ปัจจุบันคนไทยกว่า 3.4 ล้านคน มีรายได้น้อยกว่า 3,078 บาทต่อเดือน รายได้ระดับนี้ถือว่าต่ำกว่า ‘เส้นความยากจน’ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะคนวัยทำงานที่ต้องเผชิญปัญหารายได้ไม่พอกินพอใช้ แต่กลุ่มเปราะบางอย่างผู้สูงอายุและผู้พิการ ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ต้องเผชิญกับปัญหานี้เช่นกัน
เมื่อมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน ก็ทำให้ความก้าวหน้าในชีวิตของคนคนหนึ่งขยับขยายได้ยาก จะไปทำงานก็ขาดค่าเดินทาง ขาดแรงเพราะไม่มีเงินพอสำหรับค่าอาหาร ส่วนการศึกษานั้นแทบไม่ต้องคิดเพราะมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายแฝงมากมาย จะเรียนออนไลน์ก็ต้องเสียค่าอินเทอร์เน็ต จะเข้าสถานศึกษาก็ต้องเสียค่ารถ ค่ากิน ค่าธรรมเนียมการศึกษา เพราะฉะนั้นการพัฒนาทักษะเพื่ออนาคต จึงแทบจะเป็นเรื่องยากหรือเป็นไปไม่ได้เลย
ในบรรดาประเทศซึ่งเคยประสบปัญหาประชากรมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนนั้น นโยบายที่เป็นที่นิยมและเคยประสบความสำเร็จมาแล้วคือ ตาข่ายรองรับ (Safety Net) เป็นการป้อนเงินเพื่อโอบอุ้มประชาชนที่มีรายได้ต่ำและกำลังทุกข์ทรมานจากความเหลื่อมล้ำของสังคม เพื่อให้ลืมตาอ้าปากได้
ยกตัวอย่างประเทศบราซิลที่ใช้นโยบายดังกล่าวในชื่อ ‘Bolsa Familia’ เพื่อต่อสู้กับความยากจนในประเทศ โดยให้เงินสดกับประชาชนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน พร้อมกับเงื่อนไขว่า จะต้องส่งลูกหลานไปโรงเรียนตามมาตรการของรัฐ และต้องพาเด็กไปฉีดวัคซีนเพื่อสุขภาพตามการนัดหมายของโรงพยาบาล ผลลัพธ์คือทำให้ประชาชนกว่า 20-30 ล้านคน หลุดพ้นจากความยากจนได้ ทั้งยังกลายเป็นต้นแบบให้กว่า 40 ประเทศนำไปประยุกต์ใช้
เช่นเดียวกับประเทศจีนที่มีนโยบาย ‘Di Bao’ ซึ่งรัฐกำหนดเส้นรายได้ขั้นต่ำของแต่ละเมืองเอาไว้ หากใครมีรายได้ต่ำกว่าเส้นรายได้ที่รัฐกำหนด รัฐก็จะทำหน้าที่เติมเงินส่วนต่างให้จนครบ การแก้ปัญหาแบบพุ่งเป้า ดึงคนยากจนในแต่ละพื้นที่ให้มีรายรับสูงขึ้นกว่าเส้นความยากจนนี้ ส่งผลให้จีนสามารถประกาศความสำเร็จว่า ไม่มีประชากรอยู่ใต้เส้นความยากจนขั้นรุนแรงในปี 2020
สำหรับประเทศไทย นโยบาย Safety Net มาในชื่อ ‘คนไทยไร้จน’ ถูกพูดถึงขึ้นมาแล้วในการเลือกตั้งปี 2566 นี้ โดยพรรคเพื่อไทยเสนอที่จะเติมรายได้ให้กับคนไทยที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนทั้งประเทศ ใช้เป็น ‘เงินพยุงตัว’ สำหรับคนที่ตกงาน เจ็บป่วยติดเตียง ชราภาพ พิการ หรือรายได้หดหาย โดยรัฐจะเติมเงินให้ 3,000 บาทต่อเดือน หรือ 3.6 หมื่นบาทต่อปี เพื่อไม่ให้คนไทยมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน
หลักการก็คือ หากประชาชนคนหนึ่งมีรายได้ต่ำกว่า 3.6 หมื่นบาทต่อปี รัฐจะเติมเงินในส่วนที่ขาดไป ยกตัวอย่าง ผู้มีรายได้ 2 หมื่นบาทต่อปี รัฐจะเติมเงินให้ 1.6 หมื่นบาทต่อปี หากมีรายได้ 3.5 หมื่นบาทต่อปี รัฐจะเติมเงินให้ 1,000 บาทต่อปี หรือหากสถานการณ์ย่ำแย่กว่านั้นคือ ไม่มีเงินตลอดทั้งปี รัฐจะเติมเงินให้ 3.6 หมื่นบาทต่อปี และย้ำว่าเป็นการเติมเงินในส่วนที่ขาดหาย แต่ละคนจะได้ไม่เท่ากัน
โดยผู้ที่จะเข้าเกณฑ์รับประโยชน์จากนโยบายนี้จะต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่เข้าสู่ระบบภาษี มีการยื่นแบบฟอร์มรายได้ เพื่อให้รัฐแก้ไขปัญหาความยากจนได้อย่างตรงจุด และเพื่อให้เม็ดเงินภาษีถูกนำไปช่วยเหลือยังกลุ่มที่เผชิญกับปัญหาอย่างแท้จริง ทั้งยังสามารถช่วยให้คนไทยเข้าสู่ระบบภาษี ซึ่งจะใช้งบประมาณราว 6-7 หมื่นล้านบาทต่อปี
นโยบายคนไทยไร้จนยังเป็นการปักหมุดแรกของ Safety Net ในประเทศไทย ซึ่งหลายประเทศเคยทำได้แล้วมาก่อนหน้านี้ น่าจับตาว่า สำหรับประเทศไทย นโยบายนี้จะทำได้จริงมากน้อยแค่ไหน และจะประสบความสำเร็จเหมือนกับประเทศอื่นๆ ที่เคยทำไปแล้วหรือไม่
Tags: ความเหลื่อมล้ำ, เพื่อไทย, พรรคการเมือง, นโยบาย, ความยากจน




