“ถ้าพ่อคือคนที่สร้างผมมา งั้นผมล่ะ สร้างเด็กนั่นขึ้นมาได้ยังไงกัน”

เอ็ดดี (รับบทโดย Stephen Graham) กล่าวกับภรรยาน้ำเสียงสลด เขาเคยต้องทุกข์ทรมานจากการถูกพ่อบังเกิดเกล้าตบตี เมื่อถึงคราวมีครอบครัวเป็นของตัวเอง เขาสาบานกับตัวเองว่าจะไม่ยอมให้ลูกต้องทุกข์ทรมานแบบเดียวกันเด็ดขาด เอ็ดดีจึงไม่อาจเข้าใจได้เลยว่า เหตุใดเจมี (รับบทโดย Owen Cooper) ลูกชายของเขาจึงเติบโตมาเป็นฆาตกรก่อเหตุสังหารผู้หญิง (Femicide)

Adolescence (2025)

ที่มาของฉากดังกล่าวคือ Adolescence (2025) มินิซีรีส์เรื่องดังซึ่งชนะใจผู้ชมทั่วโลกตั้งแต่ก่อนพวกเขาจะได้รู้ในไม่กี่เดือนถัดมาว่า นี่คือผลงานที่มีศักยภาพมากพอจะกวาดรางวัล Emmy ไปถึง 8 สาขา ความสำเร็จนี้มิได้เกิดจากเทคนิคการกำกับและการแสดงที่ยอดเยี่ยมเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นเพราะเจมีช่างเป็นตัวละครที่มาได้ถูกที่ถูกเวลาเหลือเกิน 

คนวัยพ่อแม่ส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังไม่ใช่คนรุ่นที่เกิดมาในโลกดิจิทัล พวกเขาจึงไม่ทันฉุกคิด ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า บางซอกบางมุมของโซเชียลมีเดียจะมีกำลังเผาไหม้สูงพอหล่อหลอมตัวตนของลูกหลานเสียผิดรูปไปได้มากมายถึงเพียงนั้น รู้ตัวอีกที พฤติการณ์รุนแรงในหมู่เด็กหนุ่ม Gen Z ก็กลายเป็นหัวข้อใหญ่บนหน้าสื่อที่ไม่มีใครในทศวรรษ 2020 เบือนหน้าหนีพ้น

มีงานวิจัยใหม่ๆ หลายชิ้นที่ชี้ไปในทางเดียวกันว่า กว่า 69% ของเด็กผู้ชายกลุ่มอายุ 11-15 ปี รู้จักและเคยมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์สร้างความเกลียดชังต่อผู้หญิง (Misogyny) บนโลกออนไลน์ ซึ่งนั่นก็สัมพันธ์กับตัวเลขคดีก่อเหตุรุนแรงโดยใช้มีดในหมู่วัยรุ่นที่พุ่งสูงขึ้นถึง 240% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาพอดิบพอดี

ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี เราได้เห็นทั้งคดีบริอานนา เกย์ (Brianna Ghey) ที่ฮือฮาไปทั้งอังกฤษ คดีห้องน้ำโรงเรียนในบันดาร์อูตามา ประเทศมาเลเซีย ส่วนในไทย แม้ยังไม่เคยมีการเชื่อมโยงคดีร้ายแรงโดยเยาวชนกับอิทธิพลของคอนเทนต์ออนไลน์โดยตรง แต่ก็มีประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกรณีนักแสดงชายวัย 15 ปีรีโพสต์เนื้อหาเหยียดเพศและสนับสนุนการใช้ความรุนแรง

แม้จะเห็นได้ชัดเพียงใดว่า เด็กๆ เหล่านี้ต่างได้รับอิทธิพลทางความคิดจากกลุ่ม Manosphere พฤติกรรมของพวกเขาก็ไม่ได้สะท้อนว่าบุคลิกภาพของตัวเด็กจะต้องมีความผิดปกติ หรือการเลี้ยงดูของครอบครัวจะต้องมีปัญหา หากแต่เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า พื้นที่ออนไลน์กลายมาเป็นระบบนิเวศที่มีบทบาทอย่างมากในการอบรมบ่มเพาะโลกทัศน์ของเยาวชน 

นักจิตวิทยาพัฒนาการ ยูรี บรอนเฟนเบรนเนอร์ (Urie Bronfenbrenner) อธิบายถึงกระบวนการเติบโตของเด็กคนหนึ่งว่า เกิดขึ้นภายใน ‘ระบบนิเวศ’ ที่ซ้อนกันหลายชั้น นับตั้งแต่ชั้นที่แวดล้อมตัวเด็กอย่างใกล้ที่สุดอย่างเพื่อนและครอบครัว ไปจนถึงชั้นที่ไกลตัวออกไปอีกหน่อย แต่ยังคงส่งอิทธิพลต่อกระบวนการขัดเกลาทางเพศ (Gender Socialization) ของเด็ก เช่น สื่อบันเทิงหรือนโยบายสาธารณะ

แต่อย่าลืมว่า ในทศวรรษ 1970 ที่บรอนเฟนเบรนเนอร์นำเสนอทฤษฎีนิเวศวิทยาพัฒนาการ (Ecological Systems Theory) ขึ้นมานั้น คำว่า ‘สนามเด็กเล่น’ ยังหมายถึงพื้นที่ในละแวกบ้านที่เราไปนั่งเฝ้าได้ ไม่ใช่ฟีด TikTok หรือเซิร์ฟเวอร์ Discord ที่เรารุกล้ำเข้าไปได้ยาก เพราะเป็นพื้นที่ที่เด็กวัยรุ่นหวงแหนเหมือนไดอารีส่วนตัว

ในเมื่อการตั้งคำถามง่ายๆ แค่ในระนาบปัจเจกว่า “พ่อแม่เลี้ยงดูมาผิดๆ ปล่อยปละละเลยลูกใช่หรือไม่” ไม่อาจนำมาซึ่งคำตอบที่เปลี่ยนแปลงอะไรในเชิงโครงสร้าง คำถามถัดไปที่เราควรคำนึงอาจเป็น 

 1. คนแปลกหน้าในโลกโซเชียลฯ เข้ามามีอิทธิพลเหนือความคิดเด็กได้ผ่านกลไกใด 

 2. เด็กที่เดิมทียังไร้เดียงสาและไม่มีพิษภัย ทำไมจึงถูกชุดความคิดอันตรายดึงดูดได้

 3. มีเรื่องอะไรที่เราในฐานะผู้ใหญ่ต้องเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อให้รู้เท่าทันและปกป้องบุตรหลานของเราได้ทันท่วงที

ความเป็น ‘ลูกผู้ชาย’ นั้นสำคัญไฉน

ในช่วงวัยที่กำลังก่อร่างสร้างตัวตน เด็กชายเหล่านี้ไม่เพียงกำลังเรียนรู้ว่าตัวเองชอบอะไร หรืออยากเป็นแบบไหน แต่พวกเขายังพยายามสุดความสามารถที่จะหาคำตอบว่า ต้องทำอย่างไรตนเองจึงจะตอบสนองความคาดหวังของสังคมได้ และบังเอิญว่า นอกจากพ่อแม่ ครู เพื่อน และสังคมออฟไลน์รอบตัว คนอีกกลุ่มที่ให้คำตอบนี้กับพวกเขาได้ชัดเจนเต็มปากเต็มคำก็คือ สาวกลัทธิ Manosphere ที่อภิปรายกันอย่างขันแข็งอยู่บ่อยครั้งว่า คุณสมบัติของผู้ชายที่ดีมีอะไรบ้าง

มีความเป็นผู้นำสูง

รูปร่างดี มีกล้ามเนื้อ

มีความสามารถ หาเลี้ยงครอบครัวได้

จิตใจแข็งแกร่ง ไม่หวั่นไหว แสดงอารมณ์น้อย

ความต้องการทางเพศได้รับการตอบสนองจากเพศตรงข้าม

ฯลฯ

ในบทความ Swallowing and Spitting out the Red Pill อดีตสมาชิกกลุ่ม Manosphere ให้สัมภาษณ์ว่า ทีแรกพวกเขารู้สึกถูกดึงดูดให้เสพและติดตามคอนเทนต์ของคนกลุ่มนี้ ด้วยใจที่โหยหาการยอมรับและคิดอยากพัฒนาตัวเองล้วนๆ ไม่ได้มีความเกลียดชังผู้หญิงปนอยู่เลย หัวข้อที่สนใจในช่วงเริ่มมีแค่วิธีดูแลตัวเอง คลิปออกกำลังกาย คำแนะนำในการจีบสาว ปรัชญาสโตอิกพัฒนาคุณภาพชีวิต ฯลฯ ก็เท่านั้น

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เนื้อหาที่ปรากฏบนหน้าฟีดก็เริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย จากคำแนะนำเรื่องการดูแลตัวเอง กลายเป็นการอธิบายว่าทำไมเพศชายจึง ‘เสียเปรียบ’ ในสังคมปัจจุบัน จากคำแนะนำเรื่องการสร้างความมั่นใจ ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นการกล่าวโทษผู้หญิง ผู้มีความหลากหลายทางเพศ และแนวคิดสตรีนิยม ว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ผู้ชายสูญเสียสถานะและอำนาจของตน 

‘กลยุทธ์การหาคู่’ ของผู้หญิงนับเป็นหนึ่งในประเด็นที่ได้รับความนิยมที่สุดในกลุ่ม Manosphere อันที่จะเห็นได้จากข้อความต่อไปนี้ 

ใครๆ เขาก็รู้ อีพวกผู้หญิงแม่งมีวิธีหาคู่ผสมพันธุ์ที่โคตรตอแหล พวกมันอยากท้องกับพ่อพันธุ์แอลฟาแบดบอย ลูกจะได้ออกมาแข็งแรงสมบูรณ์ แต่พอถึงคราว สัญชาตญาณหญิงบอกให้สร้างรังจากเฟอร์นิเจอร์ IKEA เสือกอยากใช้ผู้ชายเบตารวยๆ เป็นเอทีเอ็มส่วนตัว

 -บัญชีผู้ใช้ Reddit @HumanSockPuppet  

ระยะเปลี่ยนผ่านกว่าจะมาถึงขั้นนี้มักไม่ได้เกิดขึ้นอย่างปุบปับ เพราะอัลกอริทึมจะค่อยๆ ป้อนเนื้อหาที่รุนแรงขึ้นทีละสเต็ปอย่างแนบเนียน ทำให้เด็กๆ แทบไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกชักจูงเข้าสู่โลกทัศน์แบบสุดโต่งอยู่ และเมื่อเสพเนื้อหาในลักษณะเดียวกันนี้ไปเรื่อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันก็ค่อยๆ กลายมาเป็นกรอบคิดเริ่มต้นของพวกเขาไปโดยอัตโนมัติ

เราเรียกสถานการณ์ที่ผู้ใช้โซเชียลฯ ค่อยๆ ถูกอัลกอริทึมพาดำดิ่งสู่เนื้อหาที่เข้มข้นและสุดโต่งขึ้นเรื่อยๆ ทีละน้อยเช่นนี้ว่า ‘Rabbit Hole’ ความน่ากลัวคือ ขอแค่เด็กชายที่กำลังเปราะบางและกังขาในคุณค่าของตัวเองเผลอก้าวเข้าไปในโพรงนี้ เพียงไม่นานพวกเขาก็จะกลับออกมาจากปากทางอีกฝั่ง พร้อมกรอบคิดใหม่ที่สร้างคำอธิบายให้กับความผิดหวัง ความโดดเดี่ยว และความรู้สึกด้อยค่าตัวเองทั้งหมด ว่าไม่ได้เกิดจากความซับซ้อนของชีวิต หากแต่เกิดจากความเห็นแก่ตัวของมนุษย์เพศหญิง

อ้างอิง:

https://journals.sagepub.com/doi/abs/10.1177/1097184X18816118 

https://onlinelibrary.wiley.com/doi/epdf/10.1111/jftr.70065 

https://www.tandfonline.com/doi/full/10.1080/09589236.2023.2260318 

Tags: , , , , , ,