เอกชนเป็นผู้ปล่อยมลพิษ แต่ประชาชนเป็นผู้จ่ายเงินเพื่อแก้ไขปัญหา
อาจไม่ใช่เรื่องยุติธรรมสักเท่าไรนัก แต่จำเป็นที่จะต้องทำ เพราะความทุกข์ทรมานของชาวหนองพะวา ตำบลบางบุตร อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ที่ต้องจมอยู่กับมลพิษจากการลักลอบเข้ามาประกอบกิจการของบริษัท วิน โพรเสส จำกัด มามากกว่า 10 ปี ไม่สามารถอดรนทนรอต่อไปได้อีกแล้ว
แม้ว่าโรงงานของบริษัท วิน โพรเสส จำกัด จะหยุดเดินเครื่องไปแล้ว ทว่าชุมชนหนองพะวายังถูกขังไว้ในดินแดนมลพิษ ผืนดินเต็มไปด้วยต้นไม้ยืนต้นตาย น้ำที่ไร้สิ่งมีชีวิตเพราะเต็มไปด้วยกรด และน้ำบาดาลที่เสี่ยงต่อการก่อโรค
สิ่งที่ต้องรู้คือ ชาวบ้านหนองพะวานั้นไม่เคยเงียบ พวกเขาต่อสู้เพื่อคัดค้านการเกิดขึ้นของโรงงานนี้มาตั้งแต่แรก ทว่าไม่อาจต้านทานกับความเพิกเฉยของหน่วยงานรัฐที่ทำให้โรงงานตั้งอยู่ถึง 6 ปี ตั้งแต่เมื่อปี 2554 ด้วยสถานะ ‘โรงงานเถื่อน’ หนำซ้ำ แม้โรงงานดังกล่าวจะลักลอบฝังกลบมลพิษจนสร้างผลกระทบต่อคนในพื้นที่ หน่วยงานรัฐยังคงอนุมัติใบอนุญาตให้บริษัทประกอบกิจการโรงงานในปี 2560
รัฐปล่อยปละละเลย-เอกชนลักลอบประกอบกิจการ-ประชาชนเป็นผู้รับเคราะห์
และสุดท้าย ประชาชนก็ต้องเป็น ‘ผู้จ่าย’ จ่ายทั้งร่างกายที่ต้องเสี่ยงเป็นโรค จ่ายรายได้ที่ต้องสูญเสียไปเพราะที่ดินปลูกอะไรไม่ได้ และจ่ายภาษีเพื่อนำมาแก้ไขปัญหามลพิษที่พวกเขาไม่ได้ก่อ
The Momentum พาย้อนรอยมหากาพย์วิน โพรเสส กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่กุมบ้านหนองพะวาไว้ในแดนมลพิษมาจนถึงปัจจุบัน

บริษัท ‘เถื่อน’
ย้อนความทรงจำกันสักนิด ถึงที่มาของบริษัทฯ ผู้แปลงโฉมพื้นที่บ้านหนองพะวา ตำบลบางบุตร อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ให้กลายเป็น ‘ดินแดนมลพิษ’
ย้อนกลับไปในช่วงปี 2553-2554 บริษัท วิน โพรเสส จำกัด เข้ามาซื้อที่ดินต่อจากเอกชน บริเวณบ้านหนองพะวา ตำบลบางบุตร อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง โดยที่ดินผืนนั้นมีสิ่งปลูกสร้างพร้อมใช้งาน เป็นโกดังจำนวน 5 หลัง โดยบริษัทฯ หวังจะใช้ประกอบกิจการคัดแยกขยะและฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ในปี 2554 บริษัทฯ จึงพยายามขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) โรงงานลำดับที่ 105 ประเภทคัดแยกขยะหรือฝังกลบของเสียไม่อันตราย
ด้วยที่ตั้งของบริษัทฯ ซึ่งมีแผนจะใช้เป็นที่ฝังกลบและคัดแยกของเสีย อยู่ไม่ไกลจากชุมชน บนถนนที่เชื่อมต่อกับทางสัญจรไปยังบริษัท มีทั้งโรงเรียน วัด สถานีอนามัย และแปลงเกษตรกรรมของชาวบ้าน ยังไม่นับรวมบ้านของตระกูลสมานมิตร ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของบริษัท วิน โพรเสส จำกัด ห่างกันแค่คันดินกั้น ชาวบ้านจึงคัดค้านการตั้งโรงงาน และแสดงพลังด้วยการโหวตไม่เห็นชอบกับการจัดตั้งโรงงาน โดยมีผู้ไม่เห็นด้วย 213 คน เห็นด้วย 2 คน และไม่แสดงความเห็น 3 คน เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 ส่งผลให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมไม่สามารถออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานตามที่บริษัทฯ ร้องขอได้
ว่ากันตามข้างต้น หากบริษัทฯ ไม่ได้รับใบอนุญาตจากกรมโรงงานฯ ที่ดินแปลงนั้นของบริษัท วิน โพรเสสฯ ก็ไม่ควรมีความเคลื่อนไหวใดที่ดูเหมือนจะเป็นการประกอบกิจการอีก ทว่าความจริงไม่ใช่แบบนั้น ชาวบ้านหนองพะวายังเห็นรถบรรทุกขับเข้า-ออกพื้นที่บริษัทฯ เสมอ กระทั่งเรื่องเริ่มแดง เมื่อมีกลิ่นเหม็นลอยออกมาจากอาณาเขตของบริษัทฯ ชาวบ้านจึงร้องเรียนให้หน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจสอบในปี 2556

สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง เข้าตรวจพื้นที่ภายในบริษัท วิน โพรเสสฯ พบทั้งบ่อฝังกลบ 3 บ่อ มีการอัดก้อนกระดาษ คัดแยกขยะหลายประเภท แบ่งเก็บน้ำมันเครื่องใช้แล้ว มีการแปรรูปน้ำมันเครื่อง นอกจากนี้ ภายในโรงเก็บของ 5 หลังยังพบของเสียและเศษวัสดุหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น เศษพลาสติก เศษเหล็ก ผงเหล็ก ทินเนอร์เก่า เศษสี และน้ำมันเครื่องใช้แล้ว
มากไปกว่านั้น การตรวจสอบของศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานภาคตะวันออกที่เข้าไปร่วมเก็บตัวอย่างในโรงงาน ยังพบไอระเหยจากหลุมส่งกลิ่นรุนแรง พบสารอินทรีย์ระเหยง่าย (Total VOCs) ทั้งหมดสูงกว่า 60 ส่วนในล้านส่วน และของเสียอีกมากมาย
ทั้งหมดนี้เป็น ‘ร่องรอย’ ว่า บริษัท วิน โพรเสสฯ ประกอบกิจการภายในที่ดินของตัวเอง แม้จะไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานสักใบจากกรมโรงงานฯ ดังนั้น ความเคลื่อนไหวของบริษัท วิน โพรเสสฯ จึงไม่ต่างอะไรกับ ‘โรงงานเถื่อน’ ที่ประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย
ทั้งนี้ ผู้อ่านจำได้หรือไม่ว่า สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง เป็นตัวตั้งตัวตีเข้าพื้นที่ตรวจสอบการลักลอบประกอบกิจการของบริษัท วิน โพรเสสฯ กลับกัน ต่อมากรมโรงงานฯ กลับเป็นผู้ให้ใบอนุญาตประกอบกิจการ 3 ใบแก่บริษัทฯ ที่ลักลอบทำโรงงานบ่อขยะในหนองพะวา ในปี 2560 ซึ่งเป็นปีที่บริษัทฯ ได้ใบอนุญาตประกอบกิจการ จาก ‘โรงงานเถื่อน’ จึงกลายมาเป็น ‘โรงงานจริง’ ตามกฎหมาย
ท่ามกลางคำถามว่า ทำไมบริษัทแห่งนี้ยังตั้งอยู่บนที่ดินของหนองพะวาและลักลอบประกอบกิจการต่อไปได้ ทั้งที่พบแล้วว่าเป็น ‘โรงงานเถื่อน’
อะไรที่ทำให้บริษัทที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการเลยสักใบ สามารถตั้งเด่นเป็นสง่าบนผืนดินหนองพะวามาได้ถึง 6 ปี ตั้งแต่ปี 2553-2560
กับสิ่งที่โรงงานเถื่อนของบริษัท วิน โพรเสสฯ กระทำต่อสภาพแวดล้อม ทั้งการครอบครองวัตถุอันตรายและฝังกลบของเสีย ทำไมพวกเขายังมีโอกาสได้ใบอนุญาตประกอบกิจการในปี 2560 จากกรมโรงงานฯ

‘โรงงาน’ แค่สถานะบนกระดาษ ‘บ่อขยะ’ ต่างหาก คือสถานะในความเป็นจริง
แม้จะมีเสียงร้องเรียนจากชาวบ้านหนองพะวา มีภาพความทุกข์ร้อนของโรงเรียนที่ต้องหยุดการเรียนการสอนเพราะทนสู้กลิ่นเหม็นต่อไปไม่ไหว ไปจนถึงหลักฐานที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยองเองต่างก็เห็นด้วยตาเนื้อเมื่อเข้าไปสำรวจในบริษัทฯ ในแบบที่แทบไม่ต้องนำตัวอย่างไปเข้าห้องแล็บพิสูจน์อะไรเพิ่มเติมถึงจะรู้ผลว่า บริษัทฯ ลักลอบประกอบกิจการ ทว่าทั้งหมดนี้กลับมีน้ำหนักไม่มากพอที่จะหยุดยั้งกรมโรงงานฯ ในการให้ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานแก่บริษัท วิน โพรเสสฯ ได้
ของขวัญที่บริษัท วิน โพรเสสฯ ได้รับจากกรมโรงงานฯ ได้แก่ ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน 3 ประเภท
1. โรงงานลำดับที่ 40 (1) และ 64 (11) อัดเศษกระดาษ เศษโลหะ เศษพลาสติก และคัดแยกของใช้แล้วทั่วไป
2. โรงงานลำดับที่ 60 หล่อหลอมโลหะ
3. โรงงานลำดับที่ 106 รีไซเคิล การคืนสภาพกรดหรือด่าง ทำเชื้อเพลิงผสม และล้างภาชนะบรรจุภัณฑ์ด้วยตัวทำละลาย
ทว่าการที่บริษัท วิน โพรเสสฯ ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน จากกรมโรงงานฯ นั้น ไม่ใช่ตัวชี้วัดสุดท้ายที่จะชี้ว่า บริษัทฯ มีสถานะเป็นโรงงาน สิ่งสำคัญที่ต้องใช้ประกอบการยืนยันสถานะคือ ข้อมูลที่ว่า บริษัท วิน โพรเสสฯ ประกอบกิจการจริง กล่าวคือ ในพื้นที่ของบริษัทต้องมีเครื่องจักร และมีแรงงานทำหน้าที่ประกอบการให้บริษัทตามใบอนุญาตที่มี
แต่ในกรณีของบริษัท วิน โพรเสสฯ ในพื้นที่ไม่มีเครื่องจักรแม้แต่ชิ้นเดียว ที่จะบีบอัดกระดาษ หล่อและหลอมโลหะ และรีไซเคิล ตามใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานที่กรมโรงงานฯ มอบให้ มีเพียงของเสียอันตราย ทั้งที่เป็นของแข็งและของเหลวถูกนำมากองไว้ในโรงงาน
ซึ่งแน่นอนว่า บริษัท วิน โพรเสสฯ ไม่มีทางนำไปกำจัด บำบัด หรือรีไซเคิลได้ ด้วยเหตุผลเดียวกันคือ เพราะบริษัทฯ ไม่มีเครื่องจักรที่มีศักยภาพในการนำของเสียเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการอย่างว่าได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรีไซเคิล ตามใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ลำดับที่ 106 ซึ่งจะประกอบกิจการได้นั้น บริษัทต้องแจ้งกรมโรงงานฯ ให้เข้ามาตรวจสอบว่า มีเครื่องจักรหรือมีศักยภาพพร้อมจะรีไซเคิลหรือไม่ ทว่าบริษัท วิน โพรเสสฯ ไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนนี้ ดังนั้นจึงไม่สามารถประกอบกิจการตามใบอนุญาตใบนี้ได้
ดังนั้นจึงนับเป็นเรื่องแปลกที่จะเรียกบริษัท วิน โพรเสสฯ ว่าเป็น ‘โรงงาน’ เพราะหากดูจากของเสียที่ถูกนำมาทิ้งไว้โดยไม่เข้าสู่กระบวนการใดต่อไป คำว่า ‘บ่อขยะ’ ยังจะเข้านิยามกับสภาพความเป็นจริงเสียมากกว่า
และอาจจะต้องย้ำว่า ไม่ใช่ครั้งแรกที่บริษัท วิน โพรเสสฯ กลายเป็นบ่อขยะกากของเสียอันตราย เพราะตั้งแต่ปี 2553 ในช่วงที่บริษัทฯ ยังไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานสักใบ บริษัทฯ ก็เริ่มแปรสภาพที่ดินของตัวเองให้กลายเป็นบ่อขยะ ล่วงเลยมาจนถึงหลังได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน โดยไม่มีใครหยุดยั้ง ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง หรือกรมโรงงานฯ ก็ไม่มีใครเอาบริษัทนี้ลงได้ มีเพียงคำสั่งให้บริษัท ‘ปิดปรับปรุง’
จนกระทั่งกองกากของเสียอันตรายสูงเป็นพะเนิน และซึมลึกลงไปถึงใต้ดิน ปนเปื้อนน้ำบาดาล ลุกลามไปยังพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้านหนองพะวา หน่วยงานเหล่านี้จึงเพิ่งตื่นขึ้นมาทำอะไรสักอย่างที่เป็นชิ้นเป็นอัน เช่น กรณีที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง แจ้งความกับสถานีตำรวจภูธรบ้านค่ายในปี 2563 ทว่านั่นก็ล่วงเลยมากว่า 10 ปีแล้ว ที่ชาวบ้านต้องระงมอยู่กับสารพิษที่พวกเขาไม่ต้องการ

หน่วยงานรัฐแก้ปัญหาหรือ ‘ก่อปัญหา’
เชื่อเหลือเกินว่า ภารกิจของหน่วยงานรัฐไม่ว่าจะหน่วยงานใดก็แล้วแต่ ล้วนไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเป็น ‘ปัญหา’ ของประชาชนอย่างแน่นอน
ทว่าก็อาจจะไม่เป็นอย่างนั้นทุกกรณี สำหรับมหากาพย์วิน โพรเสส หากไล่ไทม์ไลน์ตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า บริษัทฯ ไม่ได้อยู่นอกสายตาของหน่วยงานรัฐ แต่อยู่ในสายตามาโดยตลอด พวกเขามองเห็นปัญหา แต่คำถามคือ ‘พวกเขาทำอะไร’
ในปี 2554 ช่วงที่บริษัท วิน โพรเสส ขอใบอนุญาต ร.ง.4 เป็นโรงงานลำดับที่ 105 ประเภทคัดแยกขยะหรือฝังกลบของเสียไม่อันตราย แม้ว่าการคัดค้านของชาวบ้านหนองพะวาจะมีพลังทำให้บริษัทฯ ชวดใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ทว่ากลับไม่มีคำสั่งจากหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะกรมโรงงานฯ ให้ปิดโรงงาน หรือหยุดยั้งการขนส่งกากของเสียอุตสาหกรรมเข้ามาทิ้งในพื้นที่
ในปี 2557 ปีที่ชาวบ้านหนองพะวามองเห็นน้ำในบ่อบ้านของตัวเองกำลังกลายสภาพเป็นน้ำเน่าเสีย พื้นที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็น และมีรถขนของเสียเข้า-ออกโรงงานบริษัท วิน โพรเสส โดยไร้ใบอนุญาต ทั้งที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยองมองเห็นปัญหานี้ เพราะเป็นผู้เดินเท้าเข้าไปตรวจสอบพื้นที่เอง แต่โรงงานก็ยังไม่ถูกปิด และในปี 2560 บริษัทที่ว่านี้ก็ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานถึง 3 ใบ จากกรมโรงงานฯ
13 พฤษภาคม 2563 ที่ประชุมติดตามการแก้ปัญหาข้อร้องเรียนจากโรงงาน วิน โพรเสส มีมติให้ปิดโรงงาน เพราะไม่มีใบอนุญาตให้นำสารเคมีเข้ามาบำบัด และมีคำสั่งตามมาในวันที่ 20 พฤษภาคม 2563 ให้จัดเก็บน้ำมันเครื่องใช้แล้วให้ถูกต้อง และห้ามประกอบกิจการจนกว่าจะได้รับอนุญาต แต่ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2563 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยองกลับมีหนังสือให้บริษัทฯ ‘ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย’ นั่นเท่ากับว่า เป็นการเปิดสวิตช์ให้บริษัท วิน โพรเสส กลับมาแก้ไขตัวเอง
และในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2563 นี้เอง ที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยองให้คำตอบกับชาวบ้านหนองพะวาว่า ‘สั่งปิด-ปรับปรุง’ โดยไร้คำว่าเพิกถอนใบอนุญาต ดำเนินคดี หรือสั่งปิดเด็ดขาด ซึ่งเป็นคำพูดที่เกิดขึ้นหลังจากที่หน่วยงานนี้เข้าไปตรวจสอบพื้นที่โรงงานว่าบริษัทฯ ดังกล่าวกลายเป็น ‘บ่อขยะทิ้งกากอุตสาหกรรม’ ไม่ใช่โรงงาน
ขณะเดียวกัน คำว่าปิดปรับปรุงก็เป็นคำกว้างๆ ไม่ให้รายละเอียดว่า บริษัท วิน โพรเสส ต้องปรับปรุงอะไร ปรับปรุงตรงจุดไหน และปรับปรุงอย่างไร ในเมื่อภายในโกดัง 5 หลัง ไม่มีเครื่องมือใดสักชิ้นที่นำมาปรับปรุงได้ หรือคำสั่งปิดปรับปรุงจะเป็นเพียงความพยายามของหน่วยงานรัฐเพื่อเงียบเสียงประชาชนให้หยุดร้องเรียน โดยอ้างว่าตนดำเนินการไปแล้วใช่หรือไม่
ในวันที่ 12 มิถุนายน 2563 ภายหลังจากการแจ้งความดำเนินคดีกับบริษัท วิน โพรเสส ในข้อหามีวัตถุอันตรายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต 1 วัน ตัวแทนของสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยองให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เคยเข้าไปสำรวจภายในโรงงาน และพบน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วขนาด 1,000 ลิตร ประมาณ 100 ถัง แสดงว่า เจ้าหน้าที่รัฐปล่อยให้มีการลุกลามของมลพิษไปเรื่อยๆ โดยไม่แจ้งความดำเนินคดีกับบริษัทฯ ทั้งที่พบเห็นความผิดแล้วเมื่อ 6 เดือนก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม ต้องให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่จากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง เนื่องจากมีการชี้แจงในภายหลังว่า เนื่องจากอยู่ในระหว่างสอบถามกรรมการผู้จัดการโรงงานว่ามีใบอนุญาตครอบครองวัตถุอันตรายหรือไม่ ซึ่งขอไปหลายครั้ง ทว่าทางบริษัทฯ ไม่ส่งมาให้ อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้น่าตั้งข้อสังเกตว่า หน่วยงานของรัฐทั้งกรมโรงงานฯ และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ไม่มีข้อมูลอยู่ที่ตัวเองเลยหรือว่า บริษัท วิน โพรเสสฯ มีใบอนุญาตครอบครองวัตถุอันตรายหรือไม่ ข้อมูลดังกล่าวจำเป็นต้องมีบันทึกอยู่ในระบบของหน่วยงานไม่ใช่หรือ
ที่น่าสนใจไปมากกว่าทั้งปวงคือ ระบบขนย้ายของเสียอันตรายตามกฎหมาย ต้องมี ‘ใบกำกับการขนส่งของเสียอันตราย’ หรือ ‘Manifest’ คอยบันทึกข้อมูลตั้งแต่โรงงานต้นทาง ผู้ขนส่ง รถที่ใช้ ปริมาณและชนิดของเสีย ไปจนถึงโรงงานปลายทางที่รับของเสียไปบำบัดหรือกำจัด ขณะเดียวกัน รถที่ใช้ขนกากอุตสาหกรรมอันตรายยังมี GPS ติดตามว่ารถขับออกนอกเส้นทางหรือไม่ ซึ่งข้อมูลจะไหลเข้าสู่ระบบของกรมโรงงานฯ ทำให้เห็นเส้นทางของของเสียอันตรายตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
ทว่าบริษัท วิน โพรเสส ไม่ได้มีสถานะเป็นโรงงานรับบำบัดหรือกำจัดของเสียอันตราย ไม่มีแม้แต่สถานะที่จะรีไซเคิลของเสียอันตรายตามกฎหมาย จึงไม่มีทางที่บริษัทแห่งนี้จะรับของเสียเข้ามาภายในโรงงานได้ แต่เหตุไฉนจึงมีถังสารเคมีขนาด 200 และ 1,000 ลิตร วางอยู่ข้างในบริษัทฯ เป็นจำนวนมาก
เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัดระยองให้ข้อมูลกับสำนักข่าว Thai PBS ว่า บริษัท วิน โพรเสสแจ้งว่า รถบรรทุกเหล่านั้นแค่วิ่งเข้ามานอนพัก ก่อนจะส่งของไปที่อื่น คำถามคือ รถขนกากของเสียอันตรายสามารถขับออกนอกเส้นทางได้ด้วยหรือ และการออกนอกเส้นทางจะไม่ก่อให้เกิดความสงสัยภายในหน่วยงานเลยหรือ ขณะเดียวกัน ที่มาของถังบรรจุของเสียภายในบริษัท วิน โพรเสส จะมาจากไหน หากไม่มีใครขนส่งมาทิ้งไว้
จากเหตุการณ์ทั้งหมดและเพอร์ฟอร์แมนซ์ของหน่วยงานภาครัฐกับกรณีของบริษัท วิน โพรเสส อาจพูดได้อย่างไม่เต็มปากว่า พวกเขาเข้ามา ‘ช่วย’ ให้อะไร ๆ ง่ายขึ้นจริงๆ
แต่ที่แน่ๆ เจ้าหน้าที่รัฐผู้มีบทบาทปูทางให้บริษัท วิน โพรเสส โลดแล่นบนผืนดินหนองพะวา ไม่ว่าจะในกระบวนการอนุมัติประกอบกิจการ เพิกเฉย มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลและตรวจสอบ แต่กลับทำได้ไม่เต็มศักยภาพ กลับไม่มีใครต้องรับผิดชอบแม้แต่คนเดียว

ทำแบบง่ายๆ กำจัดแบบง่ายๆ
สิ่งที่พบภายในเขตโรงงานบริษัท วิน โพรเสส ไม่ว่าจะเป็นถังสารเคมีขนาด 200 และ 1,000 ลิตร ถุงบิ๊กแบ็กบรรจุกากของเสีย ของเสียที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ครอบครอง เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเข็มฉีดยา ประกอบกับการมีสถานะ ‘โรงงาน’ เพียงในกระดาษ หากแต่ในความเป็นจริง กลับไม่มีเครื่องจักรแม้แต่ชิ้นเดียวเข้ามาทำหน้าที่ ‘รีไซเคิล’ ของเสียที่กองพะเนินภายในโรงงาน
เหล่านี้ชี้ชัดแล้วว่า บริษัทฯ ไม่ได้ต้องการประกอบกิจการตั้งแต่แรก เพียงแต่ต้องการใช้สถานที่เป็น ‘ถังขยะ’ รองรับของเสียที่เดินทางมาจากที่อื่นๆ
สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา อดีตผู้สื่อข่าวอาวุโส Thai PBS ให้ข้อมูลว่า บริษัท วิน โพรเสส มีเครือข่ายเชื่อมโยงกับอีกบริษัทหนึ่ง ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า บริษัทที่เชื่อมโยงกันนั้นจะใช้บริษัท วิน โพรเสส เป็นที่ทิ้งกากของเสียจากอุตสาหกรรม เนื่องจากพื้นที่นั้นมีรั้วรอบขอบชิด ทั้งยังมีอาคาร เหมาะแก่การกองหรือซ่อนของเสีย
สถาพรยังให้เหตุผลที่บริษัท วิน โพรเสส ไม่นำของเสียที่ถูกส่งมาไปกำจัดให้ถูกต้องว่า เป็นเพราะค่าใช้จ่ายในการกำจัดสูง บริษัทฯ อาจจะต้องจ่ายค่ากำจัดของเสียตันละ 5,000 บาท จึงเป็นไปได้ว่า มีการดัมป์ราคาค่ากำจัดให้ถูกลงเพื่อดึงลูกค้าให้ส่งของเสียมาที่บริษัทฯ แต่แท้จริงแล้ว ของที่ส่งเข้ามาภายในบริษัทฯ กลับถูกนำมากองรวมกันไว้ โดยไม่มีการทำลาย และเลือกที่จะหาพื้นที่ทิ้งขยะเหล่านี้แทน เพราะมีต้นทุนที่ถูกกว่า
เมื่อของเสียถูกส่งเข้ามายังบ่อขยะที่มีสถานะเป็น ‘โรงงาน’ ของบริษัท วิน โพรเสส มากขึ้น การกำจัดจึงยิ่งมีต้นทุนสูง และเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า เหตุใดบริษัทฯ จึงเลือกที่จะเพิกเฉยทุกครั้งที่มีคำสั่งให้กำจัดกากของเสียอันตรายทั้งหมดภายในโรงงาน

ภายหลังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยองเข้าแจ้งความบริษัท วิน โพรเสส เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2563 ฐานครอบครองวัตถุอันตราย กลายเป็นคดีอาญา และศาลมีคำพิพากษาว่า บริษัท วิน โพรเสส มีความผิด และสั่งให้ริบของเสียส่งมอบให้กับกรมโรงงานฯ หรือหน่วยงานที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลตามสมควร โดยบริษัท วิน โพรเสส ต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการกำจัด
ทั้งนี้ กรมโรงงานฯ เรียกตัวแทนจากบริษัทซึ่งเชี่ยวชาญในการกำจัดของเสียอันตราย หรือโรงงานลำดับที่ 101 จำนวนมาก เข้าพบกับกรรมการบริหารบริษัท วิน โพรเสสฯ เพื่อประเมินค่ากำจัด โดยการพบหน้ากันในครั้งนั้น มีการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญว่า ราคากำจัดของเสียอันตราย เช่น ถังสารเคมี กองตะกอนน้ำมัน และน้ำในบ่อน้ำ รวมเป็นมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท
บริษัท วิน โพรเสสฯ ระบุว่า ‘แพงเกินไป’ และจะหาบริษัทกำจัดเอง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีบริษัทรับกำจัดของเสียเฉพาะของเหลวอย่าง บริษัท เอส.เค. อินเตอร์เคมิคอล จำกัด รับกำจัดของเสียเฉพาะของเหลวภายในโรงงานบริษัท วิน โพรเสส ในวงเงิน 11 ล้านบาท ซึ่งได้มาจากการบังคับคดีขายของเก่าและเศษเหล็กในโรงงานที่ใช้ได้ แต่ท้ายที่สุดพบว่า การดูดน้ำที่เต็มไปด้วยมลพิษจากบ่อของโรงงานไปกำจัดนั้นไม่เป็นผล เนื่องจากมีน้ำรั่วซึมจากบ่ออื่นๆ ภายในโรงงานเข้ามาเติมยังบ่อที่ผู้รับกำจัดพยายามบำบัด จึงไม่สามารถปิดงานได้ด้วยวงเงินเท่านี้
กระทั่งกรมโรงงานฯ มีหนังสือให้บริษัท วิน โพรเสส เร่งทำสัญญาเพิ่มกับบริษัท เอส.เค. อินเตอร์เคมิคอลฯ เพื่อเดินหน้ากำจัดต่อไปในวันที่ 26 มีนาคม 2567 และเร่งรัดให้ทำสัญญาอีกครั้งในวันที่ 19 เมษายน 2567 ขณะเดียวกันก็ให้บริษัท วิน โพรเสส จัดเก็บถุงบิ๊กแบ็กบรรจุตะกอนดิน บรรจุภัณฑ์ปนเปื้อนและเศษวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว เข้าไปภายในอาคารที่มีหลังคาปกคลุม เพื่อป้องกันการชะล้างของน้ำฝนที่อาจทำให้การปนเปื้อนแพร่กระจายออกไปสร้างความเสียหายในพื้นที่โดยรอบ แต่กลับไม่มีการตอบรับใดๆ จากบริษัทฯ
ท้ายที่สุดในวันที่ 22 เมษายน 2567 หรือหลังจากที่บริษัทฯ ถูกเร่งให้ทำสัญญากับผู้กำจัดของเสียเพื่อจ่ายเงินเพิ่มให้ทำงานต่อไปได้ เกิดเหตุเพลิงไหม้เผาผลาญของเสียจำนวนมากที่มีมูลค่าในการกำจัดสูง
สำหรับโรงงานของบริษัท วิน โพรเสส มีรายงานว่า มีของเสียอยู่ภายในราว 3-4 หมื่นตัน หากถูกส่งไปกำจัด บริษัทจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก โดยการกำจัด 1 ตัน อาจมีค่าใช้จ่ายราว 5,000 บาทเลยทีเดียว

เอกชนเป็นผู้ก่อ ประชาชนเป็นผู้จ่าย
เหตุการณ์เพลิงไหม้ภายในโรงงานของบริษัท วิน โพรเสสฯ ไม่ได้ทำให้ความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นกับบ้านหนองพะวาลดลง ในทางตรงกันข้าม กลับเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น บ่อน้ำรอบโรงงานเต็มไปด้วยกรดเข้มข้น มีสัตว์ตายเกลื่อนตั้งแต่ปลาไปจนถึงสุนัข สารโลหะหนักที่เกินมาตรฐาน ตัดโอกาสการใช้น้ำบาดาลของชาวบ้านหนองพะวาเพื่ออุปโภคบริโภค รวมถึงเกษตรกรที่ต้องทนเห็นต้นยางของตนล้มตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนผืนดินสีส้มอำพัน
หลังจากคำพิพากษาของศาลจังหวัดระยองหลายคดี ได้ข้อสรุปว่า บริษัท วิน โพรเสส ต้องจ่ายเงินเยียวยาชาวบ้านหนองพะวาที่กลายเป็นเหยื่อมลพิษของโรงงาน 20.8 ล้านบาท ค่าฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมแก่รัฐกว่า 1.7 พันล้านบาท ค่าเสียหายให้แก่ อบต.บางบุตร 39.6 ล้านบาท ค่าปรับคดีอาญา 4.5 แสนบาท และค่าปรับอีก 3.5 แสนบาท
ในรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่บริษัทฯ ต้องชดใช้ เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับชาวหนองพะวา และกอบกู้ความหวังของคนในพื้นที่ กับการได้เห็นสภาพแวดล้อมที่พวกเขาอยู่กลับมาเป็นเหมือนเดิม บริษัทฯ จ่ายเพียงเงินวางศาลจำนวน 4.9 ล้านบาทเท่านั้น
แม้ว่าเงิน 4.9 ล้านบาทที่เป็นเงินวางศาลกับเงินอีก 11 ล้านบาทที่กรมโรงงานฯ ได้มาจากการบังคับคดีขายของเก่าและเศษเหล็กในโรงงานของบริษัท วิน โพรเสส แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะเยียวยาความเสียหายทั้งหมดได้
อีกทั้งบริษัท วิน โพรเสส ยังไม่มีประกันของโรงงานที่จะเข้ามาสนับสนุนค่าใช้จ่าย เมื่อตนกลายเป็นผู้ปล่อยมลพิษ เนื่องจากไม่มีกฎหมายที่กำชับให้โรงงานต้องทำประกันโรงงานเอาไว้ ดังนั้น นอกจากจะไม่มีบุคคลที่ 3 คอยตรวจสอบการประกอบกิจการของโรงงานไม่ให้ทำผิดกฎหมาย ป้องกันไม่ให้บริษัทประกันต้องมารับผิดชอบแล้ว ยังไม่มีเงินจากประกันมาเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากบริษัทฯ ได้เลย
เงินที่ใช้ในการกำจัดกากของเสีย ปัดเป่ามลพิษที่เอกชนเป็นผู้ก่อ จึงตกมาเป็นงบประมาณจากภาษีประชาชน โดยในปี 2568 กรมโรงงานฯ ได้รับการจัดสรรงบกลางจำนวน 40 ล้านบาท สำหรับบริษัท วิน โพรเสสฯ เพื่อกำจัดและบำบัดวัสดุที่ไม่ใช้แล้วและของเสียเคมีวัตถุตกค้าง
ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ใช้งบประมาณ 27 ล้านบาท จ้าง GENCO ดำเนินการกำจัดสารเคมี 4,000 ตัน และในงบประมาณปี 2569-2570 กรมโรงงานฯ มีแผนใช้งบภายใต้แผนบูรณาการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) วงเงินกว่า 400 ล้านบาท จัดการของเสียที่เหลือภายในโรงงานบริษัท วิน โพรเสส โดยปี 2569 จะใช้วงเงินราว 65 ล้านบาท สำหรับกำจัดของเสียที่ตกค้างในอาคารต่างๆ อีก 5,300 ตัน และปี 2570 จะจัดการของเสียตกค้างและน้ำเสียในบ่อให้แล้วเสร็จ
ส่วน โอภาส บุญจันทร์ ผู้มีตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารบริษัท วิน โพรเสสฯ เสียชีวิตไปแล้ว และยังคงไร้วี่แววว่ากรรมการที่เหลือจะยื่นมือเข้ามาเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า เมื่อไรจะปลดล็อกหนองพะวาออกจากการเป็นแดนมลพิษได้สำเร็จ แต่คือทำไมประชาชนต้องเป็นผู้จ่าย ทั้งที่เอกชนเป็นผู้ก่อ จะไม่มีสักหน่อยหรือ ระบบที่จะทำให้คนทำผิดรับผิดชอบกับสิ่งที่ทำ

เปิดข้อมูลมลพิษด้วยกฎหมาย PRTR
ข้อมูลสถิติปี 2560-2564 โดยมูลนิธิบูรณะนิเวศ พบว่า ในประเทศไทยมีการลักลอบทิ้งน้ำเสียและกากอุตสาหกรรมทั้งสิ้น 280 ครั้ง โดยจุดที่มีการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมหนาแน่นคือ พื้นที่ EEC และจังหวัดใกล้เคียง
หากถามคนกรุงเทพฯ หรือคนตามหัวเมืองใหญ่ๆ ในประเทศว่า ประเทศไทยพร้อมหรือยังสำหรับโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หลายคนอาจตอบแบบไม่ต้องคิดมากว่าพร้อมแล้ว เหตุใดจะไม่พร้อมรับความเจริญ ขณะที่อีกหลายคนที่อยากตอบว่าไม่พร้อม อาจเลือกที่จะเงียบเสียงลงเพราะกลัวถูกหาว่าไม่อยากเจริญ
อย่างไรก็ตาม กรณีของชาวบ้านหนองพะวาที่ออกมาคัดค้านโรงงานของบริษัท วิน โพรเสส ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากได้ความเจริญ เพียงแต่ความเจริญที่ว่า ต้องมาในรูปแบบที่ทำให้ชาวบ้านได้ประโยชน์ เคารพสิทธิ และให้โอกาสชุมชนได้เติบโตไปพร้อมกับโรงงาน มิใช่โรงงานโตแต่ชุมชนหดเล็ก
พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 ยังคงมุ่งเป้าเพิ่มการลงทุน ทั้งรวมศูนย์อำนาจไว้ที่คณะกรรมการ EEC ในการอนุญาต อนุมัติ ให้สิทธิ หรือสัมปทาน มีระบบ One Stop Service ย่นระยะเวลากระบวนการอนุญาตประกอบธุรกิจให้เร็วขึ้น ผังเมืองที่โอบรับอุตสาหกรรมแทบทุกหนแห่ง แต่ไม่พยายาม ‘บาลานซ์’ ว่า จะแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาอย่างไร รวมถึงไม่ให้พื้นที่ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจมากเท่าที่ควร
ดังนั้น เมื่อรัฐบาลหรือหน่วยงานไม่คิดหาทางออกให้ ประชาชนก็คิดมาให้แล้ว ในรูปแบบของร่าง พ.ร.บ.การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ หรือร่างกฎหมาย PRTR
ร่างกฎหมาย PRTR จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างการจัดการมลพิษไทยคือ การปล่อยให้ข้อมูลสารเคมีและของเสียอันตรายอยู่ในมือรัฐกับโรงงาน โดยประชาชนไม่รู้ว่าใครปล่อยอะไร ออกทางอากาศ น้ำ หรือดินเท่าไร เคลื่อนย้ายไปที่ไหน และปลายทางคือใคร กฎหมายนี้จะบังคับให้ผู้ก่อมลพิษรายงานข้อมูลเป็นระบบ ให้กรมควบคุมมลพิษจัดทำฐานข้อมูลกลางเปิดเผยต่อสาธารณะ ให้ท้องถิ่นใช้ประกอบการอนุญาตหรือเพิกถอนกิจการ และให้ประชาชนใช้ตรวจสอบความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของตัวเองได้ ก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้นจนเกินเยียวยา
ทั้งนี้ แม้สภาผู้แทนราษฎรชุดก่อนจะรับหลักการในวาระ 1 และคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว แต่กระบวนการสะดุดหลังการยุบสภาฯ และรัฐบาลชุดใหม่ไม่ได้เสนอร่างกลับเข้าสู่การพิจารณาภายในกรอบเวลา 60 วัน ภาคประชาชนจึงต้องใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ยื่นหนังสือยืนยันร่างต่อประธานสภาฯ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เพื่อให้สภาฯ บรรจุกลับเข้าสู่วาระอีกครั้ง
คงต้องลุ้นกันต่อไปว่า รัฐบาลจะมองเห็นปัญหาของประชาชนในพื้นที่ EEC หรือไม่ ซึ่งคำตอบก็คงมีอยู่ไม่กี่คำตอบ หากบรรจุร่างกฎหมาย PRTR ที่มาจากภาคประชาชนและองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม ปัญหาของประชาชนก็จะถูกรับฟัง แต่หากไม่บรรจุ และเตะถ่วงร่างกฎหมายนี้ไปเรื่อยๆ บ้านหนองพะวาอาจไม่ใช่พื้นที่เดียวที่จะกลายเป็น ‘แดนมลพิษ’ แต่อาจจะมีอีกนับสิบ ร้อย พันพื้นที่ผุดขึ้น ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น คงสายเกินไปแล้วที่จะแก้ไข


อ้างอิง:
– https://www.pptvhd36.com/news/ประเด็นร้อน/127410
– https://www.thaipbs.or.th/news/content/339344
– https://www.thaipbs.or.th/news/content/339294
– https://www.earththailand.org/th/archives/20520
– https://www.parliament.go.th/view/1/ภาพข่าวสภาผู้แทนราษฎร/ข่าวสภาผู้แทนราษฎร/14385/TH-TH
– https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-316
– https://www.earththailand.org/th/article/680?utm_source=chatgpt.com
– https://www.diw.go.th/webdiw/wp-content/uploads/2021/07/law-fac-env-27122547.pdf
– https://www.diw.go.th/webdiw/wp-content/uploads/2021/07/law-fac-2535.pdf
– https://www.matichon.co.th/economy/news_5280455
– https://www.diw.go.th/webdiw/pr69-149/
– https://greennews.agency/?p=39872
– https://www.diw.go.th/webdiw/pr67-318/
– https://www.diw.go.th/webdiw/pr66-251/
– https://www.diw.go.th/webdiw/pr67-255/
– https://www.thaipbs.or.th/news/content/320609
– https://www.thaipbs.or.th/news/content/339294
– https://www.thaipbs.or.th/news/content/339264
– https://www.earththailand.org/th/wp-content/uploads/2025/09/คำพิพากษา-สวพ1-64-รย.pdf
– https://www.diw.go.th/webdiw/wp-content/uploads/2025/10/p82.pdf
– https://www.diw.go.th/webdiw/pr67-131/
Tags: มลพิษ, ภาคตะวันออก, กากอุตสาหกรรม, วิน โพรเสส, ระเบียงเศรษฐกิจ, กรมโรงงานอุตสาหกรรม





