1.
ผ่านมา 1 สัปดาห์แล้ว ข่าวการโกงสอบข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ค่อยๆ จางลง ดูเหมือนว่าขบวนการโกงครั้งใหญ่นี้ จะจบลงเพียงข้าราชการระดับเล็กไม่กี่คน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ข้าราชการระดับปลัดจังหวัดที่จังหวัดภูเก็ต ขณะที่ ‘ปลาใหญ่’ ดูเหมือนจะลอยตัว
ทั้งที่จากการตรวจสอบเบื้องต้น มีผู้ถูกแก้คะแนนไปแล้วกว่า 2,000 คน มูลค่าความเสียหายรวมกันทะลุ 4,500 ล้านบาท นี่ไม่ใช่การทุจริตเล็กๆ ของใครบางคน แต่คือระบบฉ้อฉลครั้งใหญ่ ตั้งแต่การหลุดรั่วของเฉลยข้อสอบ การรับเงินจากผู้เข้าสอบ ไปจนถึงการแก้ไขคำตอบด้วยคอมพิวเตอร์ให้ตรงกับผลที่ประกาศไว้บนเว็บไซต์ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)
พลันที่เรื่องเกิด สถ.ออกมาชี้แจงว่า ผลสอบอยู่ในความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ผู้รับจ้างจัดสอบ ขณะที่มศว ยืนยันเสียงแข็งว่า ดำเนินการตรวจข้อสอบและส่งผลสอบไปให้ผู้ว่าจ้างอย่าง สถ.เรียบร้อยแล้ว
ทั้ง สถ.และ มศว ยืนยันเหมือนกับที่หน่วยงานราชการทุกแห่งพูดเวลาเกิดปัญหานั่นคือ ทุกอย่างดำเนินการถูกต้องตามระเบียบ ตามกฎหมายทุกประการ
แล้วปัญหาเรื่องนี้อยู่ตรงไหน ถ้าทุกคนทำถูกระเบียบ ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบ แล้วยังมีการโกงครั้งใหญ่ แปลว่าระเบียบราชการและกฎหมายมีปัญหาอย่างนั้นหรือ
2.
สัญญาณตัดตอนเริ่มปรากฎชัด หลังปฏิบัติการตรวจค้นเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 และการแถลงข่าวจับกุมของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับตำรวจ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ข่าวคราวเกี่ยวกับการโกงครั้งมโหฬารก็เงียบลงอย่างรวดเร็ว ไม่มีการเปิดเผยว่าผู้ต้องหา 10 กว่าคนที่ถูกจับนั้นเป็นใคร สังกัดหน่วยงานใด ไม่มีเส้นทางการเงินว่าเงินหลักพันล้านไหลไปที่ไหนบ้าง อีกทั้งยังไม่มีคำตอบว่าใครคือผู้ปล่อยเฉลยไฟล์ข้อสอบตั้งแต่ต้นทาง
คำถามคือ เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ข้าราชการท้องถิ่นกับข้าราชการตัวเล็กๆ ทำกันเองหรือ ‘ผู้ใหญ่’ ในกระทรวงระดับอธิบดี ระดับปลัดกระทรวง กระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย จะไม่รู้เลยหรือ
ในแง่หนึ่งนี่คือ ‘ระเบียบปฏิบัติ’ เพราะแทบทุกครั้งที่เส้นตรงอาจลากขึ้นไปถึงข้าราชการระดับสูง เรื่องจะเงียบผิดปกติ แต่หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนตัวเล็กตัวน้อย นักการเมือง ‘ฝ่ายตรงข้าม’ เส้นเงิน เลขบัญชีจะปรากฏทันที พร้อมผังแสดงบุคคลที่เกี่ยวข้อง
แต่เรื่องนี้คนในแวดวงการเมืองบอกว่า ‘ซับซ้อน’ กว่านั้น หากอยากรู้ให้ไปดูว่า คุณอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นคนของใคร คุณนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครองคนปัจจุบัน ซึ่งเคยเป็นอธิบดี สถ.มาก่อนขณะเกิดเรื่อง เป็นคนของใคร ข้าราชการสายไหน สิงห์แดง สิงห์ดำ กำลังฟาดฟันกันหรือไม่ อาจทำให้ภาพเรื่องขบวนการ ‘โกงสอบ’ ชัดเจนขึ้น
3.
2 กรกฎาคม 2569 คุณสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า มีผู้เกี่ยวข้องกับการโกงสอบท้องถิ่นอยู่ 4 กลุ่มหลัก ได้แก่
1. เจ้าหน้าที่ของ สถ.
2. บริษัทผู้รับจ้างจัดการสอบ
3. บริษัทเอกชนภายนอก
4. บุคคลอื่นที่ยังไม่ทราบตัวตน โดยมีข้าราชการของ สถ.เข้าข่ายผิดวินัยร้ายแรง 5 ราย ทว่าทั้งหมดยังไม่มีการ ‘เปิดชื่อ’
ผ่านไป 1 สัปดาห์ ทั้งที่มีหลักฐานประจักษ์ชัดทุกอย่าง แต่ยังไม่เห็นหน้าค่าตาผู้กระทำผิดสักคน และไม่มีการจับกุมใครเลยสักคน
เป็นเรื่องน่ากังวล เพราะนี่จะเป็นอีกครั้ง ที่สุดท้ายอาจไม่เห็นหน้าค่าตา ‘ผู้ใหญ่’ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เท่ากับเจอ ‘ตอ’ เบ้อเริ่มขวางอยู่
4.
อันที่จริงประเทศไทยไม่ได้เพิ่งเจอเรื่องแบบนี้ครั้งแรก ย้อนกลับไปปี 2556 คดีทุจริตสอบครูผู้ช่วยครั้งใหญ่ กรมสอบสวนคดีพิเศษพบผู้มีคะแนนผิดปกติหลายร้อยราย มีการเพิกถอนผลสอบ มีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงกันหลายชุด แต่ถามว่าสุดท้าย ‘ต้นน้ำ’ ของขบวนการ ผู้ที่ปล่อยข้อสอบ ผู้ที่รับเงิน ถูกลงโทษจริงจังกี่คน คำตอบคือแทบนับหัวได้ คนที่รับกรรมส่วนใหญ่คือผู้เข้าสอบปลายแถว ส่วนขบวนการยังอยู่ดี รอเพียงการสอบครั้งใหม่
สูตรสำเร็จของการ ‘ตัดตอน’ ในระบบราชการไทยมีหน้าตาคล้ายกันเสมอ 1. รอให้กระแสข่าวจางลง 2. ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงภายในหน่วยงานตัวเอง ซึ่งก็คือการให้ผู้ถูกกล่าวหาสอบสวนตัวเอง 3. ลงโทษวินัยข้าราชการระดับปฏิบัติจำนวนหนึ่งพอเป็นพิธี และ 4. ประกาศว่าจะปรับปรุงระบบการสอบให้รัดกุมขึ้นในครั้งหน้า
หากยังจบแบบเดิม ความเสียหาย 4,500 ล้านบาท คะแนนที่ถูกแก้กว่า 2,000 ราย จะเป็นเพียงอุบัติเหตุทางธุรการ และจะเป็นเพียงแค่การทุจริตของคนไม่กี่คนเท่านั้น บังเอิญเหลือเกินว่า คนที่ทุจริตอาจเป็นคนที่อยู่ ‘ตรงข้าม’ กับผู้มีอำนาจพอดี
5.
อย่าลืมว่าเบื้องหลังของเรื่องนี้ คือตำแหน่งข้าราชการ 2,000 กว่าตำแหน่งที่ควรเป็นของคนที่ตั้งใจเข้าไปทำงานรับใช้ชาติ พวกเขาสอบตกไม่ใช่เพราะไม่เก่งพอ หากแต่เพราะมีคนอื่นจ่ายเงินซื้อที่นั่งของเขาไปด้วยวิธีที่สุดแสนจะน่าเกลียด
และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ คนที่ยอมจ่ายเงินหลักแสนถึงหลักล้านเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งที่เงินเดือนเริ่มต้นหมื่นกว่าบาท ย่อมไม่ได้ตั้งใจเข้ามาเพื่อรับเงินเดือน แต่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวงจรการ ‘ถอนทุน’ คำถามก็คือว่า หากเริ่มตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าประตูรับราชการ ระบบราชการท้องถิ่นที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด งบประมาณผ่านมือมากที่สุด กำลังถูกเติมด้วยคนที่ซื้อตั๋วเข้ามา
ถ้าประตูทางเข้าระบบราชการซื้อขายได้ แล้วเราจะหวังอะไรกับสิ่งที่อยู่หลังประตูบานนั้น
ที่เรื่องนี้ยิ่งจบแบบตัดตอนไม่ได้ เพราะคนที่ประกาศสงครามกับการทุจริตไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศเรื่องนี้จากปากของตัวเอง
12 กุมภาพันธ์ 2569 หลังองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติประกาศดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ประจำปี 2568 และประเทศไทยได้เพียง 33 คะแนน อยู่ในอันดับ 116 จาก 182 ประเทศ ต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดอันดับ คุณอนุทินแถลงด้วยตัวเองว่า รัฐบาล ‘ไม่สบายใจ’ และประกาศยกระดับการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันเป็น ‘วาระแห่งชาติ’ พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้ตั้งใจเป็นศัตรูกับการทุจริต
ไม่ใช่แค่คำพูด เดือนเมษายน คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 83/ 2569 แบ่งภารกิจรัฐบาลเป็น 8 กลุ่ม โดยกลุ่มภารกิจปราบปรามการทุจริต นายกฯ เป็นผู้รับผิดชอบเองโดยตรง ไม่มอบให้รองนายกฯ คนใด ถัดมาเดือนพฤษภาคม คุณอนุทินลงนามคำสั่งที่ 174/ 2569 ตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ระดมทั้งอัยการสูงสุด ป.ป.ช., ป.ป.ท., ปปง., ดีเอสไอ และตำรวจ โดยระบุเป้าหมายชัดเจนว่า เพื่อสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ตามกรอบปี 2571
พูดอีกอย่างคือ การโกงสอบท้องถิ่นครั้งนี้ เกิดขึ้นในกระทรวงที่คุณอนุทินนั่งเป็นรัฐมนตรี ภายใต้วาระแห่งชาติที่คุณอนุทินประกาศเอง ในภารกิจที่คุณอนุทินคุมเอง และเดิมพันครั้งนี้ไม่ได้มีแค่ความน่าเชื่อถือของรัฐบาล เพราะหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของ OECD คือมาตรฐานด้านความโปร่งใสและการต่อต้านการทุจริต ที่ประเทศผู้สมัครต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าทำได้จริง ไม่ใช่เขียนไว้ในกฎหมายเฉยๆ
ลองนึกภาพว่าคณะประเมินของ OECD จะอ่านคดีนี้อย่างไร การสอบบรรจุข้าราชการระดับประเทศที่จัดโดยส่วนกลาง มีผู้ถูกแก้คะแนนกว่า 2,000 ราย ความเสียหาย 4,500 ล้านบาท ทว่า 1 สัปดาห์ผ่านไป ไม่มีการเปิดชื่อผู้กระทำผิดแม้แต่คนเดียว เรื่องนี้คือหลักฐานชั้นดีว่า ‘กลไก’ และ ‘ระบบ’ ตรวจสอบของรัฐไทยทำงานอย่างไร และเมื่อการคอร์รัปชันกลายเป็นความปกติที่ระบบยอมรับ นักลงทุนที่ทำธุรกิจตรงไปตรงมาย่อมไม่อยากแบกต้นทุนใต้โต๊ะ สุดท้ายทุนที่เหลืออยู่ในประเทศนี้คงมีเพียงทุนสีเทาที่พร้อมจ่าย
หากเป็นไปตามที่คุณอนุทินต้องการ เส้นตายกรอบ OECD ปี 2571 อยู่ห่างออกไปเพียง 2 ปี ทุกครั้งที่คดีใหญ่จบแบบตัดตอน ประเทศไทยไม่ได้แค่ย่ำอยู่กับที่ แต่กำลังเดินถอยหลังออกจากประตูที่ตัวเองเป็นฝ่ายเคาะ…
6.
ถามว่าสังคมควรต้องได้เห็นอะไรบ้างจากเรื่องนี้
1. รายชื่อผู้ต้องหาทั้งหมด ไม่ว่าจะสังกัดหน่วยงานใด ใหญ่แค่ไหน
2. เส้นทางการเงิน ว่าเงินหลักพันล้านไหลขึ้นไปสูงแค่ไหน หยุดที่ใคร
3. คำตอบว่า ใครคือผู้จัดการตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่การแก้ข้อสอบ ย้ายข้อสอบ แก้ไฟล์ ถ่ายรูปกระดาษคำตอบปลอม และแก้คะแนนเพื่อบรรจุข้าราชการ นี่คือเรื่องใหญ่ที่คนคุม ‘ระบบ’ เท่านั้นจะจัดการได้
4. ความรับผิดชอบทางการเมืองของผู้บังคับบัญชาสูงสุด เพราะ สถ.ไม่ได้อยู่ในสุญญากาศ แต่อยู่ใต้กระทรวงมหาดไทย ที่รัฐมนตรีคือนายกฯ เจ้าของวาระแห่งชาติว่าด้วยการปราบทุจริต
หากครบ 1 เดือนแล้วยังไม่มีชื่อ ไม่มีเส้นเงิน ไม่มีผู้ถูกจับกุมเพิ่ม สังคมก็มีสิทธิสรุปได้ว่า ‘ตอ’ ที่ขวางอยู่นั้น ใหญ่เกินกว่าที่ ป.ป.ช., ตำรวจ หรือกระทรวงมหาดไทยเองจะกล้าขุด และคำว่า ‘วาระแห่งชาติ’ ที่นายกฯ ประกาศไว้ ก็จะเป็นเพียงถ้อยคำบนแท่นแถลงข่าว เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คำพูดใหญ่กว่าการกระทำ
หากเป็นเช่นนั้น คำถามคือ การสอบข้าราชการครั้งต่อไป ใครจะเชื่อว่าคะแนนที่ประกาศคือคะแนนจริง และถ้ามีการ ‘โกง’ ครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีก จะเชื่อได้อย่างไรว่ารัฐบาลนี้จะเอาจริงเอาจังกับปัญหาดังกล่าว
แต่หากใช้มาตรฐานในอดีตมาจับ ก็เชื่อว่าทุกอย่างจะจบเหมือนเดิม ในระบบ ในวังวนแบบไทยๆ ที่เป็นแบบนี้ตลอดมา และจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป
Tags: โกงสอบ, ราชการ, From The Desk, ข้าราชการ, โกงสอบท้องถิ่น, สอบท้องถิ่น



