วันนี้ (28 มิถุนายน 2569) เวลาประมาณ 19.35 น. ที่อาคารอนาคตใหม่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน และชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) แถลงยอมรับความพ่ายแพ้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.หลังคะแนนมีแนวโน้มที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.จะได้รับชัยชนะเป็นสมัยที่ 2
ณัฐพงษ์กล่าวขอบคุณประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันนี้ พร้อมแสดงความยินดีกับชัชชาติที่ได้รับชัยชนะ ขณะที่การเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาก็ไม่ได้รับชัยชนะการเลือกตั้งเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ยังคงติดตามผลการเลือกสมาชิกสภาเมืองพัทยา (สม.) ต่อไป
ด้านชัยวัฒน์กล่าวขอบคุณประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งวันนี้ โดยเชื่อว่า พรรคประชาชนจะมีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เข้าไปทำงาน ซึ่งจะนำนโยบายของพรรคทำให้คุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ดีขึ้นต่อไป
“ส่วนตัวผมเองยังมีความมุ่งมั่นที่จะทำงาน ทั้งการพัฒนากรุงเทพฯ อย่างที่ได้นำเสนอนโยบายไป เพื่อให้คุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ ดีขึ้น และเป้าหมายใหญ่ คือการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ประเทศไทยก้าวหน้า ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหน ผมยินดีที่จะทำงาน มุ่งมั่น แสดงความตั้งใจทำงานให้ประชาชนเห็นต่อไป
“ขอขอบคุณผู้สนับสนุน ทีมงาน อาสาสมัครต่างๆ ที่ช่วยผลักดัน ช่วยทำงานจนทำให้พวกเราผ่านการเลือกตั้งครั้งนี้ไปได้” ชัยวัฒน์ระบุ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการทำงานร่วมกันระหว่าง สก.พรรคประชาชนและชัชชาติ พิจารณ์ให้คำตอบว่า การทำงานของ สก.ไม่ว่าผู้ว่าฯ กทม.จะเป็นใคร งานสำคัญคือการผลักดันข้อบัญญัติที่เป็นประโยชน์ต่อคนกรุงเทพฯ เพื่อสร้างระบบที่ดี
นอกจากนั้น บทบาทของ สก.จะต้องเข้าไปผ่านงบประมาณ โดยพิจารณางบประมาณเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และส่วนสุดท้ายคือการทำหน้าที่ตรวจสอบ ควบคู่ไปกับการรับฟังความเห็นของประชาชน ไม่ใช่แค่การมองหาข้อทุจริตคอร์รัปชัน แต่ต้องตรวจสอบด้วยว่า นโยบาย งบประมาณ หรือโครงการที่จัดทำนั้น ตอบสนองกับความต้องการของประชาชนหรือไม่
“สก.ที่ใกล้ชิดกับประชาชนทั้ง 50 คน 50 เขต จะช่วยเป็นพาหนะรับความทุกข์ร้อนของประชาชนเข้าไปพูดในสภา กทม.ให้ฝ่ายบริหารรับทราบ และผลิตออกมาเป็นโครงการในการใช้จ่ายงบประมาณ” เลขาธิการพรรคประชาชนกล่าว
ส่วนกรณีที่แนวโน้มคะแนนการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.จะแพ้ให้กับ มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.พิจารณ์กล่าวว่า ทุกการเลือกตั้งเป็นไปได้ทั้งหมดว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นแบบใด ตั้งแต่พรรคก้าวไกลมาจนถึงพรรคประชาชน แม้ว่าจะได้รับความนิยมจากประชาชนคนกรุงเทพฯ ในการเลือกตั้ง สส.แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะครองทุกเสียงของประชาชนได้ทั้งหมด
พิจารณ์ย้ำอีกว่า การเข้าสู่การเลือกตั้งนั้นเป็นหน้าที่ของพรรคที่ต้องสื่อสารนโยบาย สื่อสารวิสัยทัศน์ รวมถึงวาระที่พรรคอยากเข้าไปสร้างเมืองกรุงเทพฯ
ส่วนกรณีการตั้ง สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม.พิจารณ์น้อมรับทุกความเห็นที่มีต่อแคมเปญการเลือกตั้ง แต่ยืนยันว่าการทำงานทางการเมือง คือการเดินไปข้างหน้า เพราะฉะนั้นจำเป็นที่พรรคจะต้องโอบรับ และเปิดกว้างคนที่เคยเห็นต่างทางการเมืองให้มาร่วมเดินทาง
แม้ผลการเลือกตั้งจะไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวัง แต่สิ่งที่ตนคิดคือ พรรคจะต้องทำงานทางความคิด ทำความเข้าใจกับโหวตเตอร์และผู้สนับสนุนพรรคต่อไป เพราะประเด็นเรื่องนี้อยู่ที่ความปราณีตในการสื่อสาร ตลอดจนกลไกและกระบวนการที่พรรคจำเป็นต้องออกแบบทั้งภายในและภายนอก
เลขาธิการพรรคประชาชนย้ำว่า “ทุกการเลือกตั้ง ความเป็นไปได้ของการเลือกตั้งนั้นออกมาได้หลายทาง แม้ว่าพรรคประชาชนจะเคยแลนด์สไลด์ในพื้นที่กรุงเทพฯ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นเจ้าของเสียงของประชาชน หน้าที่ของพรรคการเมืองคือ การสร้างความไว้วางใจ ทำงานให้หนักมากยิ่งขึ้น
“เรายังมีสนามท้องถิ่น เรายังมีจังหวัดลำพูนที่เรามีนายก อบจ.ทำงานให้เข้มข้นเพื่อสร้างผลงาน เรายังมีสมาชิกสภาท้องถิ่นกว่า 300 คนในหลายจังหวัด แม้ว่าเราจะไม่มีตำแหน่งฝ่ายบริหาร ดังนั้นการทำงานท้องถิ่นคงทำให้ประชาชนเห็นถึงความตั้งใจความมุ่งมั่น”
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.นั้นเป็นสนามที่ 3 ในการเลือกตั้งของพรรคประชาชน แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ พรรคประชาชนจะมีการทบทวนคณะกรรมการบริหารหรือไม่ ณัฐพงษ์ในฐานะหัวหน้าพรรคให้คำตอบว่า “อยากให้มองในผลสำเร็จทางการเมืองมากกว่า”
ณัฐพงษ์ขยายความว่า ตัวเลขผลลัพธ์จากการเลือกตั้งที่ออกมานั้นคือ พรรคไม่มีอำนาจเข้าไปบริหาร กทม.แต่อยากชวนทุกคนมองย้อนกลับไปหลายปีที่ผ่านมา การทำงานของพรรคประชาชนผลักดันวาระที่ก้าวหน้าให้กับสังคมไทยได้
“ผมมองว่าในส่วนของพรรคประชาชนเอง เรามองผลสำเร็จของการทำงานทางการเมืองของพวกเราคือ การผลักดันวาระที่ก้าวหน้าให้กับสังคม ในส่วนสนาม กทม.เอง พวกเรามองว่ายังพร้อมที่จะเดินหน้าทำงานในวาระที่ก้าวหน้าให้กับเมืองนี้ต่อ รวมถึงการผลักดันในสนามการเมืองระดับประเทศด้วย” หัวหน้าพรรคประชาชนระบุ
ส่วนบทบาทของชัยวัฒน์ รวมถึงสุรพลหลังจากนี้ ณัฐพงษ์ยืนยันคำตอบในส่วนของสุรพลว่า พรรคทำงานการเมืองเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง ที่ผ่านมา การเมืองไทยในอดีตมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แต่จุดกำเนิดของพรรคประชาชนเชื่อว่า ต้องการ ‘เปลี่ยนแปลงทางการเมือง’ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนส่วนใหญ่
“การสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง หนีไม่พ้นที่เราจำเป็นจะต้องโอบรับคนที่เห็นต่างเข้ามาร่วมขบวนการแบบเดียวกับเรา เพื่อให้สร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ ถ้าเราไม่ทำสิ่งนี้ ผมอยากชวนทุกคนคิดกลับไปว่า เราจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริงอย่างไร” หัวหน้าพรรคประชาชนทิ้งท้าย
ส่วนชัยวัฒน์ทิ้งท้ายว่า ตนยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานต่อ ตั้งแต่เข้ามาในพรรคก้าวไกล ไม่เคยยึดถือกับตำแหน่งหรือเรียกร้องใดๆ มีเพียงแต่เป้าหมายว่าอยากทำอะไรเป็นที่ตั้ง ซึ่งตอนนี้ยังคงมีตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคฝ่ายต่างประเทศ ซึ่งต้องดำเนินการต่อ
นอกจากนี้ยังมีงานสภาฯ งานกรรมาธิการ ที่ตนเข้าไปมีบทบาทช่วยสนับสนุนการทำงานของพรรคได้ รวมถึงการผลักดันและสนับสนุนให้นโยบายที่เกี่ยวข้องกับกรุงเทพฯ ที่พรรคเสนอในการเลือกตั้งครั้งนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ตนยินดีที่จะผลักดันร่วมกับ สก.ของพรรคประชาชน




