บทสนทนาบางส่วนจากคลิปเสียงระหว่าง ทราย สก๊อต และพี่ชาย ที่เปิดเผยและยืนยันให้เราเห็นว่า ‘เวลา’ ไม่ได้ช่วยเยียวยาทุกอย่าง แม้ว่าบาดแผลจะผ่านมานานหลายปี แต่ร่องรอยของมันยังคงติดตรึงอยู่ทั้งในร่างกาย ความทรงจำ และความรู้สึกของใครบางคน โดยที่เวลาไม่เคยช่วยลบเลือนมันให้หายไปจริงๆ

จากกรณีของทราย สก๊อต ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องราวการถูกล่วงละเมิดทางเพศจากคนในครอบครัวอย่างพี่ชายและพี่เลี้ยง ซึ่งหากเรานั่งดูตั้งแต่คลิปแรกที่ทรายรวบรวมความกล้าออกมาเล่าเรื่องราวเหล่านั้น ทั้งโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้เลยคือ เราเห็นความเจ็บปวด และเขาตกอยู่ในสภาพ Emotional Breakdown อย่างหนักตลอดทั้งคลิป

แต่ขณะเดียวกัน สังคมบางส่วนกลับตั้งคำถามว่า “จริงไหม” แล้วทำไมถึงเพิ่งออกมาพูด

เรื่องราวบานปลายไปจนถึงเมื่อวานนี้ที่ พาย-สุนิษฐ์ สก๊อต พี่ชายของทราย ออกมาเผยแพร่คลิปแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด พร้อมยืนยันว่า ไม่เคยล่วงละเมิดน้องชายและครอบครัวไม่เคยทอดทิ้งเขา

“เรื่องที่ทางน้องได้มากล่าวหาผมอย่างรุนแรงว่าผมไปข่มขืนเขา อันนี้ผมขอการันตีเลยว่ามันไม่ใช่เรื่องจริงและมันไม่เคยเกิดขึ้น… ผมไม่มีวันทำเรื่องอะไรแบบนั้น เพราะมันเป็นเรื่องที่น่าขยะแขยง เป็นเรื่องที่แย่มากๆ แล้วผมไม่เคยคิดหรือเจตนาที่จะทำแบบนั้นกับใครเลย โดยเฉพาะน้องของผมเอง และผมก็เสียใจมากๆ ที่น้องเขาคิดว่าผมมาทำอะไรแบบนั้นกับเขา”

หลังจากคลิปนี้ถูกเผยแพร่ กระแสสังคมก็เริ่มตีกลับอีกครั้ง มีทั้งคำถาม ข้อสงสัย และการพูดถึงประเด็นการแจ้งความต่างๆ จนท้ายที่สุด ทราย สก๊อต ต้องออกมากรีดบาดแผลตัวเองอีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่า เขาพูดความจริงและเขาไม่ได้โกหก

คำถามสำคัญคือ ทำไมสังคมยังต้องการหลักฐานความเจ็บปวดจากเหยื่อ ถึงจะยอมเชื่อว่าเขาเจ็บจริง

กรณีของทราย สก๊อต ฉายภาพเดิมๆ ให้เห็นซ้ำๆ ว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในสังคม ที่เมื่อเหยื่อต้องการพูดว่า “ฉันถูกล่วงละเมิดทางเพศ” แต่เพียงคำพูดนี้กลับไม่เคยเพียงพอ เพราะสังคมยังต้องการเห็นเหยื่อที่น่าสงสารมากพอ ร้องไห้มากพอ มีบาดแผลมากพอ และต้องมี Trauma มากพอ

ทำไมเพิ่งพูด ทำไมไม่หนี ทำไมไม่มีหลักฐาน ทำไมยังอยู่ใกล้คนทำร้าย ทำไมเรื่องถึงเพิ่งถูกเปิดเผย

ปรากฏการณ์อันน่าสลดนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสังคมที่เรามักตั้งคำถามกับเหยื่อก่อนเสมอ มากกว่าตั้งคำถามกับความรุนแรงที่พวกเขาเผชิญ

กรณีของทรายเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนมาก และหากทรายไม่ได้มีหลักฐานเป็นคลิปเสียง ไม่ได้เปิดเผยออกมา สังคมจะเชื่อเขาหรือพี่ชายกันแน่ ส่วนคำตอบนั้น ขอเว้นไว้ให้ผู้อ่านเป็นคนตอบเอง

มีงานวิจัยมากมายที่ช่วยอธิบายแนวคิด หรือจิตวิทยาต่างๆ ว่าทำไมคนถึงไม่เชื่อเหยื่อในทันที เช่น เพราะพวกเขาไม่ได้เป็น ‘เหยื่อในอุดมคติ’ หรือยังดูน่าสงสารไม่มากพอ และอีกหลายๆ เหตุผล

แต่บทความนี้ไม่ได้ต้องการอธิบายสังคม แค่อยากตั้งคำถามว่า ทำไมเราถึงยังต้องคอยกรีดซ้ำบาดแผลของเหยื่อ เพื่อที่จะได้เชื่อพวกเขาอย่างสุดหัวใจ

ทั้งนี้ สิ่งที่น่าเศร้าไม่แพ้การถูกล่วงละเมิดทางเพศ ทั้งจากครอบครัวหรือใครก็ตาม อาจเป็นช่วงเวลาหลังจากนั้น ช่วงเวลาที่คนคนหนึ่งต้องพยายามพิสูจน์ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันนั้นเป็นเรื่องจริง

จนเราอาจลืมไปว่า การที่คนคนหนึ่งออกมาเผย Trauma ของตนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นจากคนในครอบครัว คนใกล้ตัว หรือคนที่มีอำนาจมากกว่า

เจ็บปวด เปิดแผลใหม่ เผยหลักฐาน เล่าใหม่อีกครั้ง เจ็บปวด กระทำซ้ำ

ทั้งหมดนี้ เหยื่อต้องทำซ้ำๆ แค่เพียงเพื่อให้ถูกรับฟัง

บางทีคงถึงเวลาที่สังคมต้องเปลี่ยนสักที เราไม่จำเป็นต้องรอให้ใครคนหนึ่งต้องเปิดเผยทุกบาดแผลทั้งชีวิต หรือร้องไห้จนไม่เหลือน้ำตาสักหยด เพื่อที่ใครสักคนหรือสังคมจะเปิดใจรับฟังพวกเขาอย่างแท้จริง

เพราะบางครั้ง แค่การพูดว่า “สิ่งนั้นเคยเกิดขึ้นกับฉัน” ก็อาจเป็นเรื่องที่หนักมากพอแล้วสำหรับเหยื่อคนหนึ่ง

Tags: , , , , , , , , ,