ชื่อทางการของเกาะคือ ลิตเติลเซนต์เจมส์ (Little Saint James) แต่โลกรู้จักในชื่อ เกาะเอปสตีน ส่วนคนท้องถิ่นเรียกขานด้วยน้ำเสียงดูหมิ่นว่า ‘เกาะเปโด’ (Pedophile Island)

ที่มา: GettyImage
ลิตเติลเซนต์เจมส์เป็นเกาะบริวารขนาดเล็กในหมู่เกาะเวอร์จิน ซึ่งแม้จะเป็นดินแดนของสหรัฐฯ แต่ก็ตั้งอยู่กลางทะเลแคริบเบียน ตัดขาดและห่างไกลจากภาคพื้นทวีปราว 2,000 กิโลเมตร หากนั่งเครื่องบินไปจากแถบเวสต์โคสต์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของฮอลลีวูดและซิลิคอนวัลเลย์ จะใช้เวลาเดินทาง 8-12 ชั่วโมงทีเดียวเกาะแห่งนี้เคยเป็นทรัพย์สินของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน (Jeffrey Eptein) มหาเศรษฐีชาวอเมริกันผู้มากด้วยคอนเนกชันระดับโลก ในปี 2008 เขาเคยถูกตัดสินว่า มีความผิดในคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กผู้หญิงจำนวนมาก แต่รอดพ้นข้อหาค้าประเวณี ทำให้ได้รับโทษจำคุกเพียง 13 เดือน และไม่ได้ตกเป็นข่าวคึกโครมนัก อีกทั้งยังได้รับอนุญาตให้ออกไปทำงานนอกเรือนจำได้วันละกว่า 12 ชั่วโมง และได้รับการอำนวยความสะดวกเป็นพิเศษในทุกด้าน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากเส้นสายของ อเล็กซานเดอร์ อะคอสตา (Alexander Acosta) อัยการรัฐฟลอริดา ที่เขาทำข้อตกลงลับด้วย
ทว่าเบื้องลึกของคดีก็แดงขึ้นมาอีกหนในปี 2019 เมื่อเอปสตีนถูกจับที่นิวยอร์ก และพบว่าเครือข่ายค้ามนุษย์ข้ามชาติที่อยู่ในมือเขา สามารถโยงไปถึงผู้มีอิทธิพลในหลากหลายแวดวงเสียจนน่าตกใจ ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือหลังถูกจับได้ไม่เท่าไร เอปสตีนก็ฆ่าตัวตายด้วยการผูกคอ ทำให้รูปคดีที่บิดเบี้ยวมาตั้งแต่ต้นยิ่งสร้างความสงสัยให้กับสาธารณชนเข้าไปใหญ่ เพื่อความโปร่งใส เอกสารประกอบคดีความยาวหลายล้านหน้าจึงค่อยๆ ถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ (United States Department of Justice: DOJ)
ในบรรดาเอกสารจำนวนมหาศาลที่ถูกเปิดเผยออกมา สิ่งที่ยืนยันได้แน่ชัดคือ เกาะลิตเติลเซนต์เจมส์เป็นศูนย์กลางเครือข่ายแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชนหญิงที่ทำกันอย่างเป็นระบบ จากคำให้การของทั้งเหยื่อและพยาน ซึ่งปรากฏทั้งในสำนวนคดีเก่าและเอกสารที่เพิ่งถูกเปิดเผย เกาะแห่งนี้มีระบบขนส่งด้วยเครื่องบินและเรือส่วนตัวที่เข้มงวด มีการจัดสรรที่พัก และมีพนักงานประจำเกาะที่มอบหมายงานไว้เพื่อกิจการนี้โดยเฉพาะ
แขกผู้อาจเคยมาเยือนเท่าที่รู้
แม้จะไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า บิล เกตส์ (Bill Gates) และอีลอน มัสก์ (Elon Musk) เคยไปเยือนลิตเติลเซนต์เจมส์ แต่นี่คือ 2 ชื่อได้รับความสนใจมากที่สุดจากเอกสารชุดใหม่ เนื่องจากตลอดเวลาที่เกิดคดีความ ทีมประชาสัมพันธ์ของทั้งคู่พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะลดทอนสัมพันธ์ส่วนที่มีต่อเอปสตีนให้ดูผิวเผินและแทบไม่รู้จักกัน
แต่ปรากฏว่าพวกเขาทั้งคู่ต่างเคยติดต่อกับเอปสตีนจริง โดยมัสก์นั้นได้รับคำเชิญให้มาร่วมงานเลี้ยงที่เอปสตีนจัด แต่ไม่ได้ไปร่วมจริง ส่วนกรณีของเกตส์ เอกสารระบุว่า เคยติดโรคทางเพศสัมพันธ์จากนางแบบชาวรัสเซียที่เอปสตีนจัดหา จนต้องแอบเอายาปฏิชีวนะให้ภรรยากิน
นอกจากนี้อดีตลูกจ้างของเอปสตีนให้การว่า แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ (Andrew Mountbatten-Windsor) หรือที่เรารู้จักกันในนาม ‘เจ้าชายแอนดรูว์’ ยังเคยเดินทางมายังเกาะแห่งนี้อย่างน้อย 1 ครั้ง (บางรายยืนยันว่า เคยมาเยือนหลายครั้ง) โดยนั่งเครื่องบินส่วนตัวของเอปสตีนมาลงบนเกาะ และในเอกสารที่ถูกปล่อยออกมาชุดล่าสุด ยังมีร่องรอยการติดต่อพูดคุยกันอย่างสนิทสนมระหว่างเอปสตีนกับ ‘ท่านดยุค’ (The Duke) ซึ่งสันนิษฐานกันว่า คือนามแฝงของเจ้าชายแอนดรูว์

ที่มา: DOJ
ด้าน เวอร์จิเนีย จุฟเฟร (Virginia Giuffre) หนึ่งในเหยื่อที่โด่งดังที่สุดจากคดีเอปสตีน เธอระบุในคำฟ้องขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ว่า ช่วงที่ถูกล่อลวงให้เข้าไปพัวพันกับขบวนการของเอปสตีน มีโอกาสได้พบกับ บิลล์ คลินตัน (Bill Clinton) บนเกาะแห่งนี้ อย่างไรก็ตามนอกจากคำให้การดังกล่าวแล้ว ไม่พบหลักฐานอื่นใดที่สามารถยืนยันว่าคลินตันเคยเดินทางไปยังเกาะลิตเติลเซนต์เจมส์จริง รวมถึงบันทึกเที่ยวบินของเครื่องบินส่วนตัวของเอปสตีนในเส้นทางไปหมู่เกาะเวอร์จิน กระนั้นคลินตันเองก็มีสายสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดากับเอปสตีนเช่นกัน
- ที่มา: DOJ
- ที่มา: DOJ
สไตล์ตกแต่งชวนขนหัวลุก
ห้องหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดหลังคณะกรรมการกำกับดูแลและปฏิรูปรัฐบาลของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ (House Oversight Committee) เผยแพร่ภาพบรรยากาศบนเกาะออกสู่สาธารณะคือ ‘ห้องหมอฟัน’ ซึ่งมีเก้าอี้หมอฟันตั้งอยู่กลางห้อง และมีหน้ากากรูปใบหน้าผู้ชาย 12 ภาพ แขวนอยู่บนผนังโดยรอบ ราวกับชายผิวโทนสีส้มเบิกตาโพลงกำลังจ้องมองกิจกรรมอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นบนเก้าอี้หมอฟัน
- ที่มา: House Oversight Committee
- ที่มา: House Oversight Committee
อีกหนึ่งสถาปัตยกรรมปริศนาบนเกาะคือ เป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมคล้ายกล่องลายแถบสีน้ำเงิน เดิมทีมียอดโดมสีทองและรูปปั้นสีทองคล้ายการ์กอยล์ หรือไม่ก็นกขนาดใหญ่ 2 ตัวบนหลังคา รวมถึงงานประติมากรรมอีกหลายชิ้นที่จัดวางไว้บริเวณด้านหน้าอาคาร (ภาพดาวเทียมที่บันทึกไว้ในปีนั้นสอดคล้องกับคำบอกเล่านี้) แต่ภายหลังถูกพายุเฮอริเคนมาเรียพัดหายไป

ที่มา: House Oversight Committee
อาคารดังกล่าวเป็นสถานที่ที่จุดประสงค์ใช้สอยไม่แน่ชัดที่สุด ทั้งยังไม่ตรงตามแบบที่ยื่นขออนุญาตก่อสร้างไปในปี 2010 ซึ่งขณะนั้นใช้ชื่อว่า ‘ศาลาดนตรี’ (Music Pavilion) หลายฝ่ายจึงสันนิษฐานว่า อาจมีเรื่องของพิธีกรรมบางอย่างมาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อในเอกสารชุดล่าสุด มีบันทึกปากคำจากเหยื่อที่ให้การว่า ตนเคยถูกบังคับให้ร่วมพิธีกรรมสังเวยที่ต้องถูกเฉือนเนื้อเท้าด้วยดาบโค้ง (Scimitar) หลังจากนั้นยังเห็นกับตาว่า มีการผ่าแยกชิ้นส่วนเด็กทารกบนเรือยอชต์ ก่อนจะกินอุจจาระจากลำไส้ของเด็กสดๆ
ที่สำคัญคือเหยื่อรายเดียวกันนี้ยังให้การว่า เคยถูก จอร์จ บุช (George Bush) อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ข่มขืนอีกด้วย

ที่มา: DOJ
“ภาพชุดใหม่นี้สะท้อนให้เห็นความน่าสะพรึงกลัวของของโลกที่เอปสตีน สร้างขึ้นบนเกาะของเขา เราตัดสินใจเผยแพร่ภาพถ่ายและวิดีโอเหล่านี้ เพื่อให้กระบวนการสอบสวนขั้นต่อไปเป็นไปอย่างโปร่งใส และเพื่อเป็นจิกซอว์ชิ้นถัดไปที่จะช่วยไขความจริงทั้งหมดของอาชญากรรมอันโหดร้ายนี้ เราจะสู้ต่อไปไม่หยุดจนกว่าจะผู้รอดชีวิตจะได้รับความยุติธรรม” โรเบิร์ต การ์เซีย (Robert Garcia) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเดโมแครต (Democratic Party) และสมาชิกอาวุโสฝ่ายเสียงข้างน้อยของคณะกรรมาธิการ กล่าวในแถลงการณ์
ที่มา
https://hyperallergic.com/photos-of-epsteins-carribean/
https://www.bbc.com/news/articles/c4g5rrlve33o
https://www.theguardian.com/technology/2026/jan/30/elon-musk-epstein-files-island-visits
Tags: ทรัมป์, ล่วงละเมิดทางเพศ, เจ้าชายแอนดรูว์, Prince Andrew, ค้ามนุษย์, ค้าประเวณี, Epstein, Trump, เอปสตีน, อีลอน มัสก์, Elon Musk







