ลูเซิร์น เมืองท่องเที่ยวชื่อดังของสวิตเซอร์แลนด์ ที่ชาวเน็ตหลายคนชอบเเซวว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ในสวิตเซอร์แลนด์ของคนไทย (เพราะคนไทยไปสวิตฯ ทีไรต้องแวะที่ลูเซิร์นกันทุกที)

 อดไม่ได้ที่จะยอมรับว่ารีวิวในอินเตอร์เน็ตมีอิทธิพลกับเรามากกว่าที่คิด คำว่า “ใครๆ เขาก็ไปกัน” ทำให้ฉันมองข้ามลูเซิร์นมาโดยตลอด แต่ลมเพลมพัดก็ทำให้ได้มาหาญาติที่สวิต (พร้อมของฝากจากไทย) เรานัดเจอกันที่ลูเซิร์นบ้านเกิดของพี่เขย ที่ๆ ฉันได้มายืนหายใจเข้า-ออก ท่ามกลางเมืองเก่า สายน้ำและภูเขาตามฉบับลูเซิร์นด้วยตนเองว่า จริงๆ มันเป็นอย่างไร  

บรรยากาศของหัวลำโพงขนาดยักษ์ Zurich HB

เพราะลูเซิร์นห่างจากซูริคแค่ 1 ชั่วโมง

เรานั่งรถไฟจากสถานี Zurich HB (Zürich Hauptbahnhof) สถานีรถไฟหลักของเมืองซูริค โดยจะใช้เวลาถึงลูเซิร์นภายใน 1 ชั่วโมง หรือ 53 นาทีแบบเป๊ะๆ สถานีนี้แบ่งออกเป็นหลายชั้น มีชานชาลา ห้องอาบน้ำ ล็อคเกอร์เก็บของ และร้านค้าจำนวนมหาศาล ตามมารยาทแล้วการมาก่อนเวลาอาจเป็นการสร้างความประทับใจที่ดี แต่อาจไม่ได้ช่วยให้การเดินทางราบลื่นเสมอไป เพราะตารางเวลาการเดินรถไฟที่นี่ จะระบุไว้บนป้ายขนาดใหญ่กลางสถานี ที่จะขึ้นหมายเลขชานชาลาบนหน้าจอเมื่อใกล้เวลารถไฟออกเท่านั้น (รถไฟที่นี่จะระบุเป็นเวลาที่ออกและชื่อสถานีปลายทาง ไม่จำเป็นต้องจำชื่อหมายเลขขบวนที่จะไปถ้าไม่ได้จองแบบระบุชื่อและที่นั่งเอาไว้) ส่วนฉันที่หารถไฟตัวเองไม่เจอ ก็เพราะ “You’re too early” พนักงานดูแลตั๋วบอก

บรรยากาศระหว่างทาง

วิวดีอยู่ทางด้านซ้าย

จำนวนผู้คนในขบวนรถคละกันไป ไม่ได้หนาตานักแม้จะเป็นวันอาทิตย์ มีคนแนะนำว่า ต้องนั่งทางด้านซ้ายของขบวนเพื่อวิวที่ดีกว่า เหมือนจะง่ายแต่ด้านซ้ายของขบวนที่ว่าคือซ้ายไหนละ จากหัวขบวนรถเข้ามาจอดหรือหัวขบวนที่จะมุ่งหน้าออกจากสถานี กว่าจะได้คำตอบว่านั่งผิดฝั่ง ก็คือตอนใกล้ถึงและวิวข้างทางของฉันกลับถูกบังด้วยภูเขาทั้งลูกไปแล้ว (ขากลับหลังจากสลับฝั่งไปมา สุดท้ายก็ได้เห็นวิวสมใจจริงๆ) ฉันลงรถไฟมาเจอญาติกำลังยืนรออยู่ หลานตัวน้อยวิ่งเอาน้ำหวานรสชาติคล้ายยาชูกำลังมาให้ ยินดีต้อนรับสู่ลูเซิร์น

สะพานไม้ชาเปลเก่าแก่ที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์

สะพานไม้เก่าแก่ 2 แห่ง

แม่น้ำรอยส์ (Reuss) พาดผ่านตัวเมืองแบ่งลูเซิร์นออกเป็น เมืองเก่าและเมืองใหม่ มีสะพานไม้ชาเปล (Chapel Bridge หรือ The Kapellbrücke) เป็นตัวเชื่อม แม้จะเป็นสะพานที่เก่าแก่ที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ตั้งแต่ปี 1332 แต่ตัวสะพานมีการสร้างใหม่หลังเหตุไฟไหม้เมื่อปี 1993 วิวข้างทางดึงความสนใจเราไปตลอดทาง ทว่าจิตกรรมเก่าแก่ทรงสามเหลี่ยมใต้หลังคาสะพานในสมัยคริสตศวรรษที่ 17 ต่างหากที่ทำให้สะพานนี้ยิ่งพิเศษ หลังเหตุไฟไหม้เหลือภาพดั้งเดิมแค่ 20 กว่าภาพ บางภาพบนสะพานจึงถูกเว้นไป บ้างมีคราบดำเป็นตอตะโกจากร่องรอยของเปลวไฟ บางภาพถูกแทนที่ด้วยภาพถ่าย 

แต่ลูเซิร์นยังมีอีกสะพานหนึ่งที่ไม่ได้เก่าแก่ที่สุดและมีขนาดย่อมลงมา อย่างสะพาน Spreuer ที่คงความออริจินอลตั้งแต่สมัย ค.ศ. 14-15  สะพานนี้ทำหน้าที่เป็นฝายน้ำล้นอีกด้วย เราเดินจากสะพานแรกไปสะพานที่สองที่ไม่ไกลเท่าไร ฉันว่าส่วนที่สวยที่สุดคือการเดินจนสุดทาง และหันมามองมันจากด้านนอกควบคู่กับวิวต่างๆ ของตัวเมือง

จิตรกรรมข้างในที่ยังหลงเหลือ

โบสถ์เยซูอิตกับย่านเมืองเก่า

โบสถ์เยซูอิต (Jesuitenkirche) คือโบสถ์โดมหัวหอมคู่ ยืนตระหง่านริมแม่น้ำรอยส์ คอยขโมยซีนร้านอาหารรอบๆ ริมแม่น้ำไปจนหมด เยซูอิตเป็นโบสถ์คาทอลิกที่นำศิลปะแบบบาโรกมาใช้เป็นครั้งแรกในสวิตเซอร์แลนด์เดินจากตัวโบสถ์ถัดไป จะเป็นเมืองเก่าของลูเซิร์นที่มี 3 อย่างที่ครองใจฉัน ก็คือ น้ำพุ ภาพวาดบนผนังบ้าน และร้าน Heini 

สะพาน Spreuer ขนาดเล็กกว่า กับความเก่าที่สัมผัสได้

อย่างที่ทราบกันว่าสวิตเซอร์แลนด์ติดหนึ่งในประเทศที่มีค่าครองชีพแพงที่สุดในโลก สิ่งที่หาได้ฟรีและรสชาติดีคือน้ำดื่มจากน้ำพุ ลูเซิร์นสร้างน้ำพุให้เป็นงานประติมากรรมขนาดย่อมๆ ล้อกับผนังบ้านหรือบริเวณข้างๆ ลูเซิร์นเล่าเรื่องความสำคัญของตัวเมือง ผ่านฝาผนังบ้าน เป็นรูปภาพที่มีเรื่องราวและคำคม และร้าน Heini ร้านเบเกอรีชื่อดังของลูเซิร์นที่มีหลายสาขากระจายตัวไปทั่วเมือง ร้านนี้สิ่งที่แย่และยากที่สุดคือ การเลือกว่าจะทานอะไรดี ราคาขนมและอาหารสมเหตุสมผล แต่ราคาน้ำดื่มกลับไม่เป็นเช่นนั้นตามสไตล์สวิตเซอร์แลนด์ เรากรอกน้ำแร่จากน้ำพุมาจนเต็มกระบอกน้ำ เลือกเค้กกันคนละชิ้น พร้อมนั่งทานไปก็ชมตึกไป 

ฝายกันน้ำล้นริมกำแพงเมือง

ลูเซิร์นที่คุ้นตาคู่กับสะพานประจำเมือง

โบสถ์เยซูอิต ริมแม่น้ำรอยส์

มังกรผู้เขินอาย ซ่อนตัวหลังเมฆมาตลอดทั้งวัน

ลูเซิร์นล้อมรอบด้วยภูเขา ที่เห็นเป็นฉากหลังในระยะที่ใกล้จนน่าตกใจ ทั้งเทือกเขาแอลป์ เขาริกิ และเขาพิลาทุสหรือเขามังกร ที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองลูเซิร์น ด้วยภูมิประเทศที่ภูเขาและน้ำรายล้อม ลูเซิร์นจึงมีอากาศเย็นตลอดทั้งปีแม้ในฤดูร้อนก็ตาม ฉันคิดว่ายอดเขาพิลาทุสจะผงาดเหนือฟ้าออกมาอวดโฉมให้เราดู แต่วันนี้มันเขินอายซ่อนตัวหลังเมฆตลอดทั้งวัน สงสัยอากาศข้างบนอาจจะแปรปรวนเกินไป อย่างข้างล่างตอนนี้แดดออกจนร้อน ทั้งที่เมื่อครู่ฝนยังตกอยู่เลย

ภายในตัวโบสถ์

เมืองเก่า กับการวาดภาพฝาหนังบ้านที่มีเรื่องราว

ขี้นกำแพงเมือง มองเห็นวิวจากมุมสูง

จุดชมวิวที่ดีที่สุดของลูเซิร์น คือการเดินขึ้นกำแพงเมืองที่มีหอคอยอีก 4 แห่งตั้งอยู่ หอคอยเหล่านี้มีวิวของเมืองให้เห็นในมุมที่แตกต่างกัน  ดอกไม้ตามบ้านเรือนบริเวณทางขึ้นกำแพงเมือง เเข่งกันบานอย่างเต็มที่ แต่ดอกไม้ริมทางหรือจะมาสู้กับวิวราคาหลายร้อยล้านของยอดเขา ที่สีท้องฟ้าตัดกับสีส้มอิฐของหลังคา มีทะเลสาบและเเม่น้ำรอยส์สีฟ้าอมเขียวอยู่รอบๆ 

ร้านอาหารจีน กับโครงสร้างที่ทานอาหารที่โดดเด่นด้วยความแปลกๆ

เราเลือกขึ้นหอคอย Zyt หอนาฬิกาเก่าเพราะหลานตัวน้อยที่นำทาง บอกฉันว่า “หนูเคยอยากเป็นช่างซ่อมนาฬิกาที่นี่แหละ “ ระหว่างทางขึ้นไปมีนาฬิกาขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ตัวหอทำหน้าที่เหมือนเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมๆ เมื่อเราก้าวขึ้นชั้นบนสุด ทุกคนเดินลงมาพร้อมกระซิบว่า ‘บันไดข้างบนชันมาก’ เราเดินออกไปชมวิวที่มองจากมุมสูง เห็นคนเหลือขนาดแค่มด เดินอยู่บนกำแพงเมือง มุมจากหอ Zyt มองเห็นเขาพิลาทุสได้ใกล้ขึ้น แต่ยอดเขาก็ยังคงไม่ยอมโผล่หน้าออกมาจากเมฆสักที 

ร้าน Heini และขนมต่างๆของเขา

 

สิงโตแสนสวยและเศร้าที่สุดในโลก

เราลงจากหอคอยมาหยุดพักดื่มน้ำ ระหว่างทางไปชมสิงโตแห่งลูเซิร์น อนุสาวรีย์แกะสลักรูปราชสีห์ ที่นอนคร่ำครวญรอความตาย จากพิษบาดแผลของหอกดาบ ข้างๆ มีโล่ห์ของทหารสวิตอยู่  อนุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นเป็นการระลึกถึงทหารรับจ้างกว่า 700 นายที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศสแทบทุกคนล้วนเป็นลูกหลานชาวลูเซิร์น 

ลูเซิร์นกับสายน้ำ คือเวนิสที่สงบ และบรูจส์ที่ครึกครื้นกว่า

 มาร์ค ทเวน (Mark Twain) นักเขียนชื่อดังมาเยี่ยมเยียนแถวๆ ลูเซิร์นอยู่พักหนึ่ง ได้บรรยายรูปปั้นสิงโตนี้ว่า “เป็นหินสลักที่สวยและเศร้าที่สุด”  ฉันลองทำตามที่เขาบอกว่า “ใช้ทุกวินาทีที่อยู่ตรงนั้นสังเกตทุกรายละเอียดความปวดร้าวของสิงโตที่กำลังสะอึกสะอื้น ก็จะสัมผัสถึงความสวยที่เเสนเศร้านี้ได้”  แม้คณะทัวร์ท่องเที่ยวต่างๆ จะลงมาอย่างไม่หยุดยั้ง เราเลือกที่นั่งที่ใกล้กับสิงโตที่สุด ฉันมองด้วยความฉงนว่าทำไมหินสลักถึงอ่อนพริ้วได้ขนาดนี้  

ร้านอาหาริมแม่น้ำรอยส์ ที่มีเรียงรายให้เลือกแบบนานาชาติ

บรรยากาศระหว่างทางขึ้นกำแพงเมือง

วิวจากชั้นบนสุดของหอคอย

ทะเลสาบลูเซิร์นสีเทอร์คอยส์จากบนเรือ

ทะเลสาบลูเซิร์นเย้ายวนให้คนเเล่นออกไปชมความงามของหมู่บ้านน้อยๆ ริมเขาแบบใกล้ๆ หรือแค่ล่องไปอ้อยอิ่งกลางทะเลสาบเฉยๆ ก็ยังได้ แต่วันที่อากาศร้อนแบบนี้ การถีบเรือเป็ดอาจไม่ค่อยเหมาะ เราฆ่าเวลาในการรอเรือด้วยการชมหงส์ขาว ดาราดังประจำลูเซิร์น (ผู้เกรี้ยวกราดและเฟียซมากกว่าที่คิด)  ครึ่งชั่วโมงถัดมา เราขึ้นมาบนเรือพร้อมหูฟังอัติโนมัติที่มีเสียงเพลงคลาสสิกบรรเลงระหว่างทาง ท้องฟ้าและสีน้ำทะเลเข้ากับชุดสีฟ้าอ่อนของฉัน 

ยอดเขาพิลาทุสที่วันนี้ขี้อายไปหน่อย

สิงโตลูเซิร์นแสนสวยและเศร้า

“คุณน้าๆ ไปตรงนั้นกับหนูหน่อย” หลานตัวน้อย ผู้มาล่องเรือบ่อยจนรู้ทุกมุมราวกับเป็นกะลาสีเดินมาสะกิด เขาพาฉันไปที่บริเวณท้ายเรือ ก่อนจะผายมืออกกว้างๆ เห็นวิวทุกอย่างแบบไม่มีเสากระโดงเรือมาบัง เราผ่านหลายจุดทางธรรมชาติของลูเซิร์น เห็นลิฟต์ที่ขึ้นไปบนยอดเขาได้ ผ่านปราสาทบนเขาที่ปัจจุบันเป็นโรงเเรม Gutsch ผ่านบ้านตีนเขาริมน้ำที่ฉันฝันว่าอยากมีสักหลัง ‘ไม่น่าอยู่หรอก’ เพื่อนร่วมเดินทางกระซิบบอก “ตรงนี้ถูกจะตาย ดูสิว่าจริงๆ มันไกลจากทุกอย่าง ขนาดถนนเข้าบ้านยังไม่มีเลย”  

ล่องเรือไปดูลูเซิร์นแบบไกลๆ

แล้วลูเซิร์นสวยสมใจไหม?

เราคงพูดว่าที่ไหนสวยที่สุดในโลกได้ ก็ต่อเมื่อเรามีประสบการณ์ส่วนตัวบางอย่างมาช่วยตัดสินใจ เจ้าถิ่นที่นี่บอกฉันว่า ลูเซิร์นคือเมืองที่สวยที่สุดในโลกเพราะเขาโตมากับภูเขา สายน้ำ และบรรยากาศของบ้าน ความใกล้เคียงที่ฉันสัมผัสได้ที่สุดคือบรรยากาศการทานอาหารร่วมกันก่อนแยกย้ายริมแม่น้ำรอยส์ มีบ้านเก่าๆ โดมหัวหอมเป็นวิวอยู่ไกลๆ ฉันสั่ง Alpine Macaroni มะกะโรนีอบชีสที่ทานคู่กับซอสแอปเปิ้ลสูตรพิเศษของสวิตมาทาน ขณะที่หลานชายสั่ง Fischknusperli mit Salat ปลาน้ำจืดชุบแป้งทอดกรอบกับสลัด ฉันแอบชิมของหลานไปสองสามคำ ในขณะที่พ่อหนุ่มน้อยฟาดมะกะโรนีชีสของฉันไปครึ่งจาน ลูเซิร์นสวยมากๆ เมื่อเรามีคนให้แชร์ 

Alpine Macaroni อาหารประจำสวิต 

เราได้ยินภาษาไทยจากนักท่องเที่ยวระหว่างทางมาตลอดทั้งวัน ไม่ว่าลูเซิร์นจะเป็นเมืองเที่ยวอันดับหนึ่งของคนชาติไหนก็ตาม ฉันเชื่อว่าบางอย่าง เสียงเล่าลือถึงความงามของมันน่าจะมีมากจนเก็บความลับไว้ไม่อยู่ เพราะฉะนั้น ด้วยความอร่อยของร้านอาหารในมื้อเย็นวันนั้น ฉันคิดว่าไม่บอกชื่อร้านจะดีกว่า 

Tags: ,