ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีมาตรการในการควบคุมบุหรี่และการใช้นิโคตินอย่างเข้มงวดตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา นับตั้งแต่การประกาศใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมผลิตยาสูบ ปี 2535 พ.ร.บ. คุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ในปีเดียวกัน ต่อเนื่องมาจนถึงการปรับปรุง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตยาสูบ ปี 2560
ผลสำรวจจากสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2567 พบว่าตัวเลขการสูบบุหรี่ของประชากรที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ในช่วงปี 2550-2567 มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2550 พบว่ามีผู้สูบบุหรี่ 10.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 21.2 ลดลงเหลือผู้สูบบุหรี่ 9.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 16.5 ในปี 2567
ทั้งนี้ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัวเลขลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญมีผลมาจากค่านิยมทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ด้านสุขภาพได้มากกว่าในอดีต
ด้วยเหตุนี้การสูบบุหรี่จึงกลายเป็น ‘ความเสี่ยง’ ด้านสุขภาพและลดทอนคุณภาพชีวิต อีกทั้งบุหรี่ยังไม่ใช่สัญลักษณ์ของ ‘ความเท่ห์’ เหมือนหลายทศวรรษที่ผ่านมาอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม แม้สถิติด้านสุขภาพจะมีแนวโน้มเป็นไปด้วยดี จากการดำเนินนโยบายควบคุมการสูบบุหรี่ที่เข้มงวด บวกกับกระแสรักสุขภาพที่โตต่อเนื่อง แต่ทั่วโลกกลับพบว่า การดำเนินนโยบายที่เข้มข้นเพื่อผลด้านสุขภาพกลับมีผลกระทบที่ไม่คาดคิดตามมา โดยเฉพาะตลาดมืดของเหล่าสินค้าผิดกฎหมายที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยสำหรับประเทศไทยมีอัตราการบริโภคบุหรี่มวนผิดกฎหมายสูงถึง 28.1% ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 และสำหรับบุหรี่ไฟฟ้าที่ยังคงผิดกฎหมาย กลับพบผู้ใช้งานในไทยกว่า 1 ล้านคนระหว่างปี 2567-2568
ข้อมูลเหล่านี้ ชวนให้ตั้งคำถามว่า แม้มาตรการควบคุมยาสูบของไทยจะมีส่วนทำให้อัตราการสูบบุหรี่ลดลง แต่ในขณะเดียวกัน ยังคงมีสินค้าผิดกฎหมายที่เข้าถึงผู้บริโภคได้อยู่นั้น มาตรการที่มีอยู่ถูกใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด
ไม่เพียงแค่นั้น ล่าสุดรัฐบาลไทยยังมีแผนที่จะผลักดันนโยบาย ‘เจเนอเรชันปลอดนิโคติน’ (Nicotine-Free Generation) หรือ ‘การห้ามขาย’ ผลิตภัณฑ์นิโคตินให้แก่ผู้ที่เกิดตั้งแต่ปีที่กำหนดเป็นต้นไป เพื่อตัดวงจรการเข้าถึงบุหรี่และผลิตภัณฑ์จากนิโคตินต่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ รวมถึงสร้างสังคมปลอดบุหรี่ในอนาคต
หากมองในมุมของการนำไปปฏิบัติจริงก็ยังคงมีคำถามตามมาว่า นโยบายนี้จะสามารถนำมาใช้ได้จริงและมีประสิทธิภาพอย่างที่ตั้งใจไว้หรือไม่ เมื่อมีผู้ได้รับผลกระทบหลายส่วนได้ออกมาคัดค้านโดยให้เหตุผลว่า Nicotine-Free Generation อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรายได้และอาชีพของชาวไร่ยาสูบ รวมถึงภาคธุรกิจอื่นๆ ที่อยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมดังกล่าว
รวมถึงประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพของคนรุ่นใหม่ที่จะโดนจำกัดไปตลอดชีพ โดยที่กลุ่มคนเหล่านี้ไม่มีสิทธิได้ตัดสินใจต่อนโยบายดังกล่าว แม้ว่าคนรุ่นใหม่จะสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพและอันตรายจากการสูบบุหรี่ได้ด้วยตนเองมากขึ้น และมีศักยภาพในการคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของตนเอง
อนึ่ง ภายใต้นโยบาย Nicotine-Free Generation บุคคลหนึ่งอาจเติบโตขึ้น เรียนจบ เข้าสู่ตลาดแรงงาน เสียภาษี ใช้สิทธิเลือกตั้ง และมีอิสระในการตัดสินใจเรื่องสำคัญต่าง ๆ ในชีวิตได้ด้วยตนเอง แต่กลับไม่มีสิทธิเลือกในเรื่องข้างต้น เพียงเพราะเกิดหลังปีที่รัฐกำหนด
นอกจากนี้ Nicotine-Free Generation อาจซ้ำเติมการเติบโตของตลาดนอกระบบ ทั้งการซื้อขายบุหรี่เถื่อน ตลอดจนการรับซื้อบุหรี่แทนเยาวชน ซึ่งอาจเปิดช่องให้ผลิตภัณฑ์ยาสูบเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยไม่ผ่านช่องทางการจำหน่ายที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ขณะเดียวกันรายได้จากภาษียาสูบก็ไม่ได้ถูกจัดเก็บเข้าสู่ภาครัฐโดยตรงเช่นกัน
ถอดบทเรียนมาตรการจากต่างประเทศ
แล้วทางออกที่เป็นไปได้ของประเด็นดังกล่าวคืออะไร?
หากหันมาถอดบทเรียนจากต่างประเทศ หนึ่งในกรณีที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงคือ ‘สวีเดน’ ซึ่งมีอัตราการสูบบุหรี่แบบเป็นประจำลดลงจนอยู่ในระดับร้อยละ 5 ของประชากร และถูกกล่าวถึงในฐานะประเทศที่เป็น ‘ประเทศปลอดบุหรี่’ (Smoke-Free Country)
ทว่า มาตรการของสวีเดนนั้นไม่ได้มีเพียงเรื่องของการ ‘ห้าม’ หรือการเพิ่มความเข้มงวดของกฎหมาย แต่ยังรวมไปถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ผู้สูบบุหรี่สามารถมีทางเลือกเพิ่มขึ้น ทั้งในรูปแบบของการลดหรือเปลี่ยนพฤติกรรมได้ กล่าวคือ สวีเดนไม่ได้มุ่งควบคุมการสูบบุหรี่เพียงอย่างเดียว แต่มีการจำกัดการสูบบุหรี่แบบมีควันควบคู่กับการที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์นิโคตินรูปแบบอื่นเพื่อให้นิโคตินเข้าสู่ร่างกายโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการเผาไหม้และเกิดควัน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง
หรืออย่างกรณีของสหราชอาณาจักรที่มีการประกาศใช้มาตรการ Nicotine-Free Generation อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวไม่ได้ห้ามการใช้ผลิตภัณฑ์นิโคตินทางเลือกอื่น เช่น บุหรี่ไฟฟ้า หรือถุงนิโคติน (Nicotine Pouch) แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม การเปิดทางให้มีผลิตภัณฑ์นิโคตินทางเลือกยังคงนำมาซึ่งข้อถกเถียงว่า แนวทางดังกล่าวอาจทำให้การบริโภคนิโคตินกลายเป็นพฤติกรรมที่ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติมากขึ้นหรือไม่ ขณะเดียวกัน แม้การตัดควันและสารที่เกิดจากการเผาไหม้ออกจากผลิตภัณฑ์อาจลดการได้รับสารอันตรายบางชนิด แต่การได้รับนิโคตินยังคงมีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด และอาจส่งผลต่อสุขภาพในด้านอื่นๆ ตามมา
ดังนั้น สำหรับประเทศไทย การเดินหน้าไปสู่สังคมที่ลดการบริโภคบุหรี่อาจไม่สามารถพึ่งพามาตรการใดมาตรการหนึ่งเพียงอย่างเดียว แม้การควบคุมและการบังคับใช้กฎหมายยังคงมีบทบาทสำคัญในการป้องกันการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน
ทว่า การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการบังคับจากภายนอกเพียงอย่างเดียว หากยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละบุคคล ดังนั้น การสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการส่งเสริมค่านิยมด้านสุขภาพ ตลอดจนการเปิดพื้นที่ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องรอบด้านเพื่อประกอบการตัดสินใจ อาจเป็นอีกส่วนหนึ่งของทางออกที่ช่วยให้สังคมขยับเข้าใกล้เป้าหมายดังกล่าวได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น
ที่มา:
– https://www.nso.go.th/nsoweb/nso/survey_detail/YG#gsc.tab=0
– https://extranet.who.int/ncdsmicrodata/index.php/catalog/860
– https://ttta.or.th/news-events/63
– https://www.thaipbs.or.th/news/content/509103
Tags: บุหรี่ไฟฟ้า, บุหรี่, นิโคติน, Nicotine Pouch, Nicotine-Free Generation, ถุงนิโคติน, สุขภาพ




