นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนข้ามเดือนมายังมีนาคม ประเด็นเรื่อง ‘คำนำหน้านาม’ หรือ ‘นาย นาง และนางสาว’ ยังกลายเป็นหัวข้อถกเถียงที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ซึ่งหนึ่งในปรากฏการณ์ที่น่าสนใจและน่าตกใจคือ ‘LGB no T’ ที่การเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ กลับนำไปสู่การต่อต้านการรับรองเพศสภาพ ของบุคคลข้ามเพศ (Transgender) และการเปลี่ยนคำนำหน้านาม
คอลัมน์ Gender สัปดาห์นี้ จึงอยากชวนทุกคนคุยเรื่องคำนำหน้านามอีกครั้ง และชวนหาคำตอบว่า ทำไมกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (อาจ) ไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวกัน
อย่างแรก อาจเป็นเพราะเพศสภาวะและการแสดงออกทางเพศที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ผู้หญิงข้ามเพศยังคงต้องยึดตัวตนอยู่กับคำว่า ‘นาย’ จนนำไปสู่ผลเสียต่างๆ เช่น การถูกใช้ดุลยพินิจจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ที่บางครั้งอาจถูกหัวเราะเยาะ หรืออาจร้ายแรงไปจนถึงการถูกล่วงละเมิดทางเพศจากการสัมผัสอวัยวะเพศ ในขณะเดียวกันก็อาจถูกปฏิเสธการจ้างงาน หรือการถูกทำให้อับอายในพื้นที่สาธารณะที่จำเป็นต้องใช้คำนำหน้านาม เช่น ศูนย์ราชการ หรือการทำธุรกรรมต่างๆ เพียงเพราะเพศสภาวะและการแสดงออกทางเพศ ไม่ตรงกับเอกสารราชการที่กำหนดคนจากเพศกำเนิด (Biological Sex)
ในขณะที่กลุ่มชายรักชายหรือเกย์ไม่จำเป็นต้องสัมผัสประสบการณ์เชิงลบเหล่านั้น เพราะกลุ่มชายรักชายมีเพศสภาวะที่ตรงกับเพศกำเนิด ซึ่งได้รับการยอมรับในฐานะ ‘ผู้ชาย’ ภายใต้สังคมเพศทวิลักษณ์ (Gender Binary) อันนำไปสู่ความไม่เข้าใจในประสบการณ์ทางชีวิต ที่ยากลำบากกว่าตนเอง แม้ว่ากลุ่มชายรักชายจะเผชิญกับอคติทางเพศต่อเพศวิถี (Sexual Orientation) แต่พวกเขาก็ยังสามารถดำเนินชีวิต ในรัฐราชการ ที่ยึดถือระบบกฎหมายแบบเพศทวิลักษณ์ได้อย่างเป็นปกติ
ในขณะเดียวกัน กลุ่มเลสเบียนหรือหญิงรักหญิงก็อาจมีประการณ์ทางชีวิตใกล้เคียงกับกลุ่มชายรักชาย เพียงแต่ยืนอยู่บนฐานของความเป็นผู้หญิง ซึ่งมีทัศนคติที่ครอบคลุมถึงความยากลำบาก ในการใช้ชีวิตของผู้หญิง ทั้งจากการถูกกดทับโดยโครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่ ซึ่งอาจนำมาสู่กรอบของความเป็นหญิงที่กีดกันผู้หญิงข้ามเพศ จากการทวงถามถึง ‘ความลำบากจากสถานะของผู้หญิงในสังคม’ เช่น การประพฤติตนหรือแม้แต่การผูกติดความเป็นหญิงเข้ากับชีวภาพ เช่น การมีมดลูกและประจำเดือน ตลอดจนความสามารถในการตั้งครรภ์ ที่ในขณะเดียวกันก็อาจนำไปสู่การกีดกันผู้หญิงที่ไม่มีประสบการณ์ หรือไม่เป็นไปตามกรอบของความเป็นหญิงนั้น
ดังนั้นจึงอาจไม่แปลกนัก ที่เมื่อกล่าวถึงประเด็นการเปลี่ยนคำนำหน้านาม ให้สอดคล้องกับเพศสภาพ จึงอาจเกิดการเมินเฉย ไปจนถึงการต่อต้านของกลุ่ม LGB เพราะพวกเขาไม่ได้ประสบปัญหาดังกล่าว หรืออาจไม่ได้เห็นถึงผลประโยชน์ของตน เพราะความแตกต่างของประสบการณ์ทางเพศของชายจริง หญิงแท้ เกย์ เลสเบียน และไบ ที่นำไปสู่การตัดสิทธิคนข้ามเพศที่มองว่า สิทธิในการเปลี่ยนคำนำหน้านาม เพื่อการใช้ชีวิตในสังคม
จากการมองว่าสิทธิในการเปลี่ยนคำนำหน้านาม เพื่อการใช้ชีวิตในสังคมหรือรัฐที่ตั้งอยู่บนแนวคิด 2 เพศ (ชาย-หญิง) ได้อย่างปกติ ว่าเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือ ‘เป็นสิ่งที่มากไป’
ทั้งนี้ยังสะท้อนความตึงเครียดภายในกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศเช่นกัน จากการที่กลุ่มเกย์ เลสเบียน และไบ มองว่าความหลากหลายทางเพศของตนเอง เป็นเพียงเรื่องของ ‘ความรัก’ หรือ ‘รสนิยมทางเพศ’ โดยไม่ได้กระทบต่อโครงสร้างเพศของสังคม สิ่งนี้อาจกล่าวได้ว่า พวกเขายังคงเป็น ‘ผู้ชาย’ หรือ ‘ผู้หญิง’ ตามกรอบที่สังคมเข้าใจอยู่แล้ว ส่งผลให้ ‘อัตลักษณ์ทางเพศของบุคคลข้ามเพศ’ เป็นปรปักษ์ต่อระบบแนวคิด 2 เพศ (ชาย-หญิง) และการเรียกร้องให้รัฐรับรองเพศสภาพของบุคคล จึงถูกมองว่า ‘เป็นสิ่งที่ท้าทายสังคมมากเกินไป’ จนกลายเป็นว่า การต่อสู้เพื่อสิทธิพื้นฐานดูเป็นเรื่อง ‘สุดโต่ง’ ในสายตาของสังคมกระแสหลักไปเสียอย่างนั้น
ปรากฏการณ์ LGB no T = ‘การเมืองเรื่องความน่านับถือ’ (Respectability Politics)
Respectability Politics คือ กลยุทธ์ที่กลุ่มคนชายขอบ พยายามทำตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐาน บรรทัดฐาน หรือพฤติกรรมของกลุ่มผู้มีอำนาจหลัก (Dominant Group) เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากคนหมู่มาก
กล่าวคือ การที่กลุ่มเกย์ เลสเบียน และไบ ตลอดจนคนข้ามเพศเอง ที่เลือกต่อต้านประเด็นการเปลี่ยนคำนำหน้านาม เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเองก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมกระแสหลัก ซึ่งเป็นบรรทัดฐานทางเพศแบบรักร่วมเพศ (Homonormativity) ที่เชื่อว่าควรปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมแบบชาย-หญิง เพื่อให้ได้รับการยอมรับมากขึ้น แทนที่จะตั้งคำถามต่อโครงสร้างสังคมที่กดทับตนเองมาโดยตลอด จนนำไปสู่การผลักผู้ที่ประสบปัญหา ซึ่งเป็นคนในชุมชนเดียวกันออกไป
การเมืองแห่งความน่าเคารพเช่นนี้ อาจไม่ได้ทำให้ความไม่เท่าเทียมทางเพศหายไป แต่เป็นเพียงการปรับตำแหน่งภายในลำดับชนชั้นเดิม กล่าวคือ เพศที่ 1 และ 2 คือชาย-หญิง และเพศที่ 3 คือผู้มีความหลากหลายทางเพศ จากปรากฏการณ์ LGB no T ที่เกิดขึ้นก็ผลักให้คนข้ามเพศ กลายเป็นเพศลำดับที่ 4
เพราะในความเป็นจริงแล้ว กลุ่มบุคคลที่มีอัตลักษณ์ทางเพศตามเพศสภาพ (Cisgender) ถือว่าเป็นสถานะทางสังคมที่มีอภิสิทธิ์จากการได้รับความสะดวก หรือการยอมรับจากสังคมอย่างอัตโนมัติ โดยไม่จำเป็นต้องตั้งคำถามต่อสถานะทางเพศในชีวิตประจำวัน ตลอดจนการใช้เอกสารราชการ ห้องน้ำสาธารณะ ระบบการศึกษา การจ้างงาน หรือการทำธุรกรรมต่างๆ โดยไม่ต้องเผชิญกับความคลาดเคลื่อน ระหว่างตัวตนทางเพศกับสถานะทางกฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่คนข้ามเพศจำนวนมากต้องเผชิญอยู่เสมอ
ความพยายามในการดึงคนข้ามเพศ ออกจากชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศหรือ ‘ปรากฏการณ์ LGB no T’ เป็นความพยายามในการสร้างเส้นแบ่งใหม่ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตนเอง ให้ใกล้เคียงกับความเป็นปกติ ในสายตาของสังคมกระแสหลัก อย่างไม่สนใจในประวัติศาสตร์การเมือง ของการต่อสู้เพื่อสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ ของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ
เนื่องด้วยคนกลุ่มแรกๆ ที่ออกมาประท้วงคือ ‘ผู้หญิงข้ามเพศ’ ผิวดำและชาวละตินอย่าง มาร์ชา พี. จอห์นสัน (Marsha P. Johnson) และ ซิลเวีย ริเวรา (Sylvia Rivera) จากเหตุการณ์การประท้วงที่สโตนวอลล์ (Stonewall Riot) ในนครนิวยอร์กเมื่อปี 1969 ซึ่งขณะนั้นพวกเธอถือเป็นกลุ่มคนชายขอบ ที่ออกมาเรียกร้องสิทธิบนท้องถนนอย่างเป็นรูปธรรม จนถือเป็นรากฐานสำคัญของสิทธิความเท่าเทียมในปัจจุบัน
ปรากฏการณ์ LGB no T อาจไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ แต่อาจนำไปสู่ความอ่อนแรงของขบวนการเรียกร้องสิทธิความหลากหลายทางเพศ เพราะความสำเร็จของการผลักดันกฎหมายและนโยบายสาธารณะ มักเกิดจากการรวมตัวของกลุ่มพันธมิตรที่หลากหลาย อีกนัยหนึ่งคือการลดทอนขอบเขตของชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ เป็นการลดจำนวนผู้สนับสนุนทางการเมือง ตลอดจนการลดอำนาจต่อรองกับรัฐ
ในวันนี้เมื่อการถกเถียงเรื่องคำนำหน้านามนำไปสู่การแบ่งแยกระหว่างผู้มีความหลากหลายทางเพศด้วยกันเอง แต่แท้จริงแล้ว ผู้มีความหลากหลายทางเพศ ควรที่จะแลกเปลี่ยนความเห็น เพื่อออกแบบสังคมให้สามารถรองรับความแตกต่างของประสบการณ์ทางเพศ โดยไม่จำเป็นต้องตัดใครออกจากความเป็นพลเมือง หรือจากการถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
คำถามสำคัญของการถกเถียงเรื่องคำนำหน้านาม อาจไม่ใช่เพียงว่า ‘ใครควรมีสิทธิใช้คำว่า นาย นาง หรือนางสาว’ แต่คือ สังคมไทยจะสามารถเปิดพื้นที่ให้มนุษย์ สามารถดำรงชีวิตตามตัวตนของตนเองได้หรือไม่
เพราะร่างกายเปรียบเสมือนแหล่งของการรับและแสดงประสบการณ์ทางสังคมวัฒนธรรม ที่ต่างก็ต้องการใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบเพศที่คับแคบเกินไป หากสังคมสามารถก้าวข้ามความหวาดระแวง และหันมาร่วมกันขยายความเข้าใจต่อความหลากหลายของประสบการณ์มนุษย์ ก็อาจทำให้สงครามระหว่างเพศครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญในการทบทวนถึงการอยู่ร่วมกันในสังคม ที่เคารพศักดิ์ศรีอย่างไร้ซึ่งอคติทางเพศ
ที่มา:
– ธนัย เจริญกุล. (2022). “ความแตกต่างระหว่างเพศ” แนวคิดข้ามพ้นการแบ่งแยกเพศสรีระ/เพศสถานะ. Suranaree Journal of Social Science.
– Brandon Andrew Robinson. (2016). Heteronormativity and Homonormativity. The Wiley Blackwell Encyclopedia of Gender and Sexuality Studies.
– Mikaela P., Alice E. M., and Danah B. (2018) Performing a Vanilla Self: Respectability Politics, Social Class, and the Digital World. Journal of Computer-Mediated Communication.
– https://academic.oup.com/jcmc/article/23/3/163/4962541




