วันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังภาพยนตร์ภาคต่อเรื่อง นาคี ๓: ครุฑา นาคี เข้าฉายในงานเปิดตัวรอบปฐมทัศน์ แต้ว-ณฐพร พรประภา นักแสดงผู้รับบทสำคัญมาตลอดตั้งแต่ในฉบับละครรวมถึงภาพยนตร์ 2 ภาคก่อนหน้า ได้ยื่นคัดค้านค่ายโมโน สตรีมมิ่ง กรณีนำภาพการแสดงในภาคล่าสุดไปดัดแปลงด้วยเทคนิค CG จนเห็นเป็นภาพหน้าอกในลักษณะที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงขณะถ่ายทำ 

ด้านบริษัท โมโน สตรีมมิ่ง จำกัด ไม่นิ่งนอนใจ ได้เลื่อนการฉายออกไปเพื่อตัดฉากดังกล่าวออก พร้อมออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า 

“ก่อนถ่ายทำมีการชี้แจงบทบาท ฉาก และลักษณะการตัดต่อดัดแปลงโดยใช้เทคนิคพิเศษแล้ว ซึ่งบริษัทดำเนินกระบวนการผลิตโดยสุจริตภายใต้ขอบเขตการดำเนินงานที่ได้ตกลงและขอความยินยอมจากนักแสดงและผู้เกี่ยวข้องก่อนดำเนินการถ่ายทำ ไม่เห็นด้วยกับข้อกล่าวหาว่าดำเนินการโดยมิชอบ แต่เมื่อได้ข้อคัดค้าน จึงรับฟังและเร่งดำเนินการเพื่อคลี่คลายข้อกังวลและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น 

“โดยการตัดสินใจนี้เป็นการแสดงความรับผิดชอบและคำนึงถึงนักแสดง ไม่ใช่การยอมรับว่าบริษัทกระทำผิดหรือมีความรับผิดตามข้อคัดค้านแต่อย่างใด”

ต่อมาในวันที่ 24 ตุลาคม แต้ว ณฐพร ก็ออกแถลงการณ์เช่นกัน เพื่ออธิบายเรื่องราวจากมุมมองของตนเพิ่มเติม และเปิดเผยเหตุผลที่ตัดสินใจยื่นคำคัดค้าน

“ก่อนการถ่ายทำ แต้วได้พูดคุยและยินยอมให้ใช้เทคนิค CG เพื่อถ่ายทอดตัวละครในโลกวรรณคดี ให้มีความสวยงาม สมจริง และเป็นไปตามจินตนาการทางศิลปะ แต่ด้วยความที่ภาพในจินตนาการของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน และยังไม่ได้มีการกำหนดรายละเอียดของภาพสุดท้ายให้เห็นตรงกันอย่างชัดเจน แต้วจึงไม่ได้เป็นผู้เลือกอนุมัติให้ภาพสุดท้ายออกมาในลักษณะที่ทุกคนได้เห็น จนกระทั่งได้ชมพร้อมกับทุกคนในวันกาล่า ต้องยอมรับว่า รู้สึกไม่สบายใจและตกใจมาก เพราะภาพที่ปรากฏแตกต่างจากสิ่งที่แต้วเคยจินตนาการไว้ และเกินกว่าขอบเขตที่แต้วรู้สึกสบายใจจะให้ภาพของตัวเองถูกนำเสนอในลักษณะนั้น

“แม้จะเป็นภาพที่สร้างขึ้นด้วยเทคนิค CG แต่สุดท้ายก็ยังเป็นใบหน้าของแต้ว สิ่งที่แต้วกังวลอย่างมาก ไม่ใช่เพียงความรู้สึกในวันที่ได้เห็นภาพ แต่คือผลกระทบที่อาจตามมาในระยะยาว เพราะเมื่อภาพถูกเผยแพร่ออกไปแล้ว ก็อาจถูกบันทึก ส่งต่อ หรือนำไปเผยแพร่โดยปราศจากบริบทที่ถูกต้อง และแต้วคงไม่สามารถตามอธิบายความจริงให้ทุกคนเข้าใจได้ตลอดไป แต้วจึงรู้สึกว่าตัวเองจำเป็นต้องทำอะไรบางอย่าง ในช่วงเวลาที่ยังมีโอกาสแก้ไข ก่อนที่ผลกระทบเหล่านั้นจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลงได้อีก 

“สำหรับแต้ว ความรู้สึกนี้เป็นสิ่งที่แต้วมีสิทธิรู้สึก และแต้วก็อยากเคารพความรู้สึกและขอบเขตของตัวเอง จึงตัดสินใจใช้สิทธิของตัวเองผ่านการยื่นหนังสือคัดค้านอย่างเป็นทางการ เพื่อขอให้ระงับการเผยแพร่ฉากที่ถูกดัดแปลงด้วยเทคนิคจนทำให้ดูเหมือนแต้วเปลือยร่างกายส่วนบนออก”

แม้ความเสียหายจะถูกจำกัดวงเอาไว้ได้ทัน เพราะเธอยื่นคัดค้านไปก่อนภาพยนตร์จะได้ออกฉายทั่วประเทศ แต่ก็ไม่อาจเลี่ยงผลกระทบทั้งหมดได้อยู่ดี เพราะยังต้องเผชิญกับความคิดเห็นคุกคามทางเพศตามโพสต์ข่าวออนไลน์ รวมถึงข้อวิจารณ์เรื่องภาพลักษณ์ตามที่ตัวเธอคาดการณ์เอาไว้ด้วย

แต่แน่นอนว่าแต้วไม่ใช่คนแรกที่ออกมาต่อสู้เพื่อสิทธิที่ตนพึงมีในฐานะนักแสดง ที่ผ่านมาเคยมีอีกมากมายหลายกรณีที่ร่างกายของนักแสดง นักร้อง และคนในวงการบันเทิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างกายของผู้หญิง ถูกตัดต่อเกินกว่าจะเป็นเพียงการรีทัชเก็บรายละเอียด บางครั้งมาจากความรู้สึก ‘หวังดี’ อยากให้ผอมลง ขาวขึ้น สวยขึ้น หรือบางทีก็ตัดต่อให้เผยเรือนร่างมากขึ้นเพื่อ ‘ความเป็นศิลปะ’

และนี่คือผู้หญิงอีก 7 คนที่ออกมาบอกตรงๆ ว่าตนไม่ได้รู้สึกดี หรือในหลายกรณีก็ไม่ได้ยินยอมให้ตัดต่อภาพของตนด้วยซ้ำ

โรซามันด์ ไพค์ (Rosamund Pike)

“ในโปสเตอร์หนัง Johnny English Reborn (2011) เขาเสริมหน้าอกให้ฉันด้วยนะ คือในภาพมันดูใหญ่มาก ซึ่งของจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นน่ะ” ไพค์กล่าว ก่อนเล่าต่ออีกว่า ตอนถ่ายปกภาพยนตร์ชีวประวัติ มารี คูรี ก็โดนตัดต่อเหมือนกัน 

“ในปกหนัง Radioactive (2019) ไม่รู้ทำไมนะ แต่เขาตัดต่อสีตาฉันให้เป็นสีน้ำตาล แต่ทั้งหมดที่ว่ามามันคือรอบที่ชัดจนเราดูออกใช่ไหม รอบที่เราสังเกตว่า ‘อ้าว ตาฉันสีน้ำตาลเหรอเนี่ย’ หรือ ‘นมฉันใหญ่เชียว’ ซึ่งแปลว่ามันต้องมีนับครั้งไม่ถ้วนเลยที่เขาตัดต่อรูป เปลี่ยนหน้าตาเราไปโดยที่เราไม่ได้สังเกต”

ไพค์ผู้โด่งดังเป็นพลุแตกจาก Gone Girl (2014) ไม่ได้ออกมาประท้วงและยื่นหนังสือเหมือนอย่างแต้ว เหตุผลส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตอนถูกตัดต่อครั้งแรก เธอไม่ได้มีอำนาจต่อรองในวงการมากมายนัก ส่วนกรณีหลังที่เกิดขึ้นหลังเธอมีชื่อเสียงขึ้นมากแล้ว ก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้ก่อความเสียหายอะไร แต่อย่างไรก็ทำให้เธอรู้สึกฉงนมากพอที่จะหยิบมาพูดถึงอีกครั้งในรายการทอล์กโชว์ The Kelly Clarkson Show 

ซู ฉี (Shu Qi)

ในปี 2019 ซู ฉี (Shu Qi) นักแสดงชื่อดังชาวไต้หวันจากภาพยนตร์ Millennium Mambo (2001), The Transporter (2002) และ The Assassin (2015) เข้าไปแสดงความคิดเห็นใต้ภาพถ่ายที่แฟนคลับปรับสีผิวของเธอจนดูผิวขาวอมชมพูขึ้นมากว่า 

“ทำไมไม่ไปเป็นแฟนคลับคนที่เขาผิวขาวๆ แทนล่ะ” 

ที่มา: 8Days

คอมเมนต์ของเธอถูกนำเสนอเป็นข่าวบันเทิง และถูกนำไปพูดถึงต่ออย่างกว้างขวางในสื่อโซเชียลฯ ของจีน เนื่องจากคู่กรณีไม่ใช่ค่ายหนังหรือสื่อมวลชนที่มีอำนาจ แต่เป็นแฟนคลับของเธอเอง เสียงวิจารณ์จึงแตกเป็น 2 ฝั่ง ระหว่างฝั่งที่เห็นด้วยที่ซู ฉีต่อต้านค่านิยมความงามที่ยกย่องผิวขาว กับฝั่งที่มองว่าเธอไม่ควรตอบโต้รุนแรงขนาดนั้นกับแฟนคลับเลย

ลูพิตา นยองโก (Lupita Nyong’o)

“Grazia UK ทำฉันผิดหวัง พวกเขาตัดต่อผมฉันออกและเกลี่ยให้แนบตรงไปกับศีรษะ เพื่อให้สอดคล้องกับค่านิยมความงามแบบยุโรปเป็นศูนย์กลาง (Eurocentric) ซึ่งคอยกะเกณฑ์เราอยู่ว่าผมแบบไหนสวย แบบไหนไม่สวย”

ที่มา: Grazia UK และบัญชีทวิตเตอร์ส่วนตัวของนยองโก

ในปี 2017 ลูพิตา นยองโก นักแสดงชาวเคนยา ที่หลายคนอาจรู้จักจาก 12 Years A Slave (2013) และ Black Panther (2018) คืออีกรายที่ออกมาประท้วงผ่านทวิตเตอร์ในเวลานั้น พร้อมเปิดเผยภาพจากการถ่ายทำ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเดิมทีนอกจากจะไม่ได้แต่งผมจนเรียบตรงขนาดนี้ เธอยังมีผมหางม้าด้านหลังที่ถูกตัดออกไปด้วย

แม้เป็นการออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างโจ่งแจ้ง ไม่ได้เขียนแถลงการณ์รักษาน้ำใจทีมงานส่วนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือยื่นหนังสือหลังบ้านอย่างเป็นทางการเพื่อรักษามารยาทกับทุกฝ่ายแบบแต้ว ทางนิตยสาร Grazia UK ก็ออกมายอมรับผิดและขอโทษ โดยระบุว่าไม่เห็นด้วยกับมาตรฐานความงามที่คับแคบ ส่วนความผิดพลาดครั้งนี้เกิดจากการไม่ได้ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงกับภาพต้นฉบับให้ดีก่อนเผยแพร่

แอมเบอร์ เฮิร์ด (Amber Heard)

นักแสดง แอมเบอร์ เฮิร์ด (Amber Heard) ยื่นฟ้องผู้สร้างภาพยนตร์ London Fields (2018) ใจความระบุว่า มีการถ่ายทำและตัดต่อฉากเปลือยกับฉากเซ็กซ์โดยใช้ตัวแสดงแทน จนทำให้ผู้ชมเข้าใจว่าเป็นตัวเธอเอง

ที่มา: London Fields (2018)

เรื่องนี้มีความคล้ายกับกรณีของแต้วที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์ นาคี ๓: ครุฑา นาคี หลายจุด คือทางค่ายยืนยันว่ามีการพูดคุยกันมาก่อน ด้านเฮิร์ดยอมรับว่าพูดคุยเงื่อนไขเรื่องฉากเปลือยไว้ในสัญญา แต่ผู้สร้างถ่ายฉากเพิ่มเติมหลังจากเธอออกจากกองไปแล้วโดยจงใจไม่แจ้งให้ทราบ วิธีการคือใช้นักแสดงแทนของเธอถ่ายฉากเปลือยและฉากเซ็กซ์ที่โจ่งแจ้งกว่าที่พูดคุยกันไว้ จากนั้นตัดต่อให้ผู้ชมเข้าใจได้ว่าเธอแสดงฉากเหล่านั้นเอง

นอกจากนี้ อีกข้อกล่าวหาที่เฮิร์ดระบุเอาไว้ด้วย คือผู้สร้างเก็บภาพถ่ายของเธอในสภาพเปลือยบางส่วนระหว่างเปลี่ยนชุดเก็บไว้ใช้ในทางมิชอบ ทั้งที่เดิมทีเธอยินยอมให้ถ่ายเพื่อใช้ตรวจสอบความต่อเนื่องของเครื่องแต่งกายและการแต่งหน้าเท่านั้น

ชูฮวา (Shuhua) วง I-DLE

นับเป็นอีกหนึ่งตัวแทนจากไต้หวันที่ออกมาแสดงตัวว่าไม่พอใจกับการถูกตัดต่อ โดยปกติชูฮวาเป็นที่รู้จักในฐานะไอดอลเกาหลีที่ถ่ายรูปหน้าสดบ่อยๆ โดยหลายครั้ง เธอเลือกไม่ใช้ทั้งฟิลเตอร์และเครื่องสำอาง ในปี 2025 เธอพบว่ารูปที่ส่งไปให้ต้นสังกัด Cube Entertainment เพื่อโพสต์ถูกตัดต่อ จึงส่งข้อความสื่อสารกับแฟนคลับในแพลตฟอร์มส่วนตัวว่า

ที่มา: ข้อความแชตใน Bubble for Cube ที่ชูฮวาใช้สื่อสารกับแฟนคลับ

“รูปต้นฉบับคือรูปนี้นะคะ ฉันไม่พอใจมากเลยที่ค่ายตัดต่อรูปแปลกๆ เลยบอกไปแล้วว่าอย่าทำแบบนี้อีก อุตส่าห์เช็กรูปก่อนส่งเวอร์ชันไฟนอลแล้วนะ แต่ภาพก็ยังออกมาแบบนี้ได้ มันเป็นภาพที่ฉันอยากให้แฟนคลับดู ฉันบอกแล้วแท้ๆ ว่าอย่าส่งอะไรแปลกๆ เขาจะส่งรูปที่ขนาดฉันเองยังไม่ชอบให้แฟนๆ ไปทำไมกันนะ”

เมแกน ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ (Meghan, Duchess of Sussex) หรือเมแกน มาร์เคิล

ในปีเดียวกับที่นยองโกออกมาคัดค้าน Grazia UK น่าสนใจที่ฝั่ง Grazia Australia เลือกให้พื้นที่ในการพูดประเด็นการถูกตัดต่อกับ เมแกน มาร์เคิล ซึ่งในขณะนั้นยังไม่ได้แต่งงานกับเจ้าชายแฮร์รี และยังไม่มีตำแหน่งดัชเชส

ที่มา: Getty Images

“จนถึงทุกวันนี้ สิ่งหนึ่งที่ฉันยังคงไม่ชอบเอามากๆ คือสีผิวฉันมักถูกปรับให้ขาวขึ้น ส่วนกระบนหน้าก็มักถูกรีทัชออกจากภาพถ่าย” โดยนอกจากนี้ เธอยังเสริมอีกว่า เธอมักถูกพยายามจัดเข้ากล่องให้เป็นผู้หญิงประเภทนั้นประเภทนี้เสมอ 

“เวลาไปออดิชันบททีไร ฉันถูกแปะป้ายว่า คนนี้ดู ‘เชื้อชาติคลุมเครือ’ (Ethnically Ambiguous) ตลอด เป็นลาตินาหรือเปล่า หรือเป็นคนยิวเซฟาร์ดิก หรือเป็นคนขาวนี่แหละแต่ลุคดูแปลกใหม่ (Exotic) ไหนจะเรื่องกระบนหน้าที่ทำให้เรื่องยุ่งยากไปใหญ่”

จามีลา จามิล (Jameela Jamil)

“ตอนเพิ่งเริ่มต้นทำงานในวงการนี้ ฉันไม่รู้ว่าฉันมีสิทธิปฏิเสธไม่ยินยอมให้รีทัชภาพด้วย ตอนนั้นก็เลยโดนตัดต่อให้หน้าขาว จมูกเล็กแบบคนอังกฤษ ต้นขาเล็ก ดูผอมเพรียวเพอร์เฟกต์ ฉันกลับไปดูรูปเองยังรู้สึกแหยงๆ เลย ฉะนั้นขอโทษทุกคนที่ต้องมาเห็นสภาพฉันตอนนั้น แล้วทำให้รู้สึกกดดันว่าต้องผอมให้เท่าคนในภาพด้วยนะคะ” จามีลา จามิล กล่าว

ที่มา: The Good Place (2016-2020)

นักแสดงนำจากซีรีส์ The Good Place (2016-2020) รายนี้เคยป่วยเป็นโรคคลั่งผอม (Anorexia) และหลงผิดว่าตนเองมีรูปร่างผิดปกติ (Body Dysmorphia) อยู่เป็นเวลานานกว่า 20 ปี เธอเป็นคนดังไม่กี่คนที่พูดคุยอย่างเปิดเผยเรื่องประสบการณ์การป่วยทางใจ ซึ่งเป็นผลกระทบจากมาตรฐานความงาม พร้อมกันนั้น ยังรณรงค์เรื่องนี้อย่างต่อเนื่องตลอดหลายปี

อ้างอิง:

– https://www.thairath.co.th/entertain/movie/2967633

– https://www.etonline.com/rosamund-pike-speaks-out-against-her-body-being-altered-on-movie-posters-161170

– https://www.theguardian.com/film/2017/nov/10/lupita-nyongo-grazia-editing-hair-eurocentric

– https://www.8days.sg/entertainment/asian/shu-qi-anita-yuen-speak-against-digitally-whitened-photos-312131

– https://www.koreatimes.co.kr/entertainment/others/20251027/taiwanese-k-pop-star-who-refused-photoshop-draws-praise-from-fans

– https://graziamagazine.com/articles/meghan-markle-on-racism

– https://www.theguardian.com/lifeandstyle/2019/jan/03/jameela-jamil-whiter-face-photographs-airbrushing 

Tags: , , , , , , , , , , , ,