วันนี้ (25 มีนาคม 2569) ที่อาคารรัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรถกญัตติด่วนแก้ไขวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยตอนหนึ่ง กรณ์ จาติกวณิช สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นอภิปรายชี้ว่า รัฐบาลล้มเหลวในการบริหารจัดการ ทำให้เกิดสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนและราคาที่เพิ่มสูงขึ้น
กรณ์ฉายภาพว่า ประเทศไทยมีทุกอย่างครบถ้วนในการผลิตน้ำมันสำเร็จรูป ซึ่ง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี บอกว่า ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอ 100 วัน ประกอบกับประเทศไทยยังมีโรงกลั่นขนาดใหญ่ถึง 6 โรง ซึ่งจาก 5 ใน 6 โรงนั้นรัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป ที่ส่งออกสูงถึงวันละ 15% ของปริมาณการผลิต
กรณ์กล่าวว่า เหตุใดทุกวันนี้ประชาชนถึงได้รับความเดือดร้อนจากน้ำมันที่สถานีบริการไม่เพียงพอ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มาจากวิกฤตต่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาการบริหารจัดการ
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวต่อว่า ความย้อนแย้งของข้อมูลระหว่าง ‘ปริมาณน้ำมันที่สถานีบริการ’ กับ ‘ปริมาณการกลั่นของโรงกลั่น ซึ่งรัฐบาลตรวจสอบได้’ แสดงให้เห็นว่า ‘ไอ้โม่ง’ มีอยู่จริง เพราะรัฐบาลเห็นแล้วว่าน้ำมันมีปริมาณเท่าไร คำตอบที่ประชาชนต้องการรับรู้คือ น้ำมันไปอยู่ที่ไหน ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลขาดคือ ข้อมูลการติดตามน้ำมัน
นอกจากนั้นกรณ์มองว่า โครงสร้างน้ำมันของประเทศไทยยังมีปัญหา เพราะประเทศไทยมีน้ำมันทั้งหมด 3 ตลาด 3 ราคา ได้แก่ ตลาดประชาชน (ซื้อที่สถานีบริการน้ำมัน) ซึ่งได้รับการชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตลาดการขายส่งผ่านผู้ส่งน้ำมัน (Jobber) และตลาดน้ำมันเขียว (สำหรับชาวประมง)
เนื่องจากตลาดสำหรับประชาชนได้รับการชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จึงทำให้เป็นตลาดที่มีราคาน้ำมันต่ำที่สุด ขณะที่ตลาด Jobber ไม่ได้รับการชดเชยจึงทำให้มีราคาสูงกว่าสถานีบริการน้ำมันประมาณลิตรละ 20 บาท
“ความล้มเหลวของรัฐบาลคือ ไม่สามารถบริหารให้ผู้ซื้อแต่ละตลาด อยู่ในตลาดของตนเอง และไม่มีมาตรการป้องกัน เพื่อไม่ให้ผู้ซื้อตลาด Jobber หรือตลาดประมงแห่มาซื้อน้ำมันหน้าปั๊ม จึงทำให้น้ำมันขาดแคลนสำหรับประชาชนทั่วไป” กรณ์ฉายภาพ
ดังนั้นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จึงตั้งคำถามไปยังรัฐบาลว่า จะรับผิดชอบกันประชาชนอย่างไร ที่ในอนาคตจะต้องมาจ่ายหนี้ชดเชยให้กับกองทุนน้ำมันฯ ทั้งๆ ที่ภาคอุตสาหกรรมซึ่งควรซื้อน้ำมันจากตลาด Jobber มาเบียดเบียนพื้นที่ของประชาชน
กรณ์อภิปรายต่อว่า ในปัจจุบันสถานะของกองทุนน้ำมันฯ มีหนี้สินกว่า 2 หมื่นล้านบาท แต่ในข้อเท็จจริงกองทุนน้ำมันฯ ยังไม่สามารถกู้ยืมเงินมาชดเชยผู้ค้าน้ำมันได้ เพราะต้องรอมติกู้เงินของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เสียก่อน ดังนั้นจึงเกิดสถานการณ์ที่โรงกลั่น คลังน้ำมันขาดสภาพคล่องและส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการ ‘น้อยกว่าที่ควร’ เพราะหากยิ่งขาดน้ำมัน โรงกลั่นจะยิ่งขาดสภาพคล่อง
“เรื่องแบบนี้ในสภาวะวิกฤตเช่นนี้ สภาพการเป็นรัฐบาลรักษาการไม่ใช่คำอธิบายที่ดีพอ เพราะฉะนั้นด้วยข้อมูลทั้งหมด ประชาชนรู้ดีว่า ไอ้โม่งมีจริง ที่นายกฯ บอกว่า ปัญหาทั้งหมดเกิดจากความตื่นตระหนกของประชาชน เกิดจากการกักตุนของประชาชน
ประชาชนเขาตื่นตระหนกจริงเพราะรัฐบาลล้มเหลว ส่วนกักตุนขอให้ไปดูที่ไอ้โม่ง และขอให้รัฐบาลเอาจริงกับเรื่องนี้ ถ้าท่านไม่เอาจริงกับเรื่องนี้ สุ่มเสี่ยงที่ประชาชนจะสับสนหรือคิดเลยเถิดไปว่า รัฐบาลกับไอ้โม่งเป็นพวกเดียวกัน”
ส่วนประเด็นราคาน้ำมันแพง กรณ์ระบุว่า นายกฯ ได้ส่งสัญญาณว่าจะลอยตัวราคาน้ำมัน ซึ่งสาเหตุที่รัฐบาลล้มเหลวเป็นเพราะ รัฐบาลไม่ได้เข้าไปตรวจสอบสต๊อกน้ำมันที่โรงกลั่นและคลังน้ำมันตั้งแต่แรก แต่ปล่อยให้โรงกลั่นทำกำไรจากสต๊อกน้ำมันราคาถูก (ในช่วงก่อนเกิดวิกฤต) และรัฐบาลยังปล่อยให้โรงกลั่นขายน้ำมันในราคาที่สูงกว่าระดับปกติถึง 3 เท่า
กรณ์กล่าวต่อว่า เป็นที่รู้ดีว่าค่าการกลั่นของไทยเป็นสูตรสมมติ กล่าวคือ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเทียบกับค่าสมมติการกลั่นที่สิงคโปร์ ซึ่งมีการบวกค่าขนส่งและค่าประกันการขนส่ง
“สูตรนี้ถึงเวลาที่ต้องทบทวนแล้ว เพราะทำให้ราคาน้ำมันแพงเกินไป หากเราแก้วิธีการคำนวณสูตร และรัฐบาลจี้ขอข้อมูลต้นทุนของโรงกลั่นคืออะไร เราจะสามารถกำหนดราคาที่เป็นธรรมกับทุกฝ่ายได้”
ทั้งนี้กรณ์เรียกร้องให้รัฐบาลปรับลดภาษีสรรพสามิต 6 บาท และกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นควรจะแบ่งปันเป็นธรรมเนียมลาภลอยเข้ากองทุนน้ำมันฯ
“ท่านนายกฯ กำลังพูดถึงการลอยตัวน้ำมัน แล้วภาษีท่านไม่คิดจะลดให้กับประชาชนหรือ ท่านอ้างว่า มีความจำเป็นต้องใช้เงิน แต่ประชาชนเขาก็มีความจำเป็นต้องใช้เงินเหมือนกัน
“ถ้าเราหวังให้ประชาชนประหยัด เรารู้ว่าประชาชนเดือดร้อน รัฐบาลต้องมีส่วนร่วม โรงกลั่นต้องมีส่วนร่วม” กรณ์ระบุ
Tags: อิหร่าน, พลังงาน, พรรคประชาธิปัตย์, น้ำมัน, ประชุมสภา, น้ำมันแพง, วิกฤตพลังงาน, กรณ์, วิกฤตตะวันออกกลาง




