เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 รายการ b-holder LIVE ทาง The Momentum ชวน สุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตนักการเมือง มาร่วมพูดคุย และประเมินสถานการณ์หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา หลังจากที่ผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์แต่ยังคงไร้วี่แววของหน้าตารัฐบาลชุดใหม่ และทิศทางของประเทศไทยจะเป็นอย่างไรนับต่อจากนี้

สุรนันทน์วิเคราะห์สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ว่า พรรคภูมิใจไทยยังคงชั่งน้ำหนักในการดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น โดยเฉพาะการจัดกระทรวงสำคัญ เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่พรรคกล้าธรรมเคยดูแลมาก่อน ซึ่งอาจไม่เป็นไปตามที่อีกฝ่ายต้องการ

โดยปัจจัยหลักที่ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลนี้ล่าช้ามาจาก 2 ปัจจัยสำคัญคือ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เขากล่าวว่า กกต.มีปัญหาในการสื่อสาร โดยเฉพาะในกรณีที่มีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งลดลงราว 10% ที่ยังไม่มีคำชี้แจงในเรื่องนี้อย่างชัดเจน จนกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาล โดยอีกหนึ่งปัจจัยของความล่าช้านี้คือ การต่อรองทางการเมืองของ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ต้องการ ‘ซื้อเวลา’ เพื่อจัดวางเงื่อนไขการร่วมรัฐบาลของพรรคกล้าธรรม

อย่างไรก็ตาม หากให้เดาใจ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ก็เชื่อว่าร้อยเอกธรรมนัสต้องการอยู่กับรัฐบาล

“กล้าธรรม ผมรู้สึกว่าในภูมิใจไทยก็ยังชั่งน้ำหนักแบบที่เราคุยกัน และมีแนวโน้มอยากให้กล้าธรรมเข้ามา แต่ต้องมาในเงื่อนไขที่ภูมิใจไทยบอก ถ้ากล้าธรรมจะขอกระทรวงเกษตรฯ ก็คงไม่ได้

“ผมมองโมเดลว่า คุณอนุทินต้องสานประโยชน์ ไม่ใช่แค่โหวตเตอร์ในต่างจังหวัด แต่ว่าคุณอนุทินได้รับความไว้วางใจจากพรรคที่ใหญ่ที่สุดในประเทศคือ พรรคข้าราชการประจำ ทหาร ทุนใหญ่ นักธุรกิจ ไปภูมิใจไทยหมด คุณอนุทินก็ต้องตอบโจทย์ตรงนี้”

ทั้งนี้หากร้อยเอกธรรมนัสมาเอง ไปอยู่ใต้ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่มีชื่อว่าจะเป็นรองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นั้นคงยาก ก็ต้องวัดใจกันว่า หากส่งคนอื่นมาแทนจะยอมอยู่ใต้ศุภจีหรือไม่ 

“ถ้าตกลงกันได้ คุณธรรมนัสเห็นตรงกัน นั่งรองนายกฯ ลอย หรือทำแบบ คุณชาดา ไทยเศรษฐ์ ไปหลบอยู่แบบ คุณเนวิน ชิดชอบ รัฐบาลก็จะไปได้ ก็จะมีกล้าธรรม แต่ถ้าไม่มี กล้าธรรมจะเป็นฝ่ายค้านก็น่ากลัว”

สุรนันทน์ยกตัวอย่างว่า ในอดีต รังสิมันต์ โรม และ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อาจต้องหาข้อมูลกันหลายวันหรือหลายเดือน แต่หากร้อยเอกธรรมนัสมาอยู่ฝ่ายเดียวกัน อาจจะให้แฟ้มพรรคประชาชนไปทำงานต่อได้ในเวลาอันใกล้ 

“แล้วสมมติ ถ้าเรามองการณ์ไกล ภูมิใจไทยเกิดมีปัญหากับเพื่อไทย แล้วจำเป็นต้องเอากล้าธรรมขึ้นมา กล้าธรรมเรียกราคาสูงอีก ผมว่าภูมิใจไทยเขาไม่ประมาทหรอก”

ฉะนั้นประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่การมีเสียงเกินไปถึง 350 เสียง แต่คือการที่พรรคกล้าธรรมเป็นฝ่ายค้านนั้นอันตรายเกินไป

“ผมว่ารัฐบาลเอง คุณอนุทินแกท่องคาถาเดียว เพื่อซื้อเวลาในการที่จะต่อรองให้ชัดว่า ตกลงคือกล้าธรรมจะเข้ามาในลักษณะไหน หรือไม่เข้า ถ้าวันที่ประกาศผล ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นวันสุดท้ายที่คุณอนุทินเขาจะรู้แล้ว”

สุรนันทน์กล่าวอีกว่า เมื่อมีการปล่อยข่าวเรื่องสูตร ‘ส้ม-แดง-เขียว’ 250 เสียง สิ่งนี้เป็นตัวแปรสำคัญที่สร้างความหวั่นไหวให้กับการต่อรองในครั้งนี้ ดังนั้นตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรจึงต้องเป็นของภูมิใจไทย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในขั้นตอนการเลือกนายกฯ

“ผมเชื่อมือคุณเนวินนะว่าต้องรวบให้จบ เพราะถ้าเกิดมันไปเบี้ยวตอนเลือกประธานสภาฯ มันยุ่งเลยนะคราวนี้ เพราะฉะนั้นประธานสภาฯ จึงต้องเป็นคนของภูมิใจไทยแน่นอน” 

นอกจากนี้ สุรนันทน์ได้ประเมินภาพรวมว่า หากสามารถรวมเสียงได้ถึง 350 เสียง คณะรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทยน่าจะยังคงเป็นคนเดิมทั้งหมด และถ้าหากภูมิใจไทยสามารถควบคุมเกมการเมืองนี้ได้ จำนวนที่นั่งในกระทรวงทั้งหมด 19 กระทรวง จะตกเป็นของภูมิใจไทยเช่นเดียวกัน

ขณะเดียวกัน สุรนันทน์กล่าวเพิ่มเติมว่า คนรุ่นใหม่ในพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะเป็น ภราดร ปริศนานันทกุล ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ และไชยชนก ชิดชอบ ต่างมีบทบาทในการขับเคลื่อนที่สำคัญ แต่ทางอนุทินก็จำเป็นต้องรักษาสมดุลของฐานเสียงเอาไว้ด้วยเช่นเดียวกัน

“การจัดทัพรอบนี้คุณอนุทินจะต้องตอบโจทย์กลุ่มทุน ทหาร ชนชั้นนำในกรุงเทพ เพราะถ้าเกิดเขาตอบโจทย์ตรงนี้ไม่ได้คนก็จะบอกว่า คราวหน้าไม่สนับสนุน ซึ่งมันเกิดขึ้นกับพรรคไทยรักไทยในยุคที่ 2 เหมือนคุณทักษิณที่ชนชั้นนำในกรุงเทพฯ เริ่มไม่ไว้ใจในบางเรื่อง จึงเกิดความไม่แน่นอนขึ้น”

เมื่อถามถึงความหวังของการเมืองไทยในปัจจุบัน สุรนันทน์กล่าวว่า ยังต้องมีความหวังในการเมือง เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มาในข้ามคืนและต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลง

“มันมีความหวังสิ มันก็ดีขึ้นตั้งเยอะ ตอนปี 2544 ปี 2548 ทุกคนก็รู้สึกมีความหวังขึ้น มันมาจากรัฐธรรมนูญ 2540 เพราะมันเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน มันมีความหวังขึ้น แล้วก็หมดความหวังไป แล้วก็มีการต่อสู้สีเสื้อกัน แล้วมันก็กลับมามีความหวัง มันก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ ตั้งแต่ปี 2475 มันก็เป็นแบบนี้ นี่ก็จะ 100 ปีประชาธิปไตยไทยแล้ว หวังว่าเราจะไม่ต้องใช้เวลาถึง 100 ปี”

Tags: , , , ,