เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุมสัมมนา อาคารรัฐสภา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้จัดงานเสวนาเรื่อง ‘ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569 ผลกระทบต่อหลักนิติธรรม เศรษฐกิจ และสมดุลอธิปไตย’ โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานรัฐเข้าชี้แจงรายละเอียดของร่างระเบียบฯ ดังกล่าว รวมถึงข้อกังวลจากฝั่งตัวแทนภาคประชาสังคม

สรพงษ์ ศรียานงค์ รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้ข้อมูลว่าระเบียบฯ ดังกล่าว เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นแนวทางปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับคนเข้าเมือง เพื่อให้กระบวนการส่งคนต่างด้าวออกนอกประเทศเป็นไปด้วยความรวดเร็ว คล่องตัว มีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงความมั่นคงของประเทศ

สรพงษ์เน้นย้ำว่า คนต่างด้าวที่เข้าเกณฑ์การถูกเนรเทศประกอบด้วย 3 เงื่อนไขคือ คนต่างด้าวเข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีพฤติกรรมฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ยกตัวอย่างเช่น การปลอมแปลงเอกสารให้ได้มาซึ่งสถานะพลเมือง กลุ่มต่อมาคือคนต่างด้าวที่เข้ามาตั้งนิติบุคคล ประกอบธุรกิจในราชอาณาจักรไทยร่วมกับนอมินีคนไทย ทำการกว้านซื้อที่ดิน หรือประกอบธุรกิจแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบทางกฎหมาย และเงื่อนไขที่ 3 คือ กลุ่มแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย และมีพฤติกรรมกระทำผิดกฎหมายทางอาญาที่มีโทษจำคุกตั้งแต่  5 ปีขึ้นไป ซึ่งส่งผลต่อความไม่สงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

ทางด้าน ฐานิดา ปิยโชติ ผู้แทนเครือข่ายสิทธิมนุษยชนและสิทธิของคนไร้รัฐ (CRSP) แสดงข้อกังวลว่า ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569 จะส่งผลกระทบไปยังกลุ่มผู้ลี้ภัยที่หนีภัยอันตรายมาจากประเทศต้นทาง และมีความเสี่ยงที่จะถูกผลักกลับไปเผชิญการประหัตประหารที่ประเทศต้นทาง 

ฐานิดาเน้นย้ำถึงหลักการไม่ผลักดันกลับ (Non-refoulement) ว่าภายใต้ระเบียบฯ ดังกล่าวที่มุ่งเน้นการบังคับเนรเทศอย่างรวดเร็ว จะนำมาซึ่งการขาดกลไกคัดกรองคนต่างชาติที่จะถูกส่งกลับ โดยเฉพาะชาวเมียนมา ที่เผชิญกับการบังคับเกณฑ์ทหารและการกดขี่จากรัฐบาลทหาร โดยเธอให้ข้อเสนอแนะว่า หลังจากระเบียบฯ นี้มีการประกาศใช้ ควรมีการทบทวนก่อนการเนรเทศอย่างรอบด้าน และอุดช่องว่างที่อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน และหลักการไม่ผลักดันกลับ ร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคม

ด้าน พันตำรวจเอก สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รองผู้บังคับการกองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (รอง ผบก.สส.สตม.) ได้ตอบข้อกังวลข้างต้นจากฝั่งภาคประชาสังคมว่า ทางตำรวจตรวจคนเข้าเมืองยังคงยึดถือพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 เป็นกฎหมายหลักในการปฏิบัติงาน ร่วมด้วย พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 และ พ.ร.บ.การเนรเทศ พ.ศ. 2499

“ระเบียบฯ นี้ไม่ได้เป็นการตัดสิทธิ พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้อง” พันตำรวจเอกสุรศักดิ์ย้ำว่า “ถ้าคุณไม่ทำผิดกฎหมาย คุณก็สามารถอยู่อาศัยได้ตามสิทธิของคุณ”

โดยกลุ่มเป้าหมายแรกของระเบียบฯ ดังกล่าว ในทัศนะของพันตำรวจเอกสุรศักดิ์ คือกลุ่มสแกมเมอร์และกลุ่มทุนเทา ที่ทางการไทยพยายามบังคับส่งคนเหล่านี้กลับ และขึ้นสถานะเป็นบุคคลต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักรไทยอีก 

ฝั่ง ธัญสุดา หน่อแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย สังกัดกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 13 ห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐขับไล่ ส่งกลับ หรือส่งบุคคลเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอีกรัฐหนึ่ง หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นจะตกไปอยู่ในอันตราย 

ซึ่งภายใต้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569 หลักการข้างต้นในมาตรา 13 ยังคงอยู่ โดยในข้อ 6 ของระเบียบฯ ระบุว่า การออกคำสั่งให้เนรเทศคนต่างด้าวออกไปนอกราชอาณาจักร ต้องคำนึงถึงกฎหมาย กฎระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรี รวมทั้งพันธกรณีของไทยภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

พักตร์วิภา อาวิพันธุ์ อัครราชทูต ณ​ กรุงพนมเปญ ปฏิบัติหน้าที่ราชการกรมสนธิสัญญาระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ให้ความคิดเห็นว่า ระเบียบฯ ดังกล่าวไม่ได้บังคับใช้กับคนต่างชาติทุกคนในราชอาณาจักร แต่บังคับใช้กับคนต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมายไทย และขัดความสงบเรียบร้อยศีลธรรมอันดีของประเทศ

“ระเบียบฯ นี้สร้างขึ้นมาเพื่อความปลอดภัยของคนไทยและคนต่างด้าว รวมทั้งความสงบเรียบร้อยของประเทศ” พักตร์วิภากล่าว

โดยในช่วงท้ายของการเสวนา อดิศร เกิดมงคล จากเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) ได้ให้ข้อเสนอในระยะยาวว่า กฎระเบียบเหล่านี้ควรถูกแก้ไขภายใต้ พ.ร.บ.หลักที่เกี่ยวข้องเช่น พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 เพราะการใช้มาตรการทางการบริหารอย่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีมาบังคับใช้ในทางกฎหมาย จะกลายเป็นข้อกังวลในการเร่งกระบวนการเนรเทศให้เร็วขึ้น โดยปราศจากกระบวนการคัดกรองที่รอบด้าน และสามารถมองได้ว่า ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และเพื่อสร้างความเกลียดชังระหว่างเชื้อชาติ โดยจุดอ่อนของระเบียบฯ นี้ ยังคงอยู่ที่การไม่มีการประเมินความเสี่ยงก่อนส่งกลับ ซึ่งหลังจากนี้ควรมีกลไกการคัดกรองเข้ามาเสริม

“เรากำลังใช้ระเบียบของฝ่ายบริหารมาแก้ไขปัญหาชั่วคราว สิ่งที่รัฐต้องมี คือแผนระยะยาวในการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ เพื่อเป็นแนวทางกฎหมายที่ชัดเจน มิใช่แค่มาตรการทางการบริหาร” อดิศรกล่าวทิ้งท้าย

เรื่อง: ณฐาภพ สังเกตุ 

ภาพ: พีรพล บุญยเกียรติ 

Tags: , , , , ,