ในรายการ b-holder LIVE เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ซึ่งช่วงหนึ่งพูดคุยในประเด็นการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนรายจังหวัดปี 2570 วทันยา บุนนาค กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ให้ข้อมูลว่า การจัดสรรงบประมาณแผ่นดินอุดหนุนการบริหารจัดการท้องถิ่นแบบรายจังหวัดในปี 2570 สะท้อนถึงวิธีการจัดสรรงบประมาณในยุครัฐบาลที่พรรคภูมิใจไทยมีบทบาทสำคัญ

ในรายการ b-holder LIVE เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 วทันยา บุนนาค กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ตอบคำถามเรื่องการจัดงบประมาณว่า สะท้อนการเป็นรัฐบาล ‘ภูมิใจไทย’ หรือไม่ ตอนหนึ่งว่า ตนทำเครื่องมือแดชบอร์ดสำหรับจัดข้อมูลและดูลักษณะการจัดสรรงบประมาณพบว่า จังหวัดโซนอีสานใต้ นำโดยจังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับงบประมาณลงพื้นที่มากที่สุด โดยจังหวัดบุรีรัมย์ติดท็อป 10 จังหวัดที่ได้รับงบลงทุนสูงที่สุดในประเทศ

ขณะเดียวกัน ได้ขอข้อมูลรายได้จากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เพื่อหารายได้งบประมาณทั้งหมดในแต่ละจังหวัด จากรายได้ที่จัดเก็บได้เอง รวมถึงรายได้ที่รัฐบาลเติมให้ ก็พบว่าจังหวัดบุรีรัมย์ได้รับงบประมาณในระดับท็อปๆ ได้รายได้ที่อุดหนุนในระดับที่สูง

“สะท้อนภาพเดียวกันคือ จังหวัดบุรีรัมย์และจังหวัดแถวๆ นั้น ได้เงินรวมแล้วถือว่าติดท็อปๆ”

“อย่างบุรีรัมย์กลายเป็นว่าตัวเลขที่ได้รายได้จากการอุดหนุนงบประมาณของรัฐเข้าไป เมื่อนำเอามารวมซ้ำๆ บุรีรัมย์ได้รับงบประมาณสูงกว่าจังหวัดระยองด้วยซ้ำ ทั้งที่ระยองมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของตัวเองสูงมากๆ”

เมื่อสอบถามว่า หากการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนรายจังหวัดในสมัยของพรรคภูมิใจไทยเป็นแบบนี้ มีการเสนอให้ตัดลดงบประมาณหรือปรับแก้ไขอย่างไรหรือไม่ วทันยาระบุว่า ตนทำอะไรไม่ได้ และการทำข้อมูลการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนรายจังหวัดเพียงทำให้ประชาชนเห็นข้อมูลเท่านั้น เพราะไม่สามารถไปตัดลดงบประมาณได้

“เพราะต่อให้เราไปตัด สุดท้ายเราก็โหวตแพ้อยู่ดี” วทันยากล่าว

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 เฉพาะงบลงทุนประเภทค่าที่ดิน สิ่งก่อสร้าง และครุภัณฑ์ที่ระบุจังหวัดได้ พบว่า บุรีรัมย์ได้รับงบประมาณ 6,950.61 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 8 ของประเทศ รองจากกรุงเทพฯ นครราชสีมา พระนครศรีอยุธยา สงขลา อุบลราชธานี เชียงใหม่ และปทุมธานี โดยงบลงทุนของบุรีรัมย์ส่วนใหญ่เป็นถนนและทางหลวงประมาณ 2,995.81 ล้านบาท กับโครงการด้านแหล่งน้ำและชลประทานประมาณ 2,108.80 ล้านบาท

ขณะที่ข้อมูลรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปีงบประมาณ 2568 จาก สถ.พบว่า อปท.ในบุรีรัมย์มีรายได้รวม 14,186.85 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 14 ของประเทศ และมากกว่าระยองซึ่งมีรายได้รวม 13,890.91 ล้านบาทประมาณ 295.94 ล้านบาท แม้บุรีรัมย์จัดเก็บรายได้เองได้เพียง 501.95 ล้านบาท ต่ำกว่าระยองที่จัดเก็บได้ 2,948.62 ล้านบาทเกือบ 6 เท่า แต่บุรีรัมย์ได้รับเงินอุดหนุน 7,588.31 ล้านบาท สูงกว่าระยองซึ่งได้รับ 4,084.10 ล้านบาทถึงประมาณ 86%

วทันยายังแสดงความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองปัจจุบันว่า เห็นปัญหาหลายอย่าง เริ่มต้นจาก ‘ความศรัทธา’ ต่อรัฐบาล ทั้งในเรื่องการฮั้วสมาชิกวุฒิสภาที่ร้ายแรงมาก ความเลวร้ายที่เกิดขึ้นได้ทำลายระบบนิติบัญญัติที่เอาไว้ตรวจสอบ ถ่วงดุล ฝ่ายบริหาร โดยสิ้นเชิง

นอกจากนี้ การโกงข้อสอบข้าราชการปกครองส่วนท้องถิ่น ยังทำลายระบบโครงสร้างราชการไทย กลายเป็นว่าข้าราชการที่เข้ามา ‘ทุจริต’ ตั้งแต่วันแรก ฉะนั้นไม่ต้องคาดหวังว่า การเติบโตหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไรต่อ

“สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือ ผลไม้พิษนี้มันแพร่ไปทุกอณูของประเทศ มันซึมเข้าไปอยู่ในทุกจังหวัด ทุกตำบล ของประเทศไทยทุกวันนี้ แล้วสิ่งที่มันแย่ก็คือ การที่เราได้คนทุจริตตั้งแต่วันแรกเข้าไป คนที่มีความรู้ก็กลายเป็นว่าไม่ได้เข้าสู่ระบบอีก”

วทันยาสรุปความว่า 2 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศอย่างร้ายแรง และทำลายเชิงระบบ ทั้งระบบนิติบัญญัติและระบบราชการ

Tags: , , , , , , , , ,