เชื่อว่าใครหลายคนตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าปีนี้จะเริ่มออกกำลังกาย และการวิ่งมักเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ เพราะเป็นกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เยอะ และสามารถเริ่มได้เลยทันที
สำหรับนักวิ่งมือใหม่ นอกจากการเลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับตัวเองแล้ว การมีสมาร์ตวอตช์ (Smart Watch) ที่ช่วยติดตามข้อมูลด้านสุขภาพ พร้อมให้คำแนะนำที่ใช้ได้จริง ที่จะช่วยให้การออกกำลังกายมีประสิทธิภาพ และรักษาความต่อเนื่องในการฝึกซ้อมได้ในระยะยาว
หากคุณกำลังมองหาสมาร์ตวอตช์ที่มีดีไซน์ทันสมัย ตอบโจทย์ทั้งการวิ่งและการใช้งานในชีวิตประจำวัน วันนี้ The Momentum จะพาไปรู้จักสมาร์ตวอตช์ที่ครองใจนักวิ่งทั่วโลกมาอย่างยาวนานอย่าง Garmin ซึ่งในปีนี้ได้เปิดตัวสมาร์ตวอตช์รุ่นใหม่หลายรุ่น เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งาน

ภาพ: Garmin Thailand
หนึ่งในนั้นคือ Garmin Forerunner 170 Music ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นับเป็นการกลับมาในรอบ 2 ปีของตระกูล Forerunner โดยพัฒนาต่อยอดมาจาก Forerunner 165 พร้อมอัปเกรดฟีเจอร์หลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์การฝึกซ้อม การติดตามสุขภาพ รวมทั้งการประเมินความพร้อมทางร่างกายที่ละเอียดมากขึ้น เรียกได้ว่ามัดรวมฟีเจอร์ที่โดดเด่นจากสมาร์ตวอตช์รุ่นเรือธงมาไว้ในเรือนนี้ โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายราคาสูง
โดย Garmin Forerunner 170 Music ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด ‘คู่หูเพื่อเริ่มต้นการฝึกซ้อม’ เจาะกลุ่มนักวิ่งมือใหม่และคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นดูแลสุขภาพ เพื่อช่วยให้ทุกการเริ่มต้นออกกำลังกายง่ายและสนุกยิ่งขึ้น
ด้วยรูปทรงขนาดกะทัดรัด และน้ำหนักเพียง 41 กรัม ตัวเรือนสีสันสดใส จอสัมผัสแบบ AMOLED ขนาด 1.2 นิ้ว ความละเอียด 390 x 390 พิกเซล และมีการเคลือบสารกันรอยขีดข่วน โดยวัสดุตัวเรือนทำมาจากพอลิเมอร์เสริมใยแก้ว พร้อมสายซิลิโคนขนาด 20 มิลลิเมตร เบาสบายและสวมใส่ได้ตลอดทั้งวันแม้กระทั่งตอนนอน
ด้านแบตเตอรี่รองรับการใช้งานได้นานสูงสุดถึง 10 วัน ในโหมดสมาร์ตวอตช์ ขณะที่โหมด Always-on ใช้งานต่อเนื่องได้นานสูงสุด 4 วัน และหากเปิดโหมดประหยัดพลังงาน จะเพิ่มอายุการใช้งานได้นานสูงสุดถึง 19 วัน ส่วนการใช้งานโหมด GPS ใช้งานต่อเนื่องได้นานสูงสุด 14 ชั่วโมง ขณะที่การชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็ม 100% จะใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง
Garmin Forerunner 170 Music มาพร้อมกับฟีเจอร์พื้นฐานที่ครบครัน ทั้ง GPS ในตัว การวัดระยะทาง เพซ (Pace) และการวัดอัตราการเต้นของหัวใจจากข้อมือ ขณะเดียวกันได้พัฒนาเครื่องมือด้านการฝึกซ้อมระดับสูงอย่าง Garmin Coach, Garmin Run Coach, Daily Suggested Workouts, Running Power และ Running Dynamics ให้มีความละเอียดและแม่นยำมากขึ้น พร้อมให้คำแนะนำที่เหมาะกับสภาพร่างกายและการฝึกซ้อมของผู้ใช้ในแต่ละวัน 
และยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ด้านสุขภาพที่ครอบคลุม ทั้งการวัดอัตราการเต้นของหัวใจตลอด 24 ชั่วโมง, Sleep Score, Body Battery, HRV Status, Stress Tracking, Pulse Ox รวมถึง Health Snapshot ที่ช่วยสรุปข้อมูลสุขภาพสำคัญในเวลาเพียง 2 นาที ทำให้ผู้ใช้สามารถติดตามสุขภาพและการฟื้นตัวของร่างกายควบคู่ไปกับการออกกำลังกายได้อย่างครบถ้วน
ขณะเดียวกันได้อัปเกรดเซนเซอร์ไจโรสโคป (Gyroscope) ที่ช่วยตรวจจับการหมุนและทิศทางการเคลื่อนไหวของข้อมือได้ละเอียดขึ้น โดยทำงานร่วมกับเซนเซอร์อื่นๆ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการติดตามกิจกรรม การเคลื่อนไหว และข้อมูลการออกกำลังกายต่างๆ
นอกจากฟีเจอร์พื้นฐานด้านสุขภาพและการฝึกซ้อม Garmin ยังเพิ่มอีก 3 ฟีเจอร์ใหม่อย่าง Quick Workouts, Training Readiness และ Training Status เพื่อช่วยให้ผู้ใช้วางแผนการฝึกซ้อม ประเมินความพร้อมของร่างกาย รวมถึงติดตามพัฒนาการของตัวเองได้อย่างเป็นระบบ
โดย Quick Workouts หรือโปรแกรมฝึกซ้อมสำหรับผู้เริ่มต้น เพียงกำหนดระยะเวลาและระดับความเข้มข้นในการฝึกซ้อม ระบบจะสร้า งโปรแกรมที่เหมาะสมขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ทำให้ผู้ใช้เริ่มต้นฝึกซ้อมได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาจัดตารางเอง
ถัดมาคือฟีเจอร์ Training Readiness ช่วยประเมินความพร้อมของร่างกาย โดยวิเคราะห์จากคุณภาพการนอนหลับ ระยะเวลาการฟื้นตัว ค่าความแปรปรวนของอัตราการเต้นหัวใจ (Heart Rate Variability: HRV) ระดับความเครียด และการฝึกซ้อมที่ผ่านมา ก่อนสรุปเป็นคะแนนความพร้อม เพื่อแนะนำว่าร่างกายเหมาะกับการฝึกซ้อมในระดับใด ควรเพิ่มหรือลดความเข้มข้นของการฝึก หรือควรหยุดพักในวันนั้น
และ Training Status ที่จะช่วยวิเคราะห์ภาพรวมของการฝึกซ้อม พร้อมแสดงสถานะของผู้ใช้ว่าอยู่ในระดับ Peak, Maintaining, Detraining หรือ Recovery ทำให้ผู้ใช้ปรับโปรแกรมการฝึกได้อย่างเหมาะสม พร้อมแนะนำเวลาพัก เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ ลดความเสี่ยงจากการฝึกหนักเกินไป (Overtraining) ทำให้การฝึกซ้อมมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ด้านฟีเจอร์ที่เกี่ยวกับการใช้งานระหว่างวันก็น่าสนใจไม่แพ้กัน มีการเพิ่มระบบ Garmin Pay หรือการชำระเงินแบบไร้สัมผัสผ่านสมาร์ตวอตช์ เพียงผูกบัตรที่รองรับเข้ากับอุปกรณ์ ก็แตะเพื่อจ่ายได้ทันที โดยไม่ต้องพกกระเป๋าสตางค์หรือโทรศัพท์ และยังรองรับบัตร Rabbit สำหรับผู้ใช้งานที่เดินทางด้วย BTS หรือแตะจ่ายด้วย Rabbit Wallet ได้อีกด้วย ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันและระหว่างการออกกำลังกายให้คล่องตัวยิ่งขึ้น
อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่โดดเด่นใน Forerunner 170 Music คือการรองรับการฟังเพลงโดยตรงจากนาฬิกา เพียงดาวน์โหลดเพลงหรือเพลย์ลิสต์จากบริการสตรีมมิงที่รองรับ เช่น Spotify, Amazon Music และ Deezer มาเก็บไว้ในอุปกรณ์ จากนั้นเชื่อมต่อหูฟัง Bluetooth เพื่อฟังเพลงได้ โดยไม่ต้องพกโทรศัพท์ ช่วยให้การออกกำลังกายมีความคล่องตัวและเพลิดเพลินมากกว่าเดิม
สำหรับราคาของ Garmin Forerunner 170 Music จะอยู่ที่ 12,490 บาท มาพร้อมกับตัวเรือนสีสันสดใสและสายแบบทูโทน ทั้งหมด 4 แบบ ได้แก่ สี Black คู่กับสาย Black/ Amp Yellow, สี Whitestone คู่กับสายสี Whitestone/ Cloud Blue, สี Teal Green คู่กับสายสี Teal Green/ Citron และสี Red Pink ที่มาพร้อมสายสี Red Pink/ Mango ซึ่งสีสันเหล่านี้ช่วยเพิ่มความสนุกให้กับการสวมใส่ในทุกวัน
สำหรับใครที่กำลังมองหาสมาร์ตวอตช์สำหรับการวิ่งเรือนแรก Garmin Forerunner 170 Music ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ตอบโจทย์ทั้งการฝึกซ้อมและการใช้งานในชีวิตประจำวัน พร้อมเป็นคู่หูที่ช่วยเติมเต็มทุกกิจกรรม และอยู่เคียงข้างในทุกจังหวะชีวิต
Tags: watch, การวิ่ง, Running, Garmin, GIZMODE, Smartwatch, สุขภาพ, Garmin Forerunner 170 Music, health, Running Smartwatch, ออกกำลังกาย, นาฬิกา




