วันนี้ (12 กุมภาพันธ์ 2569) อนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวภายหลังรับทราบข้อมูลดัชนีการทุจริตคอร์รัปชันว่าอยู่ที่คะแนน 33 คะแนนเต็ม 100 ได้อันดับที่ 116 ของโลก ถือว่าอยู่ในคะแนนที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยมีการทุจริตสูง มีความโปร่งใสต่ำ จึงไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้เชิญเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) มาสอบถามว่า มีเหตุผลหรือมีข้อสรุปยืนยันอันใดที่ทำให้ประเทศไทยได้รับการประเมินจากองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติในระดับที่ต่ำ

ทั้งนี้เมื่อทราบในการจัดลำดับและประเมิน ได้เชิญผู้ที่รับผิดชอบเบื้องต้นคือเลขาธิการป.ป.ท.มาหารือ จึงทราบว่ามีวิธีการปรับปรุงแก้ไข เพราะไม่อยากให้เรื่องเหล่านี้เป็นอุปสรรคที่ทำให้คนต่างชาติมองคนไทยไม่ดี ด้วยเหตุนี้ได้สั่งการในฐานะรัฐบาลเดิม โดยสั่งการให้เลขาธิการ ป.ป.ท.ภายใต้การดูแลของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รักษาการรองนายกฯ ให้เตรียมการปรับปรุงวิธีการ กฎหมาย ขั้นตอน ระเบียบ ทั้งในรูปกฎหมาย ระเบียบ กฎกระทรวง พระราชกำหนด หรือการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ตรากฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อปราบปรามต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศนี้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

“เรื่องทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเอาเงินไปให้ซื้อความสะดวก แต่ต้องปฏิรูประบบการอนุมัติ อนุญาต ในการสร้างความมั่นใจกับนักลงทุน นักธุรกิจ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีกับประเทศไทย ต้องเร่งพระราชบัญญัติกฎหมายอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ บังคับใช้จริงจัง มอบหมายหน่วยงานให้รับผิดชอบโดยเฉพาะ โดยให้หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ท., สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อร่วมกันทำเรื่องนี้ให้โปร่งใส”

อนุทินระบุว่า หลังจากนี้จะเร่งดำเนินการกับหน่วยงานที่คอร์รัปชัน ฉ้อราษฎร์บังหลวง และหากมีการคอร์รัปชัน จะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด หากกฎหมายไม่เพียงพอ ก็จะบังคับใช้กฎหมาย 

“หวังว่ารัฐบาลชุดต่อไปจากนี้ จะเป็นรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภาฯ และประกอบกับการออกกฎหมาย ต้องได้รับการรับรองจากวุฒิสภาด้วย ซึ่งตัวรัฐบาลมั่นใจว่า ถ้าได้ตรากฎหมาย แก้กฎหมายที่ต้องใช้การรับรองจากรัฐสภา เราก็เชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาน่าจะสนับสนุนเรื่องการปราบทุจริตคอร์รัปชัน และอำนวยความสะดวกกับผู้ที่มีเจตนารมณ์สุจริตกับผู้ที่ต้องการประกอบสัมมาชีพในประเทศไทย ให้ได้รับความสะดวกมากที่สุด”

รักษาการนายกฯ กล่าวอีกว่า รู้สึกไม่สบายใจกับคะแนน CPI ที่เป็นเครื่องมือสะท้อนภาพลักษณ์ประเทศนั้นๆ และเป็นคะแนนต่ำ โดย 33 คะแนน เมื่อเทียบกับ 100 คะแนนถือว่าสอบตก จากนี้จึงต้องดำเนินการทุกวิถีทาง โดยใช้มูลเหตุนี้ในการผลักดัน สังคายนาวิธีการต่อสู้กับปัญหาการทุจริตของประเทศไทยให้มากที่สุด จะใช้สถานการณ์ปัจจุบัน และเชื่อว่ารัฐบาลชุดต่อไปต้องนำเรื่องนี้ไปดำเนินการต่อ 

อนุทินกล่าวอีกว่า ประเทศไทยยังดำเนินการเข้าเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งหาก OECD รับเป็นสมาชิกเมื่อไร ความโปร่งใสเรื่องการทำธุรกรรมต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และเรื่องธรรมาภิบาล ก็จะถูกยกระดับขึ้นมา เป็นการสร้างความน่าเชื่อถืออีกอย่างของประเทศไทย 

“เราหวังว่าจากนี้ไป รัฐบาลน่าจะอยู่อย่างยั่งยืน ยาวนาน มากยิ่งขึ้น และสถานะรัฐบาลก็จะไม่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยเหมือนที่ผ่านมา 2-3 เดือน รัฐบาลหลังการเลือกตั้งทั่วไปผ่านไปแล้ว ต้องเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก คนเป็นหัวหน้ารัฐบาลต้องตั้งรัฐบาลในรูปแบบที่มีความเข้มแข็ง เพื่อดำเนินนโยบายต่างๆ ได้”

ทั้งนี้ การประกาศดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน (Corruption perceptions Index: CPI) ประจำปี 2568 ที่จัดทำโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International: TI) ที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี มีการประกาศผลเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 โดยประเทศไทยได้อันดับที่ 116 ของโลก และได้คะแนน 33 คะแนน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่อยู่ที่ 42 คะแนน ทั้งนี้เมื่อเทียบกับปี 2567 ดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชันของไทยลดลง 1 คะแนน และเมื่อเทียบกับโลก ไทยแย่ลง 9 อันดับ ต่ำกว่าลาว เวียดนาม อินโดนีเซีย และในภูมิภาคนี้ ไทยได้คะแนนเหนือกว่าเพียงฟิลิปปินส์ เมียนมา และกัมพูชา สะท้อนว่าสถานการณ์คอร์รัปชันของไทยเมื่อเทียบกับทั้งโลกถือว่าวิกฤตหนักกว่าเดิม

Tags: , , , ,