เบียร์คือหนึ่งในเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ที่คนทั่วโลกดื่มในทุกวาระโอกาส เป็นเครื่องดื่มที่ไม่ใช่แค่ให้ความมึนเมา แต่เป็นเครื่องดื่มที่มักอยู่กับงานสังคมทุกประเภท ถ้ามีเบียร์เย็นๆ สักแก้วสองแก้วก็จะทำให้พูดคุยกันลื่นไหลมากขึ้น ซึ่งในท้องตลาดตอนนี้ก็มีเบียร์วางเรียงรายกันเต็มชั้นวางจนเลือกไม่ถูก 

ทางเลือกอันหลากหลายของเบียร์ยกระดับประสบการณ์การดื่ม เราไม่ได้มองหาแค่เครื่องดื่มสีอำพันอีกต่อไป ตอนนี้ยังมีทั้งสีน้ำตาล สีดำ สีบลอนด์และอื่นๆ ที่พร้อมให้เราเลือกเสพ เบียร์ทุกแบบทุกประเภทมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ต่างกัน การเสพรสชาติและกลิ่นที่ละเอียดอ่อนคืออีกสุนทรีย์ของเบียร์ ให้เบียร์สีที่ชอบ กลิ่นหอมถูกใจ และรสชาติที่ใช่ทำให้การดื่มคือช่วงเวลาแสนวิเศษ

แต่ก่อนที่เราจะไปดื่มด่ำรสชาติที่แตกต่าง เรามาทำความเข้าใจกันดีกว่าว่าเบียร์แต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร

เบียร์แต่ละชนิดมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ทั้งสี กลิ่น รสชาติที่นิยมและพบเห็นได้บ่อยๆ อย่างเช่น ลาเกอร์ (Lager) เอล (Ale) IPA (ย่อมาจาก India Pale Ale) สเตาท์ (Stout) หรือเบียร์ดำ และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ความจริงแล้ว ชนิดของเบียร์มีเพียง 2 ชนิดหลัก ได้แก่ ลาเกอร์ และ เอล ที่แตกแขนงออกไปเป็นเบียร์ชนิดอื่นๆ 

วัตถุดิบหลักในการหมักเบียร์มี 4 อย่าง ได้แก่ น้ำ มอลต์ ฮ็อปส์ (พืชไม้เลื้อยมีรสขม นำมาตัดรสหวานของมอลต์) และยีสต์ ทั้งลาเกอร์และเอลอาจมีหน้าตาคล้ายกันอยู่บ้าง แต่ทั้งสองชนิดนี้แตกต่างกันเพราะใช้ยีสต์คนละชนิด และมีวิธีการหมักคนละแบบ

เอลเป็นเบียร์ที่ใช้ยีสต์ชนิดหมักลอยผิว (top fermentation) ที่หมักในอุณหภูมิปานกลาง ประมาณ 15-24 องศาเซลเซียส และยีสต์จะลอยอยู่ที่ผิวด้านบน ใช้เวลาหมักประมาณ 7-8 วัน เบียร์ที่ได้จะมีสีเข้ม รสขมกว่าและแรงกว่าลาเกอร์ มักมีกลิ่นผลไม้หรือเครื่องเทศ เอลแตกแขนงไปเป็นเบียร์ชนิดอื่นๆ ที่ได้รับความนิยม ได้แก่ เพลเอล (Pale Ale) ที่มีต้นกำเนิดจากอังกฤษ ดื่มง่าย เหมาะกับอาหารรสจัด หรือ IPA ที่ปัจจุบันได้รัความนิยมและมีรสชาติหลากหลาย

ส่วนลาเกอร์เป็นเบียร์ที่ใช้ยีสต์ชนิดหมักนอนก้น (Bottom fermentation) ซึ่งหมักในอุณหภูมิที่ต่ำไม่เกิน 5 องศาเซลเซียส และนำไปเก็บไว้ในห้องรักษาอุณหภูมิ ระหว่าง 0-32 องศาเซลเซียสเป็นเวลาหลายสัปดาห์ หรือหลายเดือน ทำให้เบียร์ที่ได้มีความใส ส่วนสีมีความหลากหลายตั้งแต่สีอ่อนไปจนสีเข้ม แต่ที่พบได้มากคือสีเหลืองอำพันอย่างที่คุ้นตากันดี ซึ่งลาเกอร์เป็นเบียร์ที่ได้รับความนิยมที่สุด

สเตาท์ หรือเบียร์ดำเป็นอีกประเภทที่มาแรงในช่วงหลายปีก่อนหน้าเพราะรสชาติเข้มข้น นุ่มลึก หวานติดลิ้นขัดกับสีดำที่ดูขม

วีท เบียร์ (Wheat Beer) คือเบียร์ที่มีรสชาติบางเบาและไม่ค่อยมีรสขมติดลิ้น มีกลิ่นสดชื่นแบบผลไม้ มักใช้ยีสต์ชนิดหมักลอยผิวและใช้วีทมอลต์ ซึ่งปกติการทำเบียร์จะใช้บาร์เลย์มอลต์เป็นหลัก แต่เบียร์ชนิดนี้มีสัดส่วนวีทมอลต์อยู่ที่ 30-70% (ส่วนที่เหลือคือบาร์เลย์มอลต์) ส่งผลให้วีทเบียร์มีสีอ่อน และมีความขุ่นจนเกือบเป็นสีขาว เบียร์ชนิดนี้เหมาะกับผู้ที่เพิ่งเริ่มดื่ม หรือคนที่ชอบความสดชื่น 

แต่ยังมีเบียร์อีกประเภทหนึ่งที่ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงและไม่ค่อยเห็นก็คือเบียร์ที่มีสีแดง

Red Ale หรือเบียร์สีแดงอาจจะหน้าตาคล้ายคลึงกับลาเกอร์อื่นๆ แต่ก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว สีน้ำตาลอมแดงของเบียร์เกิดจากสัดส่วนของมอลต์ที่มากขึ้น ซึ่งกรรมวิธี malting ที่นำเมล็ดไปแช่น้ำจนแตกยอดอ่อน เมล็ดพืชนั้นจะสร้างเอนไซม์ที่เปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาล ส่งผลให้เบียร์ที่มีสัดส่วนมอลต์เยอะมีสีเข้มขึ้น มีรสเข้ม หวานและมีกลิ่นหอมไหม้

รสชาติที่แตกต่างกันก็ทำให้ประสบการณ์ในการเสพต่างกันไปด้วย หลายคนอาจคุ้นตากับเบียร์น้องใหม่ อย่าง Huntsman ที่อาจเป็นทางเลือกของคนที่สนใจวีทเบียร์สไตล์เบลเยี่ยม วีทเบียร์ของ Huntsman ได้ผ่านการฟิลเตอร์มาแล้วเพื่อทำให้รสสัมผัสของเครื่องดื่มบางเบาและนุ่มนวล ลุ่มลึก แต่ดื่มง่าย 

แต่ถ้าต้องการความแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร Black Dragon เบียร์สีแดงมีกลิ่นหอมไหม้รสคาราเมลคือตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะมากับความหวานเข้มดื่มง่ายลื่นคอ แต่ก็อย่าให้รสหวานหอมหลอกคุณ เพราะความขมไหม้เล็กๆ ที่มาตอนท้ายจะเปิดประตูสู่ประสบการณ์ใหม่ๆ ในแบบที่คุณคาดไม่ถึง

เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเบียร์กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าสังคม ทำให้อารมณ์ของเราลื่นไหลมากขึ้นในทุกโอกาส เบียร์เป็นมากกว่าเครื่องดื่มเพราะเบียร์คืออีกประสบการณ์ทางรสชาติที่เราเลือกเสพ และยิ่งได้เสพรสชาติที่แตกต่าง ไม่เหมือนใคร ก็จะผลักดันแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์เหมือนได้ไปท่องพรมแดนใหม่ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะชอบเสพความนุ่มนวล สดชื่นแบบ Huntsman หรือชอบเสพความเข้มข้น หอมไหม้แบบ Black Dragon ก็คือการเสพความแตกต่างที่รอให้คุณได้ค้นพบด้วยตัวเอง

 

อ้างอิง

Tags: , , , , ,