วันนี้ (17 เมษายน 2569) เอกภพ สิทธิวรรณธนะ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงข่าวตอนหนึ่งว่า จากกรณีที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีมติเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ว่าจะมีการปรับเกลี่ยงบประมาณจากกองทุนดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงหรือ Long Term Care (LTC) ไปสู่หน่วยบริการนวัตกรรม 7 วิชาชีพ คลินิกชุมชนอบอุ่น คลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น ร้านยาชุมชนอบอุ่น ซึ่งมีผู้เข้าใช้บริการมากกว่างบประมาณที่จะได้รับการจัดสรร และต้องหางบจากแหล่งอื่นมาโปะ โดยน่าเป็นห่วง เนื่องจากงบประมาณ Long Term Care ถือเป็นระบบที่ท้องถิ่น ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดจ้างนักบริบาลหรือผู้ดูแลผู้สูงอายุให้บริการดูแลผู้ป่วยในครอบครัว ลดภาวะหมดไฟของผู้ดูแลผู้ป่วยในครอบครัว เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างครอบครัว หน่วยปฐมภูมิ และโรงพยาบาล
ทว่า สปสช.ยังคงไม่ระบุว่า งบประมาณที่จะเกลี่ยมามีจำนวนเท่าไร และท้องถิ่นใดบ้างที่จะได้รับผลกระทบ ซึ่งน่าเป็นห่วงมากว่าอาจเป็นการนำงบประมาณที่ใช้ดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงไปแก้ปัญหาหน่วยนวัตกรรม 7 นางฟ้าที่อยู่ในภาวะเสี่ยงขาดทุน
เอกภพให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีอาสานักบริบาลประมาณ 1 แสนคน แต่มีปัญหาเรื่องค่าตอบแทนไม่จูงใจ มีภาระงานเพิ่มขึ้น อีกทั้งนักบริบาลส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และอาจรับภาระงานหนัก ไม่เหมาะกับสภาพร่างกาย ตลอดจนไม่มีระบบพัฒนาศักยภาพและสนับสนุนความยั่งยืน ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า แม้ประเทศไทยมีระบบดูแลผู้ป่วยระยะยาว แต่ระบบก็อยู่ในภาวะเปราะบาง
ด้วยเหตุนี้ การเอางบประมาณกองทุน Long Term Care จึงน่าเป็นห่วงว่าเป็นการแก้ปัญหาผิดทาง ผิดวัตถุประสงค์ของกองทุน Long Term Care ทั้งที่ประเทศไทยอยู่ในสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์
นอกจากนี้ เอกภพยังพบปัญหาเรื่องงบประมาณ Long Term Care ใช้ไม่หมดในกรุงเทพฯ โดยสาเหตุหลักมาจากในพื้นที่กรุงเทพฯ ไม่มีนักบริบาลเพียงพอ ค่าตอบแทนต่ำ มีงบประมาณจูงใจ ขณะเดียวกันระบบขึ้นทะเบียนผู้ป่วย Long Term Care ก็มีปัญหา เพราะโรงพยาบาลใหญ่ไม่ได้ส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่ระบบชุมชน ไปจนถึงปัญหาสำคัญที่สุดคือกรุงเทพมหานคร (กทม.) ยังไม่ได้มีบทบาทเป็นเจ้าภาพดูแลระยะยาวอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้วันนี้จึงมีผู้ป่วย Long Term Care เพียง 3,000 คน เท่านั้น จากที่ควรได้รับบริการประมาณ 3 หมื่นคน หรือประมาณ 90% ยังคงเข้าไม่ถึงระบบ
ส่วนในต่างจังหวัดนั้นมีการแยกงบในส่วนของ Caregiver ไว้ 2 ส่วน คือ 6,000 บาท สำหรับอาสานักบริบาลและ 4,042 บาท สำหรับ Caregiver แบบเต็มเวลา ทว่าในความเป็นจริง ค่าตอบแทนไม่ได้สอดคล้องกับภาระงาน ไม่สามารถจ้าง Caregiver แบบเต็มเวลาได้ งบประมาณก้อนนี้จึงยังคงค้างอยู่ในระบบ
เอกภพกล่าวอีกว่า หากปล่อยเช่นนี้ต่อไป กองทุน Long-Term Care ซึ่งออกแบบมาเพื่อ ‘ลงทุนระยะยาว’ จะไม่ถูกใช้ และในที่สุดจะถูกเปลี่ยนบทบาทให้กลายเป็นแหล่งงบฉุกเฉินของระบบรักษาในที่สุด ในระยะยาว งบเฉพาะกิจต่างๆ เช่น Long-term Care และงบสร้างเสริมสุขภาพ อาจถูกเกลี่ยไปใช้กับการรักษาทั้งหมด ประเทศจะไม่เหลือการลงทุนในระบบป้องกันและดูแลระยะยาว
“ผมเน้นย้ำว่า ไม่ปฏิเสธว่าในระยะสั้น หน่วยนวัตกรรมมีความจำเป็น และควรได้รับงบประมาณอย่างเพียงพอ เพื่อลดความแออัดการเข้าใช้บริการใน รพ.ใหญ่ แต่ในระยะยาว กทม.ต้องปฏิรูประบบสุขภาพเพื่อให้แน่ใจว่า ประชาชนทุกคนใน กทม.เข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพจาก กทม.ด้วย”
สำหรับข้อเสนอของเอกภพและพรรคประชาชน ได้แก่
-
พัฒนาผู้ให้บริการ Long Term Care ของ กทม.อย่างจริงจัง และควรจัดหานักบริบาลอย่างจริงจังมาทำหน้าที่ 3 ประการ ทั้งในส่วนของผู้ดูแลระดับกลาง (Intermediate Caregiver) เพื่อป้องกันการเข้าสู่ภาวะพึ่งพิง ซึ่งคาดการณ์ไว้ราว 1.5 หมื่นคน Long Term Caregiver ดูแลผู้ป่วยระยะยาว คาดการณ์ความต้องการไว้จำนวน 3 หมื่นคน และ Mental Caregiver ดูแลผู้ป่วยจิตเวชระยะยาว คาดการณ์ความต้องการไว้ 1 หมื่นคน แต่ปัจจุบัน จะเห็นว่า กทม.ยังไม่จัดบริการให้สอดคล้องกับความต้องการที่มีอยู่เยอะมาก โดยคาดว่าจะต้องใช้งบประมาณ 1,200 ล้านบาท แต่หากลงทะเบียนผู้ป่วยได้ทั้งหมด กทม.จะได้รับงบสนับสนุนจาก สปสช.ราว 500 ล้านบาท
-
พัฒนาตลาดแรงงาน Long Term Care โดยปรับค่าตอบแทน สวัสดิการ ให้สอดคล้องกับภาระงาน สร้าง Career Path ของนักบริบาล ทำให้ ‘งานดูแล’ เป็นอาชีพที่มีศักดิ์ศรีและอยู่ได้จริง
-
ทดลองโมเดลใหม่ใน กทม. โดยใช้กลไกร่วมทุนระหว่างท้องถิ่นและเอกชน เช่น โมเดลวิสาหกิจของ กทม.หรือโมเดลแบบ ‘กรุงเทพธนาคม’ เปลี่ยน กทม.จากผู้ให้บริการ เป็นผู้ซื้อและตรวจสอบคุณภาพการบริการเพื่อให้เกิดบริการดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงได้จริง
ส่วนข้อเสนอต่อคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เอกภพระบุว่า ขอให้เปิดเผยอย่างโปร่งใสว่าจะโยกงบประมาณ Long Term Care เท่าไร จากพื้นที่ใดได้รับผลกระทบและต้องอธิบายให้ชัดว่า ไม่กระทบกับการให้บริการ หมายถึงอะไร เพราะปัจจุบัน การให้บริการที่ต่ำกว่าความต้องการ กระทบต่อผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง แต่ไม่ได้รับบริการดูแลระยะยาว เนื่องจากไม่เชื่อมั่นในคุณภาพการบริการของ Caregiver
ขณะเดียวกันยังมีข้อเสนอต่อทุกพรรคการเมือง โดยเรียกร้องให้ทุกพรรคที่ส่งชิงผู้ว่าฯ กทม.และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ควรต้องเสนอนโยบายปฏิรูประบบสุขภาพ กทม.อย่างจริงจัง ทั้งระบบสร้างเสริม รักษา ฟื้นฟู และดูแลระยะยาว เพราะเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าระบบบริการสุขภาพ กทม.ถูกละเลยมานาน จนตามไม่ทันระบบบริการของภูมิภาคในเขตสุขภาพอื่นๆ นานแล้ว
“สุดท้ายระบบ Long Term Care คือตาข่ายรองรับความเปราะบางทางสุขภาพของทุกๆ คน เราจะเป็นต้องสานตาข่ายรองรับความเปราะบางนี้ด้วยกัน เพื่อที่จะดูแลกันและกันด้วยการจับตา ปกป้องกองทุน Long Term Care เรียกร้องให้ กทม.ทำในสิ่งที่ควรทำคือ ส่งเสริมนักบริบาลให้เป็นอาชีพที่มีเกียรติ มีความก้าวหน้า เป็นที่น่าภาคภูมิใจ และเป็นที่พึ่งของเราทุกคน” เอกภพระบุ
Tags: สปสช., LTC, งบประมาณบัตรทอง




