เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความ ‘เวทีเพื่อผู้นำหญิง แต่เชิญผู้เคยเหยียดผู้หญิง: ความย้อนแย้งของ AWLF 2026’ จากเพจ The Unlock โดย หมูเด้งสามย่าน ซึ่งผู้เขียนก็เห็นด้วยกับบทความชิ้นนั้น ซึ่งทำให้เกิดคำถามต่อยอดที่ว่า “เหตุใดแม้แต่พื้นที่ที่สร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมความเป็นผู้นำของผู้หญิง ยังต้องอาศัยชื่อเสียงและสถานะของผู้ชายมาช่วยรับรองความสำคัญของเวที

เวทีที่ว่าคือ Asia Women Leaders Forum (AWLF) International Summit 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนกันยายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ (United Nations Conference Centre: UNCC) กรุงเทพฯ แต่ท่ามกลางรายชื่อผู้ร่วมงานที่ถูกเผยแพร่ กลับปรากฏชื่อของ ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ในฐานะวิทยากรผู้ร่วมอภิปราย 

แน่นอนว่า การมีผู้ชายปรากฏตัวบนเวทีที่ว่าด้วยความเป็นผู้นำของผู้หญิง ไม่ใช่เรื่องผิดไปเสียทั้งหมด เพราะความเท่าเทียมทางเพศ ไม่ควรเป็นภาระที่ผู้หญิงต้องร่วมกันแบกรับเพียงฝ่ายเดียว และการรื้อถอนระบบปิตาธิปไตยก็ไม่อาจสำเร็จได้ หากผู้ชายไม่เข้ามามีส่วนร่วม ทบทวนอภิสิทธิ์ของตน เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ให้คุณค่ากับความเป็นชายมากกว่าความเป็นหญิง

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ในประเทศที่มีผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จมากมาย ทั้งในภาคธุรกิจ สื่อ สังคม ตลอดจนเคยมีนายกฯ หญิง เหตุใดผู้จัดงานจึงยังเห็นว่า ประสบการณ์ของอดีตนายกฯ ชายคนนี้ควรได้รับพื้นที่บนเวทีนี้ หรือแท้จริงแล้ว แม้แต่เวทีของผู้หญิงก็ยังต้องการผู้ชายมานำบทสนทนาอยู่ดี

เพราะเมื่อพิจารณาหน้าเว็บไซต์ของ Asia Women Leaders Forum ในวันที่ 10 สิงหาคม 2026 แล้ว ทำให้ได้พบสิ่งที่น่าสนใจจาก ‘Supportive Messages from Asian Leaders’ หรือสารสนับสนุนจากผู้นำเอเชีย ที่ไม่ได้มีเพียงการปรากฏชื่อของอภิสิทธิ์ แต่ยังรวมถึงสัดส่วนของบุคคล เพราะจากรายชื่อผู้นำทั้งหมด 10 คนพบว่า มีผู้หญิงเพียง 3 คนเท่านั้น ขณะที่ผู้ชายมีจำนวนถึง 7 คน 

แน่นอนว่า การได้รับการสนับสนุนจากผู้นำชายไม่ใช่ปัญหาในตัวเอง เพราะการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากคนทุกเพศ แต่สัดส่วนดังกล่าวกลับสร้างความย้อนแย้ง เมื่อพื้นที่ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นศักยภาพของผู้นำหญิง กลับเลือกใช้เสียงของผู้ชายเป็นเสียงส่วนใหญ่ในการรับรองคุณค่าและความสำคัญของเวที

หากเวทีผู้นำหญิงต้องอาศัยผู้ชายจำนวนมากกว่าผู้หญิงมาช่วยยืนยันว่า ความเป็นผู้นำของผู้หญิงมีความสำคัญ อาจต้องย้อนกลับไปตั้งคำถามว่า ผู้หญิงสามารถได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำได้ด้วยตนเอง หรือยังต้องรอให้ผู้ชายเป็นผู้รับรองคุณค่าของพวกเธอก่อน

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าสัดส่วนของผู้ส่งสาร คือข้อความสนับสนุนจากอภิสิทธิ์ที่ระบุว่า โครงการที่เกิดขึ้น ‘โดยผู้หญิง’ และ ‘เพื่อผู้หญิง’ ควรได้รับการส่งเสริมมากขึ้น พร้อมระบุว่า การที่ผู้ชายจะ ‘สร้างบทบาทให้ตนเอง’ ในกระบวนการนี้ก็มีความสำคัญเช่นกัน
คำกล่าวนี้อาจฟังดูเหมือนการแสดงความพร้อมของผู้ชาย ที่จะเข้าร่วมขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศ แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลับชวนให้ตั้งคำถามว่า เหตุใดเมื่อพื้นที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้หญิงและเพื่อผู้หญิง สิ่งที่ต้องถูกเน้นย้ำจึงยังเป็นการสร้างบทบาทให้ผู้ชายภายในพื้นที่นั้น

ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ทางอำนาจที่แตกต่างกัน จากการยอมรับว่า ผู้หญิงเป็นเจ้าของพื้นที่และกำหนดทิศทางของตนเองได้ สู่ความกังวลที่ว่า ผู้ชายจะมีตำแหน่งอย่างไรในพื้นที่ที่ตนไม่ได้สร้างขึ้น

การคัดเลือกผู้ส่งสารไม่ใช่เพียงการพิจารณาว่า ใครมีชื่อเสียง หรือกล่าวสนับสนุนงานได้ แต่เป็นกระบวนการจัดสรรพื้นที่ผ่านความน่าเชื่อถือ ทั้งชื่อของอดีตนายกฯ ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ และผู้นำสถาบันต่างๆ ที่อาจทำให้งานได้รับความสนใจและดูมีสถานะมากขึ้น ซึ่งบุคคลเหล่านี้ได้มอบทุนทางสัญลักษณ์ให้แก่เวที

แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงฝ่ายเดียว เพราะขณะที่เวทีได้รับชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือจากผู้ส่งสาร บุคคลเหล่านั้นก็ได้รับภาพลักษณ์จากการเป็นผู้สนับสนุนผู้หญิง ความเท่าเทียม และความก้าวหน้าทางสังคมกลับไปด้วย กล่าวคือ เวทีนี้ไม่ได้มอบเพียงพื้นที่สำหรับกล่าวคำสนับสนุน แต่ยังมอบความชอบธรรมบางประการให้พวกเขาเช่นกัน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ผู้ชายควรมีส่วนร่วมในเวทีผู้หญิงหรือไม่ แต่คือพวกเขาเข้ามาเพื่อแบ่งปันอำนาจและสนับสนุนให้เสียงของผู้หญิงดังขึ้น หรือเข้ามาเพื่อสร้างบทบาทและเพิ่มความชอบธรรมให้แก่ตนเองภายในพื้นที่ของผู้หญิงอีกครั้งกันแน่

ความย้อนแย้งดังกล่าวทำให้นึกถึงเอกสารชื่อ The Basis of Black Power ซึ่งจัดทำและเผยแพร่โดยสมาชิกใน Atlanta Project ของ Student Nonviolent Coordinating Committee (SNCC) เมื่อปี 1966 ท่ามกลางการถกเถียงภายในขบวนการเรียกร้องสิทธิพลเมืองของคนดำในสหรัฐอเมริกา

เอกสารดังกล่าวตั้งคำถามต่อบทบาทของคนขาวที่เข้ามามีส่วนร่วมในขบวนการคนดำ เพราะแม้คนขาวจำนวนหนึ่งจะเข้ามาด้วยความตั้งใจดี แต่การมีอยู่ของพวกเขา อาจผลิตซ้ำความสัมพันธ์ทางอำนาจในรูปแบบเดิม กล่าวคือ คนขาวยังคงเป็นผู้วางยุทธศาสตร์ กำหนดทิศทาง เป็นตัวแทนในการสื่อสาร หรือแม้แต่คอยเฝ้ามองว่า คนดำกำลังเคลื่อนไหวอย่างไร

ดังนั้น การเข้ามา ‘ช่วยเหลือ’ จึงอาจตอกย้ำในทางจิตวิทยาว่า คนดำยังไม่สามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้อย่างสมบูรณ์ และยังจำเป็นต้องได้รับการรับรองหรือชี้นำจากคนขาว

แน่นอนว่า ประวัติศาสตร์การค้าทาส การแบ่งแยกสีผิว และการเหยียดเชื้อชาติในสหรัฐฯ ไม่อาจนำมาเทียบกับความไม่เท่าเทียมทางเพศในประเทศไทยได้โดยตรง เพราะการกดขี่แต่ละรูปแบบต่างมีประวัติศาสตร์และเงื่อนไขเฉพาะของตนเอง อีกทั้งผู้หญิงผิวดำยังอยู่ตรงจุดตัดระหว่างการกดทับทางเพศกับเชื้อชาติพร้อมกัน

แต่ข้อเสนอดังกล่าวช่วยให้ตั้งคำถามต่อความแตกต่างระหว่าง ‘การเข้าร่วม’ กับ ‘การเข้ามานำ’ ได้อย่างน่าสนใจ

เพราะการเข้าร่วม หมายถึงการยอมรับว่า ผู้ได้รับผลกระทบมีความสามารถในการนิยามปัญหาและกำหนดแนวทางแก้ไขได้ด้วยตนเอง ขณะที่ผู้มีอภิสิทธิ์เข้ามาเพื่อสนับสนุนทรัพยากร เปิดพื้นที่ หรือช่วยเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในกลุ่มของตน ในทางกลับกัน การเข้ามานำ เกิดขึ้นเมื่อผู้มีอภิสิทธิ์ยังคงเป็นผู้กำหนดวาระ เป็นตัวแทนพูดแทน และได้รับการมองเห็นมากกว่าผู้ที่เผชิญปัญหาโดยตรง แม้พื้นที่นั้นจะถูกสร้างขึ้นในชื่อของผู้ถูกกดทับก็ตาม

ดังนั้น เมื่อผู้ชายได้รับตำแหน่งสำคัญบนเวทีผู้นำหญิง ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่เพศของผู้พูดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่บทบาทและความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เกิดขึ้นบนเวทีนั้น บนสมมติฐานที่ว่า ผู้ชายเข้ามาในฐานะพันธมิตร ที่พร้อมทบทวนอภิสิทธิ์ของตน หรือเพียงเข้ามาในฐานะผู้มีอำนาจที่ต้องการความชอบธรรม จากการปรากฏตัวบนเวทีความเท่าเทียม

คำถามข้างต้นยิ่งมีความสำคัญ เมื่อผู้ชายที่ได้รับเชิญ เคยมีประวัติการใช้คำพูดลดทอนผู้นำหญิงในการต่อสู้ทางการเมือง

ย้อนกลับไปในปี 2556 อภิสิทธิ์กล่าวบนเวทีปราศรัยถึงโครงการ Smart Lady ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่า “ถ้าแข่งขันหาอีโง่ ไม่มีใครไปแข่งได้” แม้ต่อมาเขาจะปฏิเสธว่า ไม่ได้ระบุว่าคำพูดดังกล่าวหมายถึงบุคคลใด และกล่าวว่า หากเป็นถ้อยคำไม่เหมาะสมก็พร้อมน้อมรับ แต่ในการชี้แจงกลับยกคำอย่าง ‘แรด’ และ ‘กะหรี่’ ขึ้นมาเปรียบเทียบว่า หากไม่สามารถใช้คำเหล่านี้ได้ พจนานุกรมก็คงเล็กลงเรื่อย

ปัญหาของถ้อยคำดังกล่าวไม่ได้อยู่เพียงความหยาบคาย หรือเพียงเพราะผู้ถูกพาดพิงเป็นนายกฯ หญิง แต่เกิดจากการเลือกใช้คำด่าที่ลดทอนและประณามผู้หญิงผ่านเพศสภาพและพฤติกรรมทางเพศ (Slut-shaming)

แน่นอนว่า ผู้หญิงในการเมืองสามารถและควรถูกตรวจสอบได้ เช่นเดียวกับนักการเมืองชาย และการเรียกร้องความเท่าเทียม ก็ไม่ควรหมายถึงการทำให้นักการเมืองหญิงอยู่เหนือคำวิจารณ์ แต่ควรเป็นการวิพากษ์นโยบาย การตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อน และการตั้งคำถามต่อการใช้อำนาจ ไม่ใช่นำความเป็นหญิงมาใช้เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของบุคคล

ดังนั้น ถ้อยคำอย่าง ‘แรด’ หรือ ‘กะหรี่’ จึงไม่ใช่เพียงคำหยาบในสนามการเมือง แต่เป็นถ้อยคำที่อาศัยอคติทางเพศซึ่งมีอยู่แล้วในสังคมมาใช้เป็นอาวุธ เพื่อทำให้นักการเมืองหญิงสูญเสียความน่าเชื่อถือในฐานะผู้นำ

การเมืองลักษณะนี้ไม่ได้โจมตีเพียงตัวบุคคล แต่ยังส่งสารไปถึงผู้หญิงคนอื่นว่า หากก้าวเข้าสู่พื้นที่สาธารณะ พวกเธออาจไม่ได้ถูกตรวจสอบจากสิ่งที่ทำเท่านั้น แต่ยังอาจถูกทำให้อับอายผ่านร่างกาย เพศ และชีวิตส่วนตัวได้ทุกเมื่อ

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อสร้างความเจ็บปวดแก่บุคคล แต่ยังทำให้ผู้หญิงหวาดกลัว ลดการแสดงความคิดเห็น และถอนตัวจากพื้นที่สาธารณะในท้ายที่สุด ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงผลข้างเคียงของการเมือง แต่เป็นกลไกหนึ่งที่ทำหน้าที่ควบคุมว่า ใครสามารถปรากฏตัว พูด และมีอำนาจในพื้นที่การเมืองได้บ้า

อย่างไรก็ตาม การตั้งคำถามต่อคำพูดในอดีตไม่ได้หมายความว่า มนุษย์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หรือผู้ที่เคยใช้ถ้อยคำเหยียดเพศ จะต้องถูกกีดกันออกจากพื้นที่สาธารณะตลอดชีวิต

เพราะมนุษย์สามารถเรียนรู้ ทบทวน และเปลี่ยนแปลงจุดยืนของตนได้ แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวควรปรากฏผ่านกระบวนการบางอย่าง ทั้งการยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น การขอโทษโดยไม่ผลักภาระให้ผู้ได้รับผลกระทบ การทบทวนอคติของตน และการลงมือสนับสนุนความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การปล่อยเวลาผ่านไปเพื่อให้สังคมลืมเลือน

เช่นเดียวกับการปรากฏตัวบนเวทีความเท่าเทียม ก็ไม่ควรถูกใช้เป็นหลักฐานโดยอัตโนมัติว่า บุคคลหนึ่งได้เปลี่ยนแปลงตนเองแล้ว หากเวทีไม่ได้เปิดพื้นที่ให้เกิดการทบทวนอดีต หรือไม่ได้ตั้งคำถามว่า บุคคลนั้นเรียนรู้อะไรจากถ้อยคำและการกระทำของตน เพราะหากไม่มีการยอมรับหรือทบทวนอดีต การเชิญบุคคลนั้นขึ้นเวที อาจไม่ได้แสดงถึงการเปลี่ยนแปลง แต่กลับช่วยฟื้นฟูภาพลักษณ์ให้เขา โดยใช้ชื่อของผู้หญิงและความเท่าเทียมเป็นฉากหลัง

การตั้งคำถามต่อการปรากฏตัวของผู้ชายบนเวทีผู้นำหญิง 

ไม่ได้หมายความว่า ผู้ชายต้องถูกกีดกันออกจากขบวนการความเท่าเทียมทางเพศ ในทางกลับกัน ผู้ชายจำเป็นต้องมีส่วนร่วม เพราะพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งทั้งของปัญหา โครงสร้าง และความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลง โดยการพูดกับผู้ชายด้วยกันเองถึงอคติทางเพศ ตั้งคำถามต่อมุกตลกที่เหยียดผู้หญิง และไม่ปล่อยให้การคุกคามถูกอธิบายว่าเป็นเพียงธรรมชาติ 

ดังนั้น ปัญหาของ Asia Women Leaders Forum อาจไม่ได้อยู่เพียงการเชิญผู้ชายขึ้นเวที และคำตอบคงไม่ใช่การกีดกันผู้ชายออกจากบทสนทนาที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง แต่สิ่งที่ควรถูกตั้งคำถามคือ 

เหตุใดในประเทศที่มีผู้นำหญิงอยู่มากมาย ผู้ชายยังถูกมองว่าจำเป็นต่อความน่าเชื่อถือของเวทีผู้หญิง เหตุใดสารสนับสนุนเวทีผู้นำหญิงจึงมาจากผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และเหตุใดบุคคลที่เคยใช้คำพูดลดทอนผู้หญิง จึงได้รับพื้นที่แห่งความเท่าเทียม โดยไม่ปรากฏกระบวนการรับผิดชอบต่ออดีตอย่างชัดเจน

ในขณะที่ผู้ชายซึ่งมีอำนาจอยู่แล้วได้รับพื้นที่เพิ่มขึ้น ยังมีผู้หญิงอีกกี่คนที่มีประสบการณ์ตรง มีข้อเสนอ และกำลังขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง แต่ไม่เคยได้รับโอกาสให้ขึ้นไปยืนบนเวทีเดียวกัน

ทั้งที่ผู้หญิงมีสัดส่วนผู้ประกอบการประมาณ 45% ในภาคธุรกิจของประเทศไทย ซึ่งพวกเธอยังคงเผชิญอุปสรรคด้านการเข้าถึงเงินทุน เครือข่ายทางธุรกิจ และความคาดหวังให้รับผิดชอบงานดูแลครอบครัวควบคู่กันไป

ดังนั้น ประเทศไทยจึงไม่ได้ขาดแคลนผู้หญิงที่มีความสามารถ หรือขาดแคลนผู้หญิงที่เป็นผู้นำได้ แต่สิ่งที่ขาดแคลนมาโดยตลอดคือ โอกาสในการเข้าถึงพื้นที่ที่จะเปลี่ยนความสามารถเหล่านั้น ให้กลายเป็นอำนาจในการตัดสินใจ

ที่มา:  
– Asia Women Leaders Forum. (2026). AWLF Asia Women Leaders International Summit 2026.

– Civil Rights Movement Veterans. (1966). The Basis of Black Power.

– Goncalves, M., Saw, J. P., Choosuk, C., & Kaewapichai, W. (2026). Women’s entrepreneurship in Thailand: navigating gendered demands, constraints, and strategic choices. Cogent Business & Management, 13(1). https://doi.org/10.1080/23311975.2026.2655445

https://www.facebook.com/share/p/1H1YYzaTLj/

Tags: , , , , ,