เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 รายการ b-holder LIVE ทาง The Momentum ชวน รองศาสตราจารย์ ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา มาร่วมพูดคุยถึงโครงสร้างอำนาจแบบใหม่ของการเมืองไทยที่กำลังถูกออกแบบโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และเนวิน ชิดชอบ จะ ‘อยู่ยาว’ ขนาดไหน ท่ามกลางฝ่ายค้านที่หน้าตา ‘แข็ง’ ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
การเมือง ‘บุรีรัมย์โมเดล’ กับการจัดระเบียบอำนาจใหม่
โอฬารชี้ว่า ภาพการเมืองปัจจุบันสะท้อนการรวมศูนย์อำนาจอย่างน่าสนใจ เมื่อบุคคลสำคัญหลายตำแหน่งมีความเชื่อมโยงกับจังหวัดบุรีรัมย์ ทั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา รวมถึงนายกฯ ที่มีทะเบียนบ้านอยู่ที่บุรีรัมย์
“นี่คือการจัดระเบียบทางการเมืองทั้งสภาสูงและสภาล่าง ให้อยู่ในโครงข่ายอำนาจที่สามารถถูกจัดการได้โดยคุณเนวิน”
โอฬารกล่าวพร้อมอธิบายว่า บุคคลจำนวนมากที่เตรียมเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญในรัฐสภา ล้วนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเนวิน ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมที่ทำความรู้จักผ่านอนุทิน
เขามองว่า โครงสร้างดังกล่าวคือ ‘อภิมหาโปรเจกต์ทางการเมือง’ ที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงรักษาอำนาจของรัฐบาลชุดปัจจุบัน แต่อาจต่อเนื่องไปถึงรัฐบาลในอนาคตด้วย นอกจากนี้การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ยังถือเป็นการระดม ‘บ้านใหญ่’ จากหลายพื้นที่เข้าสู่พรรคภูมิใจไทยมากที่สุดในครั้งหนึ่งของสนามการเมืองไทย
สำหรับเส้นทางทางการเมืองของเนวินในเวลานี้ ได้รับการสนับสนุนจาก ฉันทมติของชนชั้นนำหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นนำฝ่ายจารีต กองทัพ กลุ่มทุนผูกขาด บ้านใหญ่ในภูมิภาค รวมถึงข้าราชการระดับสูง โครงสร้างอำนาจลักษณะนี้แตกต่างจากยุคของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งแม้จะมีอิทธิพลทางการเมืองสูง แต่ไม่สามารถเชื่อมโยงกับชนชั้นนำบางกลุ่ม โดยเฉพาะกองทัพและฝ่ายจารีตได้อย่างเต็มที่
“ผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นสภาสูงหรือสภาล่าง เนวินสามารถควบคุมได้ทั้งหมด ทั้งองค์กรอิสระและกลไกทางการเมืองต่างๆ ซึ่งแบบนี้ทำให้สามารถมีโอกาสอยู่ยาว”
เครือข่าย ‘กลุ่ม 16’ รากฐานอำนาจที่ถูกมองข้าม
ทั้งนี้มีหลายคนจะจับตาบทบาทของเนวิน แต่ยังมีเครือข่ายสำคัญอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง นั่นคือ ‘กลุ่ม 16’ ซึ่งในอดีตเคยเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ในพรรคชาติไทย นักการเมืองกลุ่มนี้จำนวนมากเติบโตจากครอบครัวการเมือง และตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ได้พัฒนาตัวเองจนกลายเป็นเครือข่ายอำนาจสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้
“ถ้ามองเกมยาว โอกาสของพรรคภูมิใจไทยในเวลานี้ถือว่าได้เปรียบ ปัจจัยเชิงโครงสร้างและภูมิศาสตร์ทางการเมืองเอื้อให้พวกเขาไปต่อได้”
ยุค คสช.คือหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ทำให้บ้านใหญ่ฟื้นตัว
โอฬารมองว่า การรวมตัวของบ้านใหญ่ในรัฐบาลปัจจุบันสะท้อนว่า กลไกบ้านใหญ่ยังคงทำงานได้ในระบบการเมืองไทย เขาอธิบายว่า หลังการเข้ามาของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้บ้านใหญ่กลับมามีบทบาทอีกครั้ง เนื่องจากประชาชนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงกลไกของรัฐได้โดยตรง จึงต้องพึ่งพาตัวกลางทางการเมือง
“เมื่อประชาชนเข้าถึงรัฐไม่ได้ ก็ต้องหันไปพึ่งพาตัวกลางอย่าง ‘บ้านใหญ่’ แทน ขณะเดียวกันเมื่อ คสช.วางโรดแมปเพื่อสืบทอดอำนาจผ่านการเลือกตั้ง จำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งพรรคการเมืองหรือการดึงบ้านใหญ่เข้ามาเป็นฐานสนับสนุน
ผลก็คือ บ้านใหญ่ไม่ได้แค่กลับมาในเชิงการเมือง เช่น การเข้าร่วมพรรคพลังประชารัฐเท่านั้น แต่ยังฟื้นตัวผ่านการจัดสรรผลประโยชน์และโครงการพัฒนาหลากหลายรูปแบบ ทำให้เครือข่ายบ้านใหญ่กลับมามีบทบาทและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง”
บ้านใหญ่จะอยู่ใต้ ‘เนวิน’ ตลอดไปหรือไม่
เมื่อมองภาพรวมของพรรคภูมิใจไทยจะพบว่า พรรคเกิดจากเครือข่าย ‘บ้านใหญ่’ หลายพื้นที่ โดยแต่ละกลุ่มต่างมีฐานอำนาจ และเครือข่ายทางการเมืองของตนเองอยู่ก่อนแล้ว จึงนำมาสู่ข้อสังเกตที่น่าจับตามองเกี่ยวกับพลวัตของความสัมพันธ์ระหว่างเครือข่ายการเมืองเหล่านี้ในระยะยาว
โอฬารเชื่อว่า ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ไม่ใช่ความสัมพันธ์ถาวร “ไม่มีทางที่ทุกคนจะอยู่ใต้เนวินตลอดไป มันขึ้นอยู่กับว่าคุณโตพอหรือยัง”
เขากล่าวและอธิบายว่า “หากบ้านใหญ่ใดมีทรัพยากร เครือข่าย และกำลังทางการเมืองมากพอ ก็สามารถแยกตัวออกไปสร้างอำนาจของตัวเองได้” ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับทฤษฎีชนชั้นนำที่มองว่า ชนชั้นนำไม่ได้เป็นเอกภาพ แต่รวมตัวกันด้วยผลประโยชน์เฉพาะหน้า เมื่อมีผู้เล่นที่แข็งแรงพอ ก็พร้อมจะแยกตัวออกจากศูนย์กลางอำนาจได้เสมอ
“ตอนนี้คุณเนวินคือแม่เหล็กที่ดูดคนตัวเล็กให้เข้ามาอยู่ในวงโคจรของอำนาจ”
จุดอ่อนที่รัฐบาลอนุทิน-เนวินต้องระวัง
แม้การกลับมาของพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้จะดูยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งกว่าหลายสมัยที่ผ่านมา อีกทั้งยังสามารถคว้าชัยชนะในหลายเขตเลือกตั้งได้ แต่โอฬารมองว่า ปัจจัยที่อาจทำให้รัฐบาลสั่นคลอนได้มากที่สุดคือ ปัญหาคอร์รัปชัน หากเกิดการทุจริตที่มีหลักฐานชัดเจน การตัดสินจากสังคมเป็นแรงกดดันสำคัญ ซึ่งอาจนำไปสู่การเคลื่อนไหวบนท้องถนน
เขาชี้ว่า หากเกิดวิกฤตลักษณะนี้ พรรคฝ่ายค้านสามารถใช้กลไกการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ทันที และอาจทำให้พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยตัดสินใจถอนตัว
“รัฐบาลมีเสียงประมาณ 292 เสียง ถ้าพรรคร่วมถอนตัวเมื่อไร รัฐบาลก็ล้มทันที”
ฝ่ายก้าวหน้ายังคงต้องปรับตัว
ในอีกด้านหนึ่ง โอฬารเห็นว่า พรรคฝ่ายค้านจำเป็นต้องปรับตัวต่อภูมิทัศน์การเมืองใหม่ เพราะในอดีตมีการแบ่งขั้วชัดเจน เช่น ‘มีเราไม่มีลุง’ แต่ในปัจจุบันสมการทางการเมืองเปลี่ยนไปอย่างมาก
“ตอนนี้มีเราไม่มีลุง ลุงก็มานั่งข้างๆ เรา เที่ยวนี้มีเราไม่มีเทา พรรคเทาก็มานั่งข้างๆ เรา”
เขายังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า บางพรรคที่ประกาศตัวเป็นฝ่ายค้าน อาจยังต้องจับตาว่า จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านจริงหรือเป็น ‘ฝ่ายรัฐบาลที่ปลอมตัวมาเป็นฝ่ายค้าน’
ประชาธิปไตยที่ยังคงสิ้นหวังไม่ได้
ท้ายที่สุด โอฬารมองว่า ระบบการเมืองไทยในปัจจุบัน ไม่อาจนิยามว่าเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ได้ แต่ก็ไม่ใช่เผด็จการเต็มรูปแบบ
“มันเหมือนเสื้อคลุมประชาธิปไตย ภายนอกมีการเลือกตั้ง มีกติกา แต่ข้างในเป็นระบอบที่ซ้อนกันอยู่” อย่างไรก็ตามเขาเห็นว่า แม้โครงสร้างทางการเมืองยังไม่ลงตัว แต่กระบวนการประชาธิปไตยก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป
“ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่สิ้นหวังไม่ได้ เพราะประชาธิปไตยคือโครงการระยะยาวที่ไม่มีจุดสิ้นสุด เราอาจรู้สึกท้อหรือหมดหวังได้บ้าง แต่ทั้งหมดนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ต้องเดินหน้าต่อไป มันอาจยังไม่ลงตัวแต่ก็ยังดีกว่าสิ่งที่เคยเป็นมาในอดีต
“วันนี้เราอาจเห็นการฟื้นตัวของบ้านใหญ่ หรือเห็นว่าสภาสูงกับสภาล่างถูกมองว่าเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้คนจำนวนมากก็เริ่มมองเห็นและตั้งคำถามกับสิ่งเหล่านี้ การที่สังคมมองเห็นปัญหาและรู้สึกว่า ‘มันไม่ใช่’ ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะอย่างน้อยมันสะท้อนว่า เราไม่พอใจกับระบอบแบบนี้
“การที่ทุกคนมองเห็นไปในทิศทางเดียวกัน คือพลังหนึ่งของสังคมที่บอกว่า เราไม่อาจอยู่กับระบอบลักษณะนี้ได้ตลอดไป ไม่ว่าจะใช้เวลาสั้นหรือยาว สุดท้ายก็ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง”
Tags: การเมือง, โอฬาร ถิ่นบางเตียว, เลือกตั้ง, รัฐบาล, พรรคภูมิใจไทย, บุรีรัมย์, อนุทิน, B-Holder, เลือกตั้ง 69, House of Cards, เกมพลิกอำนาจ, b-holder LIVE




