(1)

สัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องการโกงสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เข้มข้นมากขึ้นทุกที

เราเริ่มสัปดาห์ด้วยการที่ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ออกมาเปิดเผยข้อมูลการใช้โทรศัพท์ ระหว่าง สว.จังหวัดอ่างทอง และ 2 พี่น้อง สส.จากตระกูลปริศนานันทกุล ตามมาด้วยคำขู่จาก พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ให้สัมภาษณ์ว่า เตรียมแจ้งความหลังพบว่า เอกสารหลุดจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) หน่วยงานในสังกัดของตัวเอง

เรื่องยังไม่จบแค่นั้น เมื่อเอกสารจาก iLaw และเอกสารจาก พริษฐ์ วัชรสินธุ เผยให้เห็นขบวนการโกงครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นอดีตรัฐมนตรี สส. ผู้ช่วย สส.ของพรรคสีน้ำเงิน ต่างก็ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับบรรดา สว.ชุดใหม่ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง พร้อมทั้งมีหลักฐานการโทรศัพท์เข้า-ออก สำทับด้วย ‘ความเห็น’ จากคนในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่ออ่านรายงานคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมระหว่างสำนักงาน กกต.กับ DSI แล้วให้สั่งฟ้องทั้ง 229 คน

รายงานคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 ถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง เป็นเอกสารราชการที่จัดแจงตั้งแต่เริ่มต้นการจัดตั้งคนไปโหวต เริ่มประชุมวิธีฮั้ว เส้นทางการเงินที่โอนเข้า-ออกระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องและ สว. แพตเทิร์นการจัดทำโพย ไปจนถึงการจับสัญญาณโทรศัพท์ ชัดเสียยิ่งกว่าชัดว่ามีความผิดปกติในการเลือก สว.

สิ่งที่ไม่ชัดกลับเป็น กกต.เสียเอง ที่ตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 เข้ามา แล้วให้ความเห็นหักล้างคณะกรรมการชุดที่ 26 ทิ้งทั้งหมด โดยให้ความเห็นว่า ให้ยกคำร้อง ไม่ฟ้องทั้ง 229 คน

ขณะเดียวกัน เรายังได้รู้ว่า คุณปราณีต เกรัมย์ สว.จังหวัดบุรีรัมย์ อดีตคนขับรถของ คุณชัย ชิดชอบ โทร.หา คุณแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เป็นเวลา 39 วินาที ในเดือนกรกฎาคม 2567 เรายังเห็นอดีตผู้พิพากษา วัส ติงสมิตร ออกมา ‘ทิ้งระเบิด’ ตัวเอง ว่า สว. 6 คนแรกของทุกกลุ่ม ล้วนมาจากการ ‘ฮั้ว’ ทั้งนั้น 

คำถามที่ยังไม่มีคำตอบก็คือ แล้วประเทศนี้จะไปอย่างไรต่อ…

(2)

สิ่งที่เปลี่ยนไปในสัปดาห์นี้ ไม่ใช่ว่าสังคมเพิ่งรู้ว่ามีการฮั้ว สังคมรู้มานานแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนคือความรู้นั้นมี ‘เชิงอรรถ’ จากคนที่กล้าลุกออกมาสู้กับอำนาจรัฐโดยไม่กลัวใครมากขึ้น

หากจำกันได้ ท่าทีมาตรฐานของฝั่งที่ถูกกล่าวหาคือ ถ้ามีหลักฐานก็เอามาเปิด อย่ากล่าวหาลอยๆ ให้เอาหลักฐานมาชนกัน แต่วันนี้ เมื่อหลักฐานถูกเปิด ทั้ง 2 พี่น้องตระกูลปริศนานันทกุล ทั้ง ศุภชัย ใจสมุทร ฝ่ายกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย ก็ออกอาการหนักหน่วง กลายเป็นตั้งคำถามถึง กกต.และ DSI ที่ปล่อยให้สำนวนหลุดไปอยู่ในมือฝ่ายตรงข้ามแทน  

ข้อโต้แย้งเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลอาจเป็นข้อโต้แย้งที่ฟังขึ้นในทางหลักการ ไม่มีใครควรถูกเปิดข้อมูลการติดต่อสื่อสารตามอำเภอใจ แต่เมื่อข้อมูลชุดนั้นคือพยานหลักฐานในคดีทุจริตการได้มาซึ่งองค์กรที่มีอำนาจเห็นชอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและกรรมการองค์กรอิสระ การหยิบกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลขึ้นมาเป็นโล่ ย่อมทำให้คำถามเดิมดังขึ้นแทนที่จะเบาลง

และสิ่งเหล่านี้ก็เป็นความย้อนแย้งในตัวเอง เพราะข้อเรียกร้องเดิมคือ ‘เอาหลักฐานมา’ แต่เมื่อเอาหลักฐานมา ข้อเรียกร้องใหม่กลับกลายเป็น ‘ใครเอามา’

(3)

ในเวลานั้น มีคำอธิบายหมุนเวียนอยู่ในวงการการเมืองว่า ปฏิบัติการดังกล่าวไม่ได้ทำเพียงเพื่อพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง แต่ถูกทำให้ชอบธรรมด้วยข้ออ้างว่า เป็นภารกิจสกัดไม่ให้ฝ่ายเปลี่ยนแปลงเข้าไปยึดวุฒิสภา หรือที่บางคนเรียกอย่างคลุมเครือว่า ‘ทำเพื่อข้างบน’

เพราะหากปล่อยให้การเลือก สว.ดำเนินการไปโดยธรรมชาติ ณ วันนั้น มีความเป็นไปได้สูงที่ สว.จะเป็น ‘สีส้ม’ เต็มสภาฯ เพราะเป็นกลุ่มเดียวที่มีการรณรงค์ให้มารับสมัครอย่างเป็นระบบ

กระนั้นเอง อีกกลุ่มหนึ่งจึงทำงานลับๆ ใช้วิธีแบบเดียวกับที่ภาคประชาชนย้อนศรกลับไป เพียงแต่เติมเงินลงไปในหลักพันล้าน อำนวยความสะดวกตั้งแต่รอบเลือก สว.ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับชาติ โดยไม่กลัวระบบตรวจสอบ พร้อมกับบอกว่า ‘ทำเพื่อชาติ’

ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องน่าเกลียดเหล่านี้ที่โจ่งครึ่มตั้งแต่วันแรก จะถูกปล่อยให้เวลาล่วงเลยมานานกว่า 2 ปี และปล่อยให้ สว.ชุดนี้เลือกองค์กรอิสระมาทำหน้าที่ เขี่ยคนที่มีความสามารถออกจากหน้าที่ โดยกระทำในนามของความจงรักภักดี

เรื่องตลกก็คือ มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาไต่สวนข้อมูลชุดหนึ่ง มีการระบุข้อมูลชัดเจน แต่ กกต.ก็กลัวจนต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่งเพื่อสั่ง ‘ไม่ฟ้อง’ ทั้งหมด 

ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่ข้อมูลแวดล้อมในทางการเมืองนั้น นอกจากจะกลัวว่าอำนาจสีน้ำเงินนั้นยิ่งใหญ่แล้ว ยังไม่แน่ใจว่าอะไรอยู่เบื้องหลังสีน้ำเงินบ้าง

(4)

อีกอย่างหนึ่ง ตอนที่กระบวนการนี้เกิดขึ้นในปี 2567 คำอธิบายที่ลอยอยู่ในวงสนทนาทางการเมืองคือ การยึดวุฒิสภาเป็นความจำเป็น เป็นการสกัดไม่ให้ฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างเข้าไปครองพื้นที่ที่มีอำนาจแต่งตั้งองค์กรอิสระ เป็นภารกิจที่ทำในนามของการปกป้องระเบียบเดิม

วันนี้คำอธิบายชุดนั้นรองรับตัวเองได้ยากขึ้นมาก เพราะการกินรวบวุฒิสภาไม่ได้สกัดแค่ฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลง แต่สกัดการแบ่งสันปันส่วนอำนาจของฝ่ายอนุรักษนิยมด้วยกันเองไปพร้อมกัน กลุ่มอำนาจเดิมที่เคยมีที่นั่ง มีโควตา พบว่าตัวเองไม่เหลืออะไรเลยในสมการใหม่ ความไม่พอใจที่ปรากฏออกมาในระยะหลังจึงไม่ได้มาจากฝ่ายประชาธิปไตยเพียงฝั่งเดียว

เมื่อเครื่องมือเริ่มใหญ่เกินกว่ามือ คำถามว่าจะเก็บเครื่องมือนี้ไว้ต่อหรือไม่ ก็กลายเป็นคำถามวัดใจ หลังจากนี้ ทางเลือกที่เหลืออยู่จึงมีเพียง 2 ทาง

ทางแรกคืออุ้มกันต่อ ด้วยเหตุผลว่า สว.ชุด ‘ฮั้ว’ ยังจำเป็น ยังต้องใช้สกัดฝ่ายตรงข้าม แลกกับการที่กระบวนการยุติธรรมทั้งระบบต้องแบกคำอธิบายว่า ทำไมสำนวนที่มีพยานบุคคล มีคลิปเสียงที่ตรวจแล้วไม่พบการตัดต่อ มีเส้นทางการเงิน และมีความเห็นของคณะไต่สวนเจ้าของสำนวนเอง ถึงจบลงด้วยการยกคำร้อง

ทางที่ 2 คือยอมตัดนิ้วร้ายทิ้ง ยอมให้กระบวนการเดินไปตามพยานหลักฐาน แล้วรับผลที่ตามมา เพราะอย่าลืมว่าหากยื่นศาลฎีกา เรื่องนี้อาจใช้เวลาอีกยาวนานเกิน 1-2 ปี 

ผมไม่ทราบว่าคำตอบจะเป็นทางไหน และผมไม่คิดว่าคนที่จะให้คำตอบนั้นจะแคร์ว่าใครคิดอะไร แต่มีเรื่องหนึ่งที่ควรพูดให้ชัด

ไม่ว่าจะทำในนามของอะไร ในนามของความจำเป็น ความมั่นคง หรือการปกป้องสิ่งใดก็ตาม กระบวนการที่ทำให้ได้มาซึ่งวุฒิสภาไทยแบบนี้ ไม่เคยเป็นผลดีกับประเทศนี้เลยสักนิดเดียว กระบวนการเช่นนี้ไม่ได้ให้ผู้แทนที่ดีกว่า ไม่ได้ให้องค์กรอิสระที่น่าเชื่อถือกว่า ไม่ได้ให้ความมั่นคงที่แท้จริงกว่า สิ่งเดียวที่มันให้คือความสะดวกของคนกลุ่มหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง และให้อำนาจคนกลุ่มหนึ่งสถาปนาระบอบใหม่ขึ้นมาได้ตามอำเภอใจ

ที่ผ่านมาประชาชนก็มองเห็นสิ่งนี้มาตลอด ไม่จำเป็นต้องรอให้เอกสารหลุด 

(5) 

คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่ว่า กกต.จะลงมติอย่างไร หรือศาลฎีกาจะรับคำร้องหรือไม่ แต่เป็นคำถามว่า หลังจากคำตอบนั้นออกมาแล้ว จะยังมีใครกล้าเดินออกมาบอกประชาชนหน้าตาเฉยหรือเปล่าว่า นี่คือกระบวนการที่โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ กระบวนการเลือก สว.เป็นเช่นนี้ถูกต้องแล้ว ควรเป็นแบบนี้ตลอดไป เพราะทำให้ได้ ‘คนดี’ สวมเสื้อสีเหลืองมาทำหน้าที่ มาเลือกองค์กรอิสระ มาคุ้มครอง ‘คนดี’ ด้วยกัน

ถึงที่สุด เหลือเวลาอีก 1 สัปดาห์ กกต.จะสั่งฟ้องทั้ง 229 คน หรือจะยกคำร้องทั้งหมด ก็จงตัดสินใจไป แล้วตอบประชาชนให้ได้ว่า หลักฐาน พยานบุคคล คลิปเสียง และเส้นทางการเงินทั้งหมด หายไปจากสมการได้อย่างไร

เพราะอำนาจอาจทำให้คดีจบได้ แต่ทำให้ประชาชนลืมสิ่งที่เห็นไม่ได้ จะเลือกทางไหนก็เลือก แต่อย่าบอกว่าสีดำคือสีขาว อย่าบอกว่าการฮั้วคือความสุจริต และที่สำคัญที่สุด สิ่งที่อาจต้องตระหนักให้มากนั่นคือ

อย่าดูถูกประชาชนไปมากกว่านี้

Tags: , , , , , ,