หากถามว่าสถานที่ใดเป็นที่โปรดปรานของคุณ ที่ทำให้คุณได้ใช้ชีวิต และสัมผัสได้ถึงคุณค่าของตัวเองตลอดจนคุณค่าของคนอื่น คำตอบของใครหลายคนอาจจะไม่ใช่ที่ทำงาน แต่อาจจะเป็นบ้าน หรือสถานที่ลับๆ สักแห่งที่ทำให้คุณได้ปลดปล่อยศักยภาพของตัวเอง

แต่สำหรับ สมบัติ บุญงามอนงค์ ที่หลายคนมักจดจำชื่อของเขาว่า ‘หนูหริ่ง’ หรือ ‘บก.ลายจุด’ สถานที่ที่ให้ทุกสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น คือออฟฟิศของเขาอย่าง ‘มูลนิธิกระจกเงา’ สถานที่ซึ่งเขาเป็นผู้ก่อตั้งให้เป็นองค์กรเพื่อสังคม ที่มีบทบาทในการบรรเทาทุกข์บำรุงสุขให้กับกลุ่มเปราะบางในสังคมไทยมานานกว่า 3 ทศวรรษ

The Momentum ชวนหนูหริ่งมาพูดคุยเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ ที่ไม่เพียงแต่ช่วยเหลือผู้คนและเป็นหลักพิงให้กลุ่มเปราะบางนับไม่ถ้วน แต่ยังเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยร่องรอยของผู้คน และยังเป็นพื้นที่แห่ง ‘คุณค่า’ ของผู้ก่อตั้งอีกด้วย 

จริงไหมที่หลายคนบอกว่า กระจกเงาคุมซอยแจ้งวัฒนะ 

ไม่คุมทั้งซอยหรอก พูดเวอร์ไป (หัวเราะ) แต่ผมคิดว่าเราน่าจะเป็นองค์กรที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดแล้วในโซนนี้ 

กระจกเงาเคลื่อนย้ายไปเรื่อยๆ อาคารที่เก่าที่สุดก็มีอายุประมาณ 14 ปี ตรงวิภาวดี 62 ซึ่งเป็นจุดรับของบริจาคที่คนส่วนใหญ่เรียกว่าเป็นมูลนิธิกระจกเงา ตรงนั้นอายุ 14 ปีแล้ว ส่วน Mirror Art ที่ที่เรานั่งคุยกันอยู่นี้เป็นแห่งที่ 2 ที่ตั้งขึ้นมา

แต่ถ้าถามว่าวันนี้เรามีอาคารรับของบริจาคกี่ที่แล้ว (นับนิ้ว) เรามีอาคารอยู่ 7 จุด ใน 2 ซอย

เริ่มแรก คุณมีภาพฝันของมูลนิธิตัวเองอย่างไร 

คิดว่าจะมีคนทำงานอยู่ประมาณ 50 คน อาจมีออฟฟิศใหญ่หน่อย แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นโกดังแบบทุกวันนี้นะ มีทรัพยากร มีรถขนของสัก 3-4 คัน มีเครื่องมือ ซึ่งก็เป็นมาตรฐานทั่วไปขององค์กรที่ทำงานทางสังคม

คุณนิยาม ‘มูลนิธิกระจกเงา’ ไว้อย่างไร

มันคือสิ่งที่เปลี่ยนจากความเป็นนามธรรมสู่รูปธรรม หมายความว่าผมมีความคิดที่จะทำมูลนิธิเพื่อสังคมเป็นตัวตั้งต้น ซึ่งใครๆ ก็สามารถคิดได้เพราะมันเป็นนามธรรม แต่การจะทำให้ความคิดกลายเป็นของจริงหรือที่ผมเรียกว่าเปลี่ยนจากนามธรรมเป็นรูปธรรมได้จะต้องมีทักษะ ความรู้ เครื่องมือ เพื่อน ทั้งหมดนี้คือรากที่รวมกันเกิดเป็นองค์กรขึ้นมา 

เริ่มแรกเราทำละครกันก่อน ในช่วง 10 ปีแรกที่เกิดกระจกเงาขึ้นมา ก็ใช้มันทำละครเลย ปีหนึ่งก็จะทำละครสักเรื่องหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นละครเร่ แล้วก็ทำค่ายอาสา แต่เราก็ยังใช้ละครมาเป็นเครื่องมือทำค่ายเด็กและค่ายเยาวชน 

ผมเติบโตมาจากกลุ่มละครมะขามป้อมที่เติมเครื่องมือให้เราเอามาใช้ในการทำกระบวนการในการสอนเด็กในค่าย ให้พวกเขาสามารถระดมสมองสร้างเรื่องเล่า และจัดโปรดักชันเล่นละครเองตามชุมชนในสลัมหรือตามหมู่บ้านในต่างจังหวัด

ทำไมจึงไม่ทำละครต่อ

คือพอทำมาได้ราว 10 ปี ก็เริ่มเกิดคำถามขึ้นมาในหัวว่า ละครที่เราทำอยู่มันนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงอะไร จริงๆ แล้วมันก็เป็นเรื่องธรรมชาตินะที่จะเกิดคำถามกับสิ่งที่คุณทำมันมาตั้ง 10 ปี ซึ่งคุณอาจเกิดคำถามตั้งแต่ทำมันมาเข้าปีที่ 8 แล้วก็ได้ 

พอเริ่มมีคำถามว่า เราจะอยู่อย่างนี้เหรอ เราจะทำสิ่งนี้ต่อไปอีกนานเท่าไร มันก็เริ่มรบกวนชีวิต ความคิด และการทำงานของผม จนผมต้องหนีไปอยู่หมู่บ้านชาวเขาที่จังหวัดเชียงราย ตอนนั้นก็พยายามหาคำตอบของคำถามที่รบกวนเราด้วย 

ซึ่งคำตอบก็คือ ผมอยากทำงานที่สร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม แต่ตอนนั้นผมมีเครื่องมือแค่เพียงการทำละครและทำค่าย คนที่ร่วมทางในตอนนั้นเกือบทั้งหมดก็มาจากเด็กค่ายอาสาพัฒนาต่างๆ ดังนั้น ทักษะที่พวกเรามีอยู่จึงจำกัด แม้ว่าจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ บ้าง แต่สิ่งนั้นก็ยังคงแคบเกินไป 

จากละครส่งต่ออะไรมาถึงมูลนิธิกระจกเงาในวันนี้ 

เรามีเป้าหมายคือการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ดังนั้นศาสตร์และศิลป์ใดที่ตอบโจทย์ เราก็ใช้สิ่งนั้นเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อใช้เครื่องมือเดิมซ้ำๆ มันทำให้เราค้นพบทักษะที่เรามีจริงๆ คือการออกแบบนวัตกรรมทางสังคม เรามีทักษะที่จะขุดคุ้ยปัญหาขึ้นมาแล้วอยู่กับมันไปนานๆ ได้ โดยไม่เท ไม่ทิ้ง แต่เป็นเงาเกาะปัญหาเอาไว้แบบนั้น แล้วทำความเข้าใจว่ามันเกิดขึ้นมาจากอะไรหรือพัวพันกับเรื่องอะไรบ้าง 

และเมื่อคุณขุดลงไปลึกมาก มากจนสามารถทำความเข้าใจกับกลไก ตลอดจนระบบนิเวศของปัญหาต่างๆ ได้ คุณจะได้เปรียบในการคิดวิธีการตอบโต้ปัญหานั้น 

คนอาจจะคิดว่า นักนวัตกรรมทางสังคมจะต้องมีความคิดสร้างสรรค์เท่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้ว การตอบโต้ปัญหาของนักนวัตกรรมทางสังคม ไม่ได้เกิดขึ้นจากการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจบริบทของปัญหาอย่างลึกซึ้งในระดับที่แจ่มแจ้ง จุดนี้เองที่จะทำให้คุณมองเห็นวิธีที่ทำให้คุณทำน้อยแต่ได้มาก

ผมเรียกมันว่าจุดคลิก คือการกดลงไปตรงจุดใดจุดหนึ่ง แล้วมันเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งหากคุณไปกดตรงจุดอื่นนอกเหนือจากจุดนั้น มันจะไม่มีอะไรเปลี่ยน 

เหมือนกับคนตัวเล็กสู้กับคนตัวใหญ่ ถ้าคนตัวเล็กต้องการให้คนตัวใหญ่สะดุ้ง เขาก็แค่เอานิ้วจิ้มไปที่เอวคนตัวใหญ่ก็จั๊กจี้จนตัวเด้งแล้ว เพราะคุณรู้จักจุดอ่อนของเขา มูลนิธิกระจกเงาก็ใช้วิธีการนี้ คือการเอาคนตัวเล็กของสังคมมารวมกลุ่มกัน เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ามูลนิธิมาก 

สิ่งที่พวกเราทำก็คือ การทุ่มเทลงไปอยู่กับปัญหานั้นนานๆ ขุดคุ้ยปัญหาให้ลึกๆ จับปัญหาพลิกไปพลิกมา คลึงแล้วคลึงอีก ดูอยู่อย่างนั้น ก็คือหมกมุ่นนั่นแหละ (หัวเราะ)

ในช่วงเวลา 34 ปีของการก่อตั้งมูลนิธิกระจกเงา วันนี้คุณมองเห็นบทบาทหรือจุดยืนของรัฐไทย ในการแก้ปัญหากลุ่มเปราะบางชัดเจนขึ้นหรือยัง 

ผมว่ามันมีหลายปัจจัยมาก แน่นอนว่าตอนนี้เรากำลังคาดหวังให้กลไกของรัฐคอยแก้ปัญหา แต่ด้านหนึ่งของกลไกที่ว่านั้นมันไม่มีประสิทธิภาพ และกลายเป็นปัญหาในตัวของมันเอง 

จุดที่ยากที่สุดของรัฐคือ การทำงานกันแบบไซโล (Silo) ความเป็นแท่ง การมีกรอบที่ทำให้การทำงานติดขัด อยู่กันแบบองค์กรใครองค์กรมัน พวกนี้เป็นจุดอ่อนมากๆ ดังนั้นเวลาที่เราทำงานกับภาครัฐ กระจกเงาจะรู้ทันทีว่า เขามีจุดอ่อนอยู่ที่ไหน และหากเราปิดจุดอ่อนเขาได้ เขาจะแฮปปี้มาก รวมทั้งให้ความร่วมมือในแบบที่น่าเหลือเชื่อเลยนะ

เพราะมีคนเปราะบางในสังคมไทยจำนวนมาก นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มูลนิธิของคุณมีอยู่หรือไม่ 

เป็นคำถามที่น่าสนใจนะ ตอนตั้งขึ้นมาใหม่ๆ ไม่ได้คิดไว้เลยว่าวันหนึ่งเราจะกลายเป็นพื้นที่ของคนเปราะบาง ตอนทำ ‘โครงการจ้างวานข้า’ ที่เอาคนไร้บ้านไปทำความสะอาดตามสถานที่สาธารณะต่างๆ ของกรุงเทพฯ อยู่ 2 ปี ทำครบ 50 เขต ทำจนคนแทบจะคิดว่าเราเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะต้องการให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) ​เอาโมเดลนี้ไปจ้างงานกลุ่มเปราะบางมาทำงานให้เขาต่อ 

แต่ปรากฏว่า กทม.ไม่ช้อนไอเดียนี้ไป การจ้างงานคนเปราะบางจึงไม่เกิดขึ้นจริง จึงตัดสินใจจ้างกลุ่มคนเปราะบางมาทำงานในมูลนิธิต่อ โดยค่อยๆ ผนวกพวกเขาเข้ามาทำงานคัดแยกสิ่งของ คนทำความสะอาด ซ่อมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไฟฟ้า กับอีกสารพัดงานที่คนเปราะบางกลุ่มนี้ยกระดับตัวเองเข้าไปทำ 

หรือเพราะกระจกเงายังหา ‘จุดคลิก’ ของภาครัฐไม่ได้ โมเดลที่คุณเคยทำจึงไม่ไปต่อกับภาครัฐ  

เราพบว่า รัฐยังไม่มีกลไกบริหารจัดการหากรับผู้เปราะบางเข้าไปทำงาน ความเป็นไปได้เดียวในช่วงเวลาอันใกล้นี้คือ รัฐจ่ายเงินซื้อบริการจากองค์กรที่มีคนเปราะบางทำงานอยู่ ยกตัวอย่างล่าสุด กทม.จะเปิดโครงการบ้านอิ่มใจให้เป็นที่พักอาศัยของคนไร้บ้าน รองรับคนได้ประมาณ 200 คน หากหน่วยงานของรัฐมีโครงการที่ต้องการจ้างกลุ่มคนเปราะบางไปทำความสะอาดหรือทำอาหาร เขาก็จะมาจ้างผ่านมูลนิธิกระจกเงา​ โดยมีเงื่อนไขว่า มูลนิธิจะต้องจ้างคนไร้บ้านจากบ้านอิ่มใจมาทำงานนี้นะ รัฐก็เป็นทั้งผู้ให้บริการและคนรับจ้าง 

แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อนะว่า ภาครัฐไม่สามารถสร้างระบบจ้างคนเปราะบางทำงานขึ้นมาด้วยตัวเอง 

สภาพแวดล้อมในมูลนิธิเปลี่ยนไปไหม เมื่อต้องมาทำหน้าที่แทนภาครัฐด้วยการหันมาจ้างงานคนเปราะบางในสังคม

กระจกเงาจ้างงานกลุ่มเปราะบางซึ่งรวมกับผู้สูงอายุราว 250 คน แม้ว่าในจำนวนนี้จะมาทำงานไม่ครบทั้งหมด แต่ในทุกๆ วัน คนกลุ่มนี้จะมาทำงานในมูลนิธิไม่ต่ำกว่า 100 คน จากแต่ก่อนที่กระจกเงามีแต่คนหนุ่มสาว พอมีผู้สูงอายุกับคนเปราะบางเข้ามาในมูลนิธิเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ระบบนิเวศมันเปลี่ยนไปเลย ภายในมูลนิธิมีความหลากหลายของคนสูงมาก สูงจนเหลือเชื่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี มันเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมคุ้นเคยและเข้าใจชีวิตมากขึ้น รู้จักดีลกับความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างทางอายุ ความคิด หรือฐานะทางเศรษฐกิจ 

ในมุมมองของผม ความหลากหลายคือความ Healthy สำหรับองค์กรทางสังคมนะ แม้ว่าช่วงที่มาใหม่ๆ อาจจะรับมือไม่ถูก รู้สึกงงๆ หน่อย ผู้สูงอายุกับผู้พิการเต็มไปหมด เราจะทำอย่างไรดี แต่มันจะเป็นผลดีกับองค์กร

คุณมองว่ากระจกเงาให้อะไรกับพวกเขา

ให้มากกว่ารายได้ ตัวผมทำงานที่นี่มานาน ผมรู้ได้เลยว่า สำหรับพวกเขาแล้วกระจกเงาคือความภาคภูมิใจ สถานที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ฆ่าเวลาที่มีคุณค่า และมีความหมายกับกลุ่มเปราะบางมาก จากแต่ก่อนเขาตื่นขึ้นมาแล้วตั้งคำถามว่า ตื่นมาทำไม วันนี้เขาตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่าตัวเองต้องทำอะไร ไปทำงาน ไปเข้าสังคม สังคมที่จะทำให้เขาไม่ต้องนอนอยู่ข้างถนนด้วยความรู้สึกหวาดระแวงกลัวคนจะมาขโมยของ สังคมที่เกื้อกูล รับฟังกัน เมื่อมีใครเจ็บป่วยเราพาไปหาหมอ หรือใครมีปัญหาก็มาปรึกษากันได้ นี่คือสังคมครอบครัว สำหรับผม สังคมแบบนี้คือความงามอีกระดับหนึ่งเลย

กระจกเงาทำให้คนทำงานรู้สึกว่า ที่นี่เป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับเขา คนทำงานจะรักองค์กรมาก บางคนเห็นชัดเจนว่า รักองค์กรมากกว่าตัวของเจ้าหน้าที่อีก (หัวเราะ) 

ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับผู้คนมันสัมพันธ์กันลึกซึ้งเกินบรรยาย เพราะที่นี่คือที่ทำงานสุดท้ายของใครหลายคน คนที่อายุน้อย หากเขาอยากจะเปลี่ยนงาน เขายังมีที่ทางให้ไป แต่ว่าคนที่ทำงานที่นี่หลายคนเป็นผู้สูงอายุเขารู้ตัวอยู่แล้วว่า เขาไม่มีโอกาสได้ทำงานที่อื่นอีกแล้ว 

คนเปราะบางในมูลนิธิกระจกเงาให้อะไรกับคุณ

ให้พลังชีวิต เป็นสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยการพูดคุย คุณจะรู้สึกถึงพลังของเขาแม้ว่าคุณจะมองไม่เห็นมันก็ตาม ผมเคยคิดว่าเมื่ออายุมากขึ้น พลังชีวิตของคนเราจะลดลง ซึ่งจริงๆ ผมเองก็เคยรู้สึกแบบนั้น แต่หลังจากได้เห็นการทำงานของผู้สูงอายุในมูลนิธิกระจกเงาแล้ว ความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย 

ก่อนที่ผมจะมาให้สัมภาษณ์ในบทความนี้ ผมเดินไปเจอคนชราอายุน่าจะเกือบ 70 ปี ทำงานจนเสื้อชุ่มเหงื่อ ในขณะที่คนอื่นๆ เริ่มปิดงานกันแล้ว ผมจึงถามเขาว่า ทำไมยังทำงานอยู่ เขาตอบกลับมาว่าอยากจะทำงานให้เสร็จภายในวันนี้ ไม่ใช่แค่คนที่ผมเล่าให้ฟัง แต่ผู้สูงอายุอีกหลายคนในมูลนิธิกระจกเงาก็มีพลังงานที่ดีกว่าตอนที่เขาเข้ามาใหม่ๆ 

มันนำมาสู่คำตอบว่า ความไร้พลังงานชีวิตไม่ได้เป็นคำตอบเบ็ดเสร็จที่ผูกไว้กับความสูงอายุ หรือแม้แต่คุณจะมีข้อจำกัดทางร่างกาย คุณก็มีพลังชีวิตที่เต็มเปี่ยมได้ 

อีกสิ่งที่ผมได้รับคือ การได้รับรู้ว่า หากคนเราอยู่ถูกที่ถูกทาง คุณค่าของเราจะถูกมองเห็น แม้ว่างานที่เขาทำจะเป็นงานที่พื้นฐานเอามากๆ ก็ตาม 

หรือเป็นเพราะคุณมีเงิน กระจกเงาจึงเกิดขึ้นและเดินหน้ามาจนถึงทุกวันนี้ได้ 

ผมไม่ใช่คนมีเงินนะ กระจกเงามันเริ่มต้นด้วยความคิด มีแรงปรารถนา มีพลังงานและความมุ่งมั่นที่จะเริ่มต้นพาตนเองไปสู่การมองเห็น เมื่อคนอื่นๆ เห็นแล้วว่าคุณกำลังพยายามอย่างบ้าระห่ำ พวกเขาจะรู้สึกอยากเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามนั้น ด้วยการสนับสนุนหรือออกมาร่วมปฏิบัติการไปด้วยกัน ซึ่งเราสะสมพวกเขาไว้ เหมือนกับสโนว์บอลที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อมันหมุนรอบตัวเอง และเรามีโมเมนตัมทางสังคมที่ใหญ่ขึ้น เรื่องที่เราจะต้องชนกับมันก็จะใหญ่ขึ้น ต่อให้การพุ่งชนในครั้งนั้นจะไม่สำเร็จ แต่ก็นับเป็นการทดสอบขีดจำกัดความสามารถขององค์กร

มูลนิธิกระจกเงาคือ พื้นที่ที่เต็มไปด้วยร่องรอยของผู้คนจำนวนมากที่มาร่วมเดินทางด้วยกัน เหมือนกับเล่นผีถ้วยแก้วที่ต้องเอานิ้วของหลายคนมาแตะก้นแก้วเอาไว้แล้วออกแรงเคลื่อน ผมอาจจะแตะแก้วนานหน่อย แต่ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นๆ ไม่ออกแรง และในความเป็นจริง พวกเขาก็ออกแรงเยอะมากด้วย 

ทำไมคุณจึงทุ่มเทกับการเอาเวลาชีวิตของตัวเอง มาปันให้คนอื่นๆ ได้มีชีวิตที่โลดแล่นในมูลนิธิของคุณ

เพราะมันมีความหมาย มันทำให้ชีวิตของคุณถูกใช้ในพื้นที่ที่มีคุณค่า ในความคิดของผม คุณค่าของชีวิตอยู่ภายใต้กรอบเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดเหมือนกับทองคำ ดังนั้นแต่ละช่วงชีวิตของเราจึงสำคัญมาก ชีวิตจึงควรถูกใช้ไปกับสิ่งที่มีคุณค่าในระดับที่ใกล้เคียงกับคุณค่าในตัวของมันเอง เมื่อเรารู้สึกว่าชีวิตถูกเอาไปใช้กับสิ่งที่มีคุณค่า เราก็จะรู้สึกว่าตัวเองมีค่า แต่ถ้าคุณเอาชีวิตไปใช้กับสิ่งที่ไม่มีคุณค่า คุณจะรู้สึกไม่มีคุณค่า ผมมองแบบนั้น

งานนี้ (มูลนิธิกระจกเงา) ดันมีคุณค่าสูงเสียด้วยสิ สูงพอที่จะเอาชีวิตของปัจเจกอย่างผมไปใช้

กระจกเงายังมีคุณค่าที่ต้องพัฒนาไปต่ออีกไหม

เป็นธรรมชาติขององค์กรที่จะต้องมีวิวัฒนาการ ผมมั่นใจว่ามันจะต้องไปต่อ ได้แสดงศักยภาพของมันต่อไป สำหรับผม องค์กรนี้เป็นสิ่งมีชีวิต มันเรียนรู้ที่จะจัดวางตัวเองให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเราจะทำงานกันต่อไป เมื่อโอกาสมาถึงเราจะทำหน้าที่ของเรา เพิ่มขีดความสามารถของกระจกเงาให้มากขึ้น 

แต่ผมไม่ได้หมายความว่า จะทำให้ทุกคนต้องนึกถึงแต่กระจกเงา เพียงแต่ต้องการให้มูลนิธินี้ทำให้ผู้คนหรือองค์กรทางสังคมอยู่ได้ และได้รับประโยชน์จากการมีอยู่ของเรา  

การเติบโตอาจจะไม่ใช่มิติขนาดองค์กร แต่เป็นการเติบโตในแง่ของการทำให้ประเด็นที่เราทำมีความหลากหลายมากขึ้น หรือในประเด็นที่คนตัวเล็กๆ ยังทำไม่ได้ในตอนนี้ หากจะทำต้องตัวโตขึ้นอีกหน่อย รวมๆ แล้วก็คงเป็นเรื่องขีดความสามารถขององค์กร

เหมือนกับเปลี่ยนรัฐบาล นโยบายเก่าๆ ที่เคยทำก็จะหายไปพร้อมกัน ถ้าหนูหริ่งหายไปแล้ว กระจกเงาจะหายไปด้วยหรือเปล่า

ผมคิดว่า องค์กรอายุ 30 กว่าปีอย่างกระจกเงามี DNA และวัฒนธรรมองค์กรในตัวเอง บทบาทของผมอาจจะสูงก็จริงในวันนี้ แต่คนอื่นๆ เขาก็ทำงานได้เยอะมากๆ 

ในกรณีที่แย่ที่สุด หากผมจากไปแล้วและองค์กรไปต่อไม่ได้ ผมคิดว่ากระจกเงาจะเป็นตัวอย่าง บทเรียน โมเดล และเป็นความทะเยอทะยานที่มีพลังของคนตัวเล็กที่คิดอยากจะแก้อะไรใหญ่ๆ เพราะมีคนที่พิสูจน์มาก่อนหน้านั้นแล้วว่าเขาทำได้

เหมือนวันหนึ่งมีคนส่งจรวดขึ้นไปบนดวงจันทร์ครั้งแรก ตอนนั้นคนอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องที่บ้ามาก แต่หลังจากนั้นก็มีจรวดอีกหลายลำถูกส่งขึ้นไป ผมไม่ได้จะสื่อว่าตัวเองจะไปดวงจันทร์หรอกนะ แต่หมายถึงคนที่อยู่ในกระจกเงา หากเขาอยากไปต่อกับเส้นทางนี้เขาก็จะทำองค์กรของตัวเองต่อไป 

ผมหวังว่า น้องๆ ของผมที่ทำงานอยู่ในองค์กรอื่นๆ ที่เราเคยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน บ่มเพาะ พูดคุย สนับสนุนซึ่งกันและกัน จะเติบโตขึ้นมาเป็นแบบกระจกเงา อาจจะไม่ได้เหมือนกันเป๊ะๆ แต่เป็นองค์กรทางสังคมที่มีคุณภาพ ไม่สำคัญหรอกว่าชื่อองค์กรจะเหมือนกันไหม หรือว่าใครเป็นคนทำ เป้าหมายต่างหากที่สำคัญกว่า

Tags: , , , , , ,