป็น ‘แพะรับบาป’ ให้พ้นจากตำแหน่ง หลังถูกสมาชิกสภาฯ ทั้งจากพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันบางส่วนวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีบทบาทสำคัญในการเริ่มต้นเปิดฉากโจมตีในอิหร่าน โดยขาดแผนรองรับผลกระทบทางการเมืองและแนวทางยุติสงครามที่ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงแสดงท่าทีสนับสนุนเฮกเซธ โดยก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ Fox News ยืนยันว่า คณะรัฐมนตรีจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด แม้ก่อนหน้านี้เขาจะเคยสอบถามความคิดเห็นจากบุคคลใกล้ชิดและผู้สนับสนุนเกี่ยวกับผลงานของเฮกเซธก็ตาม
ประการต่อมา ทรัมป์และพรรครีพับลิกันอาจเตรียมวางตัวผู้สืบทอดอำนาจทางการเมือง รวมถึงการมองหาผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรคสำหรับการเลือกตั้งใหญ่ในปี 2028 แม้ว่าที่ผ่านมา ทรัมป์มักแสดงท่าทีไม่ต้องการพูดถึงประเด็นดังกล่าว เนื่องจากการประกาศสนับสนุนผู้สืบทอดอย่างเป็นทางการอาจยิ่งตอกย้ำสถานะประธานาธิบดีขาลง (Lame Duck President) ของตนเอง
ทั้งนี้ เจ.ดี. แวนซ์ (J.D. Vance) รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และมาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เป็น 2 บุคคลที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในฐานะผู้มีโอกาสสืบทอดบทบาทผู้นำพรรครีพับลิกันและเป็นแคนดิเดตชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2028
เมื่อวานนี้ (4 พฤศจิกายน 2026) แวนซ์โพสต์ข้อความผ่านบัญชีส่วนตัวบน X ระบุว่า “เหตุผลที่เราแพ้การเลือกตั้ง เป็นเพราะสงคราม” โดยสำนักข่าว BBC วิเคราะห์ว่า แวนซ์พยายามสื่อสารให้ประชาชนเห็นว่า เขาไม่ได้เห็นด้วยกับสงครามอิหร่านในครั้งนี้ เพื่อสร้างฐานคะแนนเสียงให้กับตนเอง ก่อนที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีจะมาถึงในอีก 2 ปีข้างหน้า
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งยังให้ข้อมูลกับ Fox News ระบุว่า แวนซ์กำลังรวบรวมฐานเสียง ‘ฝ่ายขวาใหม่’ ซึ่งแต่เดิมเป็นฝ่ายขวาที่เคยสนับสนุนทรัมป์ รวมถึงนโยบาย ‘อเมริกาต้องมาก่อน’ (America First) แต่ไม่เห็นด้วยที่ทรัมป์ให้ความสำคัญกับอิสราเอลมากเกินไป
ขณะเดียวกัน จอห์น ฟีเฮรี (John Feehery) นักวางแผนกลยุทธ์ด้านการสื่อสารทางการเมืองของพรรครีพับลิกัน เรียกความพ่ายแพ้ของการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าเป็น ‘หายนะครั้งใหญ่’ ไม่เพียงแค่นั้น สมาชิกพรรคบางส่วนยังเรียกร้องให้ทรัมป์ปรับเปลี่ยนโครงสร้างคณะรัฐมนตรี ฟื้นฟูระเบียบของพรรค และยกเลิกนโยบายสงครามที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้พรรคต้องสูญเสียอำนาจทางการเมืองไป
“ทรัมป์จำเป็นต้องจัดการปัญหาภายใน ไม่งั้นนับจากนี้ไป เขาจะกลายเป็น ‘เป็ดง่อย’ มากขึ้นเรื่อยๆ” ฟีเฮรีกล่าว
ที่มา:
– https://edition.cnn.com/2026/11/04/politics/trump-lame-duck-president-democrats
– https://www.bbc.com/news/articles/cq9vz9de7yelo
Tags: ทรัมป์, พรรคเดโมแครต, Us, พรรครีพับลิกัน, สหรัฐฯ, เลือกตั้งกลางเทอม, สงครามอิหร่าน, MidtermElections




