เวียนมาถึงวาระฤกษ์อันเป็นมงคล ‘คเณศจตุรถี’ อีกแล้วนะครับ โดยปีนี้ตรงกับวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ผ่านมาตามปฏิทินสากล แม้ผมอาจจะมาช้า แต่เนื่องในโอกาสเดือนมงคล ผมขอให้เทพผู้มีพระเศียรอย่างคชาชาติพระองค์นั้น ทรงอำนวยพรแก่ผู้อ่านทุกคนครับ
พูดพร้อมกันครับว่า “คณปติ ปัปปา โมริยา! มังคลมูรติ โมริย!”
ขอย้อนความหลังนิดหนึ่งครับว่า ผมได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับอินเดียให้กับทาง The Momentum มาก็นับว่าหลายขวบปีพอสมควร เรื่องแรกที่เขียนก็เรื่องนักบวชกะเทย ก่อนจะมาต่อที่เรื่อง I told พระลักษมี และงานแห่คเณศจตุรถี ตามลำดับ ข้อเขียนทั้งสามได้รับการตอบรับอย่างดีจนผมเองก็ประหลาดใจ แต่ในบรรดาทั้งหมด 3 เรื่อง ดูเหมือนว่าเรื่องพระคเณศในคราวนั้นจะได้รับความสนใจมากที่สุด ผมว่าก็ไม่แปลกหรือประหลาดนัก เพราะในบรรดาเทพเจ้าอินเดียที่เราๆ ท่านๆ รู้จักกัน ก็ต้องยอมรับว่า ‘พระคเณศ’ นี่แหละ แมสที่สุด และนั่นก็คือ ‘จุดแข็ง’ ของพระคเณศ
หากใครที่ได้อ่าน คงจำกันได้ (สำหรับท่านที่อาจจะยังไม่เคยผ่านตา สามารถอ่านได้ที่ ‘คเณศจตุรถี’ เทศกาลที่เพิ่งสร้าง เมื่อการฉลองพระคเณศในอินเดีย เป็นส่วนหนึ่งของการเรียกร้องเอกราช) เทศกาลคเณศจตุรถีถูกหยิบมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของชาวอินเดียในรัฐมหาราษฎร์ เพื่อเผยแพร่แนวคิดในการเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ นำไปสู่การเกิดขึ้นของประเพณีการแห่พระคเณศอย่างใหญ่โตอลังการในปัจจุบัน ตั้งแต่ราวปี 2437
ทว่าหากเราหมุนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไปสักเมื่อราวปี 1170 พระคเณศเคยเข้าไปมีส่วนกับสงครามระหว่างรัฐในอินเดียภาคใต้ ในครั้งนั้นพระองค์เคยถูกจับและบังคับให้พลัดถิ่น วันนี้ Indianiceation จะขอพาผู้อ่านไปทำความรู้จักกับเทวรูป ‘พระวาตาปี คณปติ’ แห่งรัฐทมิฬนาฑู เพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ สงคราม และพระเป็นเจ้า
สงครามระหว่างปัลลวะกับจาลุกยะ
หลังการล่มสลายของราชวงศ์คุปตะเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 9 ประวัติศาสตร์ได้พาดินแดนที่ปัจจุบันคืออนุทวีปอินเดีย เข้าสู่ช่วงที่เรียกกันโดยนักประวัติศาสตร์ว่า ‘ยุคกลางตอนต้น (Early Medieval)’ ซึ่งมีระยะเวลาโดยคร่าวคือตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 10-11 เรื่อยไปจนกระทั่งแรกเริ่มตั้งราชวงศ์มุสลิมที่เดลี (ราวพุทธศตวรรษที่ 16-17) สภาพสังคมในช่วงนั้นมีลักษณะสำคัญคือ เกิดการก่อตัวของรัฐตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วทั้งเอเชียใต้ รัฐบางรัฐที่เคยอยู่ภายใต้ราชวงศ์คุปตะก็แยกตัวออกมาเป็นเอกราช ราชวงศ์ท้องถิ่นมากมายขึ้นปกครองดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยห่างไกล

แผนที่เขตแดนของราชวงศ์ปัลลวะและจาลุกยะ (ที่มา: https://99notes.in/upsc-notes/general-studies-1/history/ancient-india/the-deccan-states-of-ancient-india-300-750-ad/)
ราชวงศ์ปัลลวะแห่งทมิฬนาฑูและราชวงศ์จาลุกยะแห่งเมืองวาตาปี (ปัจจุบันคือเมืองบาทามิ) ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ราชวงศ์ทั้งสองนี้ปกครองดินแดนอินเดียภาคใต้กันคนละส่วน ราชวงศ์ปัลลวะปกครองพื้นที่ตอนบนของรัฐทมิฬนาฑูในปัจจุบัน ส่วนราชวงศ์จาลุกยะปกครองพื้นที่ที่ในปัจจุบันคือตอนกลางของรัฐกรณากฏะ ราชวงศ์ทั้งสองนับว่ามีคุณูปการมากกับประวัติศาสตร์อินเดียภาคใต้ รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย เพราะราชวงศ์ทั้งสองเป็นจุดเริ่มต้นของรูปแบบศิลปะ สถาปัตยกรรม และตัวอักษรที่ถูกถ่ายทอดต่อมายังสุวรรณภูมิ
แต่ด้วยความยิ่งใหญ่ ซึ่งเปรียบได้กับเสือและราชสีห์ ทั้ง 2 ราชวงศ์เข้าทำสงครามกันในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 12 ฝ่ายปัลลวะนำโดย พระเจ้านรสิงหวรมันที่ 1 มามัลละ (ครองราชย์ปี 1173-1211) เข้าทำสงครามกับฝ่ายจาลุกยะซึ่งปกครองโดย พระเจ้าปุละเกศินที่ 2 ศรีปฤถิวีวัลลภา (ครองราชย์ปี 1152-1185) สงครามครั้งนั้นยืดเยื้อยาวนาน ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ ครั้งหนึ่งพระเจ้าปุละเกศินที่ 2 บุกไปประชิดถึงเมืองกาญจีปุรัม เมืองหลวงของฝ่ายปัลลวะ แต่เมื่อพระเจ้านรสิงหวรมันที่ 1 ขึ้นครองราชย์ พระเจ้าปุละเกศินที่ 2 เกิดพลาดท่า กองทัพฝ่ายปัลลวะรุดถึงเมืองวาตาปี ก่อนจะปลิดชีพพระเจ้าปุละเกศินที่ 2 ในสนามรบ
เมื่อพระเจ้าแผ่นดินสิ้นพระชนม์ลง เมืองก็ประหนึ่งไร้ผู้ปกป้อง พวกปัลลวะขนสิ่งของมีค่ามากมายจากวาตาปีไปยังเมืองหลวงในฐานะสินสงคราม หนึ่งในนั้นคือ ‘เทวรูปพระคเณศแห่งวาตาปี’
วาตาปี คณปติม
เรื่องราวของ ‘พระวาตาปี คณปติ’ ปรากฏครั้งแรกในบทเพลง โษฑศะ คณปติ กริติส (Shodasha Ganapati kritis) ของ ท่านมุตตุสวามี ทิกษิตร (Muttuswami Dikshitar) หนึ่งในสามนักประพันธ์ดนตรีกรณากฏาผู้ยิ่งใหญ่ เชื่อกันว่าถูกเขียนขึ้นระหว่างปี 2318-2378 เพื่อกล่าวถึงบุญสถานสำคัญ 16 แห่งของพระคเณศในรัฐทมิฬนาฑู โดยพระวาตาปี คณปตินั้นถูกระบุว่า เป็นเทวรูปพระคเณศ ผู้ประทับอยู่ ณ มูลธาร จักระ (Muladhara Chakra/ ฐานจักระบริเวณกึ่งกลางลำตัว) อยู่เสมอ พระองค์มีพระจันทร์เสี้ยวประดับพระนลาฐ (หน้าผาก) ในพระหัตถ์ทรงต้นอ้อย บ่วงบาศ ผลฝรั่ง หรือทับทิม พระองค์มีร่างใหญ่โต เพื่อสร้างสรรค์จักรวาลแห่งสรรพสิ่ง และทรงขจัดทุกอุปสรรค

เทวรูปพระวาตาปี คณปติ (?) จากเทวาลัยอุตรปติศวรสวามี (ที่มา: Amy Catlin, 1991)
บทเพลง วาตาปี คณปติม ระบุต่อไปว่า นายพลปรัณโชติ (Pranjoti) ได้ยกองค์เทวรูปออกจากเทวาลัย (ว่ากันว่าคือ Lower Sivalaya/ ศิวาลัยหลังล่าง) เมืองวาตาปี หลังสงครามระหว่างปัลลวะกับจาลุกยะจบลงในปี 1185 ก่อนจะเชิญมาประดิษฐานอีกครั้ง ณ เทวาลัยอุตรปติศวรสวามี (Uthrapathiswaraswamy Temple) หรือบ้างก็เรียกว่า เทวาลัยคณปติศวระ (Ganapatisvara temple) หมู่บ้านติรุเชงกาตตังกุฏิ (Tiruchenkattankudi) เมืองนาคปัตตินัม (Nagapattinam) รัฐทมิฬนาฑู ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา บทเพลงเล่าต่อไปว่า ปรัณโชติลาออกจากราชการ ออกบวช กระทั่งได้รับการยกย่องในฐานะนักบุญนายนาร์ (Nayanar) ผู้เป็นที่รักของพระศิวะ
สงคราม ชัยชนะ และเทวรูป
ปัญหาใหญ่ที่สุดของเรื่องนี้คือ เราไม่รู้ว่าตำนานพระวาตาปี คณปตินั้นจริงหรือไม่ เพราะไม่มีหลักฐานอื่นใดกล่าวถึง นอกจากเพลงวาตาปี คณปติม แต่หากพิจารณาในเชิงสังคม กรณีของพระวาตาปี คณปตินั้นไม่ใช่ตัวอย่างเดียว เช่น จารึกของวิชัยราเชนทรเทวะ (พระเจ้าราเชนทระ โจฬะ) พุทธศตวรรษที่ 16 ระบุว่า ท่านได้ชิงเอาทวารบาลมาจากพวกจาลุกยะ ก่อนจะเผาเมืองกัลยาณปุรัมในปี 1587 หรือในคัมภีร์จุลวงศ์ของศรีลังกาก็เล่าย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 9 เมื่อกษัตริย์ปาณฑยะ ศรีมาระ ศรีวัลลภา จากทมิฬ ได้ชิงเอาพระพุทธรูปทองคำไปจากเมืองอนุราธปุระ ก่อนที่พระเจ้าเสนะที่ 2 จะชิงคืนกลับมาได้ ริชาร์ด เอช. เดวิส (Richard H. Davis) ศาสตราจารย์ด้านอินเดียศึกษาประจำ Bard College อธิบายว่า ในวัฒนธรรมอินเดียนั้น การปล้นเอาสิ่งของมีค่าจากผู้แพ้สงครามนั้นไม่ถือว่าเป็นการกระทำผิด ในมนูธรรมศาสตร์ (7.97) ระบุชัดเจนว่า เมื่อครั้งพระอินทร์ทรงรบชนะอสูร ท่านได้ชิงเอามาซึ่งทรัพย์สินของเหล่าอสูรโดยชอบ ฉะนั้นการที่ผู้ชนะสงครามชิงเอาสิ่งของอันมีค่าสูงสุดมาไว้ในครอบครองย่อมกระทำได้ หากเขาเป็นผู้ได้รับชัยชนะ
นอกจากนั้น เดวิสยังพบว่าในบางกรณี เทวรูปถูกใช้เป็นเครื่องต่อรองเพื่อแสดงความภักดีด้วย เช่น เมื่อครั้งพระเจ้าโควินทะที่ 3 แห่งราชวงศ์ราษฏระกูฏ เข้ายึดครองเมืองหลวงของพวกปัลลวะได้ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 13 กษัตริย์ลังกานามว่า พระเจ้าอัคคโพธิที่ 8 ได้ส่งเทวรูปพระกฤษณะ 2 องค์ขึ้นมาถวายพระเจ้าโควินทะที่ 3 เพื่อขอยอมสวามิภักดิ์ ซึ่งพระเจ้าโควินทะที่ 3 นำเทวรูปทั้งสองนี้ไปประดิษฐานในฐานะทวารบาลประจำเทวาลัยแห่งพระศิวะประจำราชธานี ประดุจเสาไฟแห่งชัยชนะ เหตุการณ์นี้ถูกระบุอยู่ในจารึกแผ่นทองแดงสันชันของพระเจ้าอโมฆะวรรษะ (Sanjan Copper Plates of Amoghavarsha) ผู้สืบราชบัลลังก์ต่อจากพระเจ้าโควินทะที่ 3
เมื่อเรามองตัวอย่างที่เดวิสยกมาควบคู่กับสภาพสังคมในช่วงยุคตอนต้นของอินเดียที่มีลักษณะไม่รวมศูนย์ ราชวงศ์ต่างๆ ต่างรบพุ่งกันเพื่อขยายอำนาจการปกครองของตนเอง การเข้าไปยึดเอาสิ่งของมีค่ามาเพื่อแสดงอำนาจย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก เฮอร์มัน คุลเคอ (Hermann Kulke) ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์อินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผู้ล่วงลับ เสริมว่า ช่วงเวลานี้กษัตริย์ฮินดู (รวมถึงพุทธและไชนะด้วย) ในอินเดียพยายามแสวงหาความชอบธรรมจากทุกด้าน โดยศาสนาเป็นด้านสำคัญ มีการพยายามเชิญพราหมณ์จากที่ต่างๆ มาประกอบพิธี ณ เทวาลัยประจำเมือง กษัตริย์ในช่วงนั้นนิยมแสดงตนเป็นตัวแทนของเทวรูปในเทวาลัยแห่งนั้น ดังนั้นการชิงเอาเทวรูปไปจึงเปรียบเสมือนการที่ฝ่ายผู้ชนะชิงเอาศูนย์กลางอำนาจในทางการปกครองของกษัตริย์อีกราชวงศ์หนึ่งไป ถอนแหล่งที่มาของอำนาจ ซึ่งก็คือ ‘พระเป็นเจ้า’
กระนั้นเราก็ไม่รู้อยู่ดีว่า เทวรูปของพระวาตาปี คณปตินั้นมีอยู่จริงไหม พระวาตาปี คณปติอาจจะไม่ใช่เทวรูปพระคเณศประจำเทวาลัยอุตรปติศวรสวามีก็ได้ แต่อย่างน้อยเรื่องราวของเทวรูปองค์นี้ที่ถูกถ่ายทอดสืบต่อกันมาผ่านบทเพลงวาตาปี คณปติม ซึ่งเล่าย้อนเหตุการณ์กลับไปกว่าพันปีก็เปรียบประดุจแคปซูลจัดเก็บเรื่องราวความสัมพันธ์ของศาสนาและการเมืองในอินเดียยุคหนึ่งเอาไว้ ในปัจจุบันหากใครติดตามการเมืองอินเดียก็อาจจะพอได้ยินได้ฟังมาบ้างถึงข่าวการทุบทำลายมัสยิดที่อ้างว่า สร้างขึ้นบนสถานที่ประสูติของพระราม ความพยายามของฮินดูฝ่ายขวาเหมือนกำลังฉายเรื่องราวนี้ซ้ำ การช่วงชิงพื้นที่ทางความเชื่อคืนมายังคงยืนอยู่แทบจะใจกลางของประเทศที่ในทางนิตินัยเป็น ‘รัฐฆราวาสวิถี (Secular State)’ จนไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ศาสนานั้นทรงพลังเสียเหลือเกิน มากเสียจนน่ากลัวเลยด้วยซ้ำ
อ้างอิง:
Catlin, Amy. “Vatapi Ganapatim: Sculptural, Poetic, and Musical Texts in the Hymn to Ganesa”. In Ganesh: Studies of an Asian God, edited by Robert L. Brown, 141-170. Albany: State University of New York Press, 1991.
Chattopadhyaya, Brajadulal D. The making of early medieval India. Delhi: Oxford University Press, 2019.
Davis, Richard H. Lives of Indian Images. Delhi: Motilal Banarsidass Publisher, 1999.
Kulke, Hermann. “Fragmentation and Segmentation versus Integration? Reflections on the concepts of Indian feudalism and the segmentary state in Indian history.” Studies in History 4, no. 1 (1982): 237-263.
_________. “Royal Temple Policy and The Structure of Medieval Hindu Kingdom.” in The Cult of Jagannath and The Regional Tradition of Orissa, edited by Anncharlott Eschmann, Hermann Kulke, Gaya Charan Tripathi, 125-137. New Delhi: Manohar Publications, 1986.
Tags: คเณศจตุรถี, เทวรูป, พระคเณศ, พระพิฆเนศ, Indianiceation, วาตาปี คณปติ, ปัลลวะ, จาลุกยะ, ทมิฬนาฑู, ประวัติศาสตร์อินเดีย, อินเดีย, ศาสนากับการเมือง



