ช่วงปีที่ผ่านมา คนที่น้ำหนักเกินเกณฑ์หรือเป็นโรคอ้วนมีกำลังใจในการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพมากขึ้น เพราะเทรนด์การดูแลตัวเองและออกกำลังกายกำลังมาแรง ทั้งปีนผาจำลอง หรือการวิ่งเป็นกลุ่มจนเกิดคอมมูนิตี้รันคลับ (Run Club) รวมถึงการแข่งขันฟิตเนสอย่างไฮร็อกซ์ (Hyrox) เมื่อได้เห็นคนทั้งเมืองออกมาทำกิจกรรมเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงก็รู้สึกมีแรงฮึดไปด้วย

อย่างไรก็ตาม คนน้ำหนักตัวมากหลายคนมีข้อจำกัดด้านร่างกาย ไม่สามารถออกกำลังกายได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ แต่ยังมีเป้าหมายชีวิตที่ต้องการลดน้ำหนักและมีสุขภาพดีขึ้น จึงเลือกใช้ ‘ปากกาลดน้ำหนัก’ (Weight Loss Pen) โดยต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์เท่านั้น

สำหรับปากกาลดน้ำหนักที่ใช้ฉีดมีลักษณะเป็นปากกา ภายในบรรจุฮอร์โมนที่เลียนแบบฮอร์โมนในร่างกายกลุ่มอินครีติน (Incretin) ได้แก่ GLP-1 และ GIP จากระบบทางเดินอาหาร ซึ่งกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน เดิมทียาชนิดนี้ใช้กับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จะช่วยให้น้ำหนักลดลง จึงเหมาะกับผู้ป่วยโรคอ้วนด้วย โดยรูปแบบการใช้งานปากกาลดน้ำหนักมีทั้งแบบฉีดทุกวัน และฉีดสัปดาห์ละครั้ง

เดิมทีปากกาลดน้ำหนักเคยใช้เฉพาะกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานและโรคอ้วน ทว่าทุกวันนี้ปากกาลดน้ำหนักถูกใช้กับคนที่ดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดน้ำหนักจนได้หุ่นผอมบางตามมาตรฐานความงาม และเข้าถึงง่ายขึ้นจากคลินิกเสริมความงามหลายแห่ง อีกทั้งยังถูกแนะนำโดยคนดังรูปร่างเล็ก หรือเป็นคนดัง ทำให้คนเห็นข้อดี จึงนำมาสู่เทรนด์ ‘ปักปากกา’ ที่คนพูดถึงบนโซเชียลมีเดีย รวมถึงการเลี่ยงบาลีไปใช้คำว่า ‘ลงลิฟต์’ และ ‘ปักตะกร้า’ แทน

ในขณะที่คนปักปากกากล่าวว่า ไม่อันตรายเพราะตนอยู่ในความดูแลของแพทย์ ขณะเดียวกันก็มีบุคลากรทางการแพทย์หลายคนออกมาทัดทานเทรนด์ปักปากกา ทั้งให้ความรู้ บอกความเสี่ยงกับผลข้างเคียง และอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพก็ช่วยรณรงค์ให้คนที่ไม่จำเป็นต้องปักปากกาหันมาออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักอย่างยั่งยืน

นอกเหนือจากประเด็นด้านสุขภาพแล้ว มิติทางสังคมก็น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน เพราะเทรนด์ปักปากกาในกลุ่มคนน้ำหนักตัวปกติ โดยเฉพาะคนมีชื่อเสียง สะท้อนการกลับมาของค่านิยมรูปร่างผอมบาง แขนขาเรียวเล็ก 

ค่านิยมดังกล่าวไม่เพียงแต่ลดทอนความหลากหลายของรูปร่างมนุษย์ แต่ยังตอกย้ำความเชื่อว่า ร่างกายที่ปราศจากไขมันคือภาพอุดมคติที่ทุกคนต้องการ ทั้งที่ในความเป็นจริง ความงามมีได้หลากหลายรูปแบบและสรีระ

เทรนด์ปักปากกา ตอบสนองเป้าหมายที่อยากผอมไว

ปากกาลดน้ำหนักที่ใช้กันทุกวันนี้มีหลายแบรนด์ ซึ่งที่นิยมและรู้จักกันในวงกว้างคือ แบรนด์มอนจาโร (Mounjaro) จากสหรัฐฯ แบรนด์วีโกวี (Wegovy) และโอเซมปิก (Ozempic) ประเทศเดนมาร์ก แต่ละตัวมีตัวยาต่างกัน แต่ออกฤทธิ์เหมือนกัน โดยตัวยาจะทำงานกับหลายระบบในร่างกาย สำหรับกระเพาะอาหารจะช่วยให้กระเพาะบีบตัวช้าลง อิ่มนาน กระตุ้นการหลั่งอินซูลินที่ตับอ่อน และทำให้สมองรู้สึกว่าอิ่มง่าย อิ่มเร็ว ลดความอยากอาหาร

โดยแพทย์ในไทยจะแนะนำให้คนใช้ปากกาลดน้ำหนักก็ต่อเมื่อมีค่า BMI มากกว่า 27 ทั้งนี้ ยังต้องพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบด้วย อย่างเช่น หากดัชนีมวลกายยังไม่เกิน 27 แต่มีความเสี่ยงเป็นเบาหวาน ก็อาจแนะนำให้ปักปากกา ทั้งหมดขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

อย่างไรก็ตาม คำว่าดุลยพินิจของแพทย์ ทำให้เกิดความกังวล เมื่อแพทย์บางท่านแนะนำการปักปากกาให้คน BMI ไม่สูงนัก และยังออกกำลังกายไหว

กรณีของ แอ็กเคานต์ @phukaofaifuji หรือฟูจิ หนึ่งในคนที่เคยปักปากกา เล่าผ่านทาง TikTok ว่า เคยปักปากกาแม้ค่า BMI จะไม่เกินเกณฑ์ เพราะน้ำหนัก 61 กิโลกรัม ส่วนสูง 175 เซนติเมตร

“ปักปากกาลดน้ำหนักเพราะเราอยากผอมเร็ว อยากจะหุ่นดี อยากจะลีนแบบ พส.จีน หุ่นเล็ก สุดท้ายแล้ว โครงสร้างของเราคือกระดูกใหญ่ มันแก้อะไรไม่ได้แล้ว สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือสุขภาพร่างกายของเรา เอฟเฟกต์ของการปักปากกามันเยอะมาก แค่เดินก็เหมือนจะวูบลงไปแล้ว และเอฟเฟกต์ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน” ฟูจิกล่าว

เธอเสริมว่า การปักปากกาทำให้อิ่มเร็ว ไม่สนุกกับการกินข้าว ซึ่งเธอเป็นคนชอบกิน จึงหันมาออกกำลังกายแทน

รวมถึง Galelega หรือ เกว-ประภัสสร สิทธิชัยลาภา นักแสดงและอินฟลูเอนเซอร์ที่ออกมาเล่าประสบการณ์ที่เคยปักปากกาเมื่อ 3 ปีก่อน พร้อมบอกข้อเสียแล้วเน้นย้ำวโดยส่วนตัวว่าจะไม่กลับไปใช้อีก เพราะหลังจากที่น้ำหนักลดลง ระบบเผาผลาญก็แย่ลงไปด้วย ต้องใช้เวลานานกว่าจะฟื้นฟูร่างกายให้กลับมามีระบบเผาผลาญที่ดีเหมือนเดิม

แม้จะอยู่ในการดูแลของแพทย์ แต่สุดท้ายแล้วผู้มีประสบการณ์ต่างเห็นตรงกันว่า เป็น ‘ทางลัด’ ในการลดน้ำหนักที่ไม่จำเป็นสำหรับร่างกายของตนเอง

ระบบทุนนิยมมักสร้างบิวตี้สแตนดาร์ดใหม่ๆ เพื่อขายสินค้า

หากการออกกำลังกายคือการก้าวลงบันไดทีละขั้น การปักปากกาก็เปรียบเสมือนการลงลิฟต์ที่รวดเร็วกว่า แต่หากมองให้ลึกลงไป ว่าทำไมหลายคนอยากมีหุ่นผอมเพรียวจนต้องแสวงหาวิธีไปถึงรูปร่างในฝันให้ทันใจที่สุด หนึ่งในเหตุผลชวนคิดอาจเป็น ‘ระบบทุนนิยม’ (Capitalism)

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องโกนขนให้เกลี้ยงเกลา การมีขนตามร่างกายไม่ใช่ตัวประหลาด จนกระทั่ง Gillette แบรนด์ใบมีดโกนสำหรับผู้ชาย เริ่มอยากตีตลาดลูกค้าเพศหญิง จึงออกโปรดักต์ใบมีดโกนสำหรับผู้หญิงครั้งแรกในปี 1915 และหลังจากนั้น ค่านิยมเรื่องขนบนร่างกายของผู้หญิงก็เปลี่ยนไปตลอดกาล

อีกหนึ่งตัวอย่างแบรนด์ที่เห็นได้ชัดว่าสร้างค่านิยมด้านร่างกายที่ต้องหุ่นดีผอมเพรียวไว้ในอดีตช่วงยุค 2000s คงหนีไม่พ้นรูปร่างของนางแบบสาวสวยจาก Victoria’s Secret ที่มีหุ่นเพรียวบาง สวมชุดสุดเซ็กซี่ เป็นภาพแทนของผู้หญิงในอุดมคติที่สะกดจิตให้หลายคนอยากมีรูปร่างเหมือนพวกเธอ แม้จะต้องอดอาหารก็ตาม ซึ่งในระยะหลัง Victoria’s Secret ปรับเปลี่ยนให้นางแบบมีรูปร่างหลากหลายกว่าในอดีต เพื่อแสดงออกว่าแคร์มนุษย์ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะสาวพลัสไซซ์ เพื่อสะท้อนค่านิยมใหม่ที่ไม่ใช่มาตรฐานความงามสุดท็อกซิก

กลับมาที่แบรนด์ปากกาลดน้ำหนัก และบริษัทจำหน่ายตัวยา GLP-1 (ยาที่บรรจุในปากกาลดน้ำหนัก) หลายคนคงคาดไม่ถึงเลยว่า จะมีพรีเซนเตอร์เป็นอดีตนักกีฬาเทนนิสหญิงระดับโลกสัญชาติอเมริกันอย่าง เซเรนา วิลเลียมส์ (Serena Williams)

เมื่อปี 2025 วิลเลียมส์ในวัย 44 ปี เปิดเผยว่า เธอกำลังใช้ยา GLP-1 ของแบรนด์ Zepbound เธอได้รับยานี้ผ่านทางบริษัท Ro.co ที่ช่วยดูแลเรื่องสุขภาพ และใช้มันเพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งเธอกล่าวถึงประวัติโรคเบาหวานในครอบครัวของเธอ และความจำเป็นต้องลดน้ำหนักเพื่อลดแรงกดที่หัวเข่า

ทั้งนี้ ในการแข่งขันเทนนิส Canadian Open เมื่อเดือนสิงหาคม 2025 แบรนด์ Ozempic ที่จำหน่ายปากกาลดน้ำหนักยังเป็นสปอนเซอร์ในการแข่งขันกีฬาอีกด้วย ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกแปลกประหลาดและไม่พอใจท่ามกลางกลุ่มแฟนกีฬา

นอกจากโฆษณาในต่างประเทศ บรรดาคลินิกทั้งหลายในไทยที่นำเข้าปากกาลดน้ำหนักได้จัดโปรโมชันการขาย นำเสนอสินค้าด้วยแบรนด์แอมบาสเดอร์ที่เป็นดาราคนดัง ไปจนถึงชักชวนอินฟลูเอนเซอร์ให้มาเป็นพรีเซนเตอร์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ตราบใดที่คนดังเหล่านี้นีมวลกายเกินเกณฑ์

โดย ‘waanpem’ หรือ ‘ว่าน’ แอร์โฮสเตสสาวและอินฟลูเอนเซอร์เล่าว่า ถูกชวนให้เป็นเคสรีวิวปักปากกา แม้ว่าเธอไม่ใช่คนรูปร่างอ้วนท้วน BMI แค่ 18.5 เธอจึงรู้สึกแปลกใจและสงสัยว่า การเอาคนผอมอยู่แล้วไปโฆษณาเช่นนี้เป็นเรื่องที่ผิดหรือไม่ จึงตอบปฏิเสธ แล้วนำประสบการณ์นี้มาแบ่งปันในโซเชียลฯ

อย่างไรก็ตาม หลายคนรู้เท่าทันว่า ความสวยงามอย่างหุ่นดี ผอมบาง หรือไม่มีขนบนตัว ถูกกำหนดโดยระบบทุนนิยม นายทุน นักธุรกิจ เจ้าของแบรนด์ที่ต้องการกอบโกยเงินจากเรา แลกกับการให้สัญญาว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้คือเครื่องมือที่ช่วยให้เราเป็นคนสวยตรงตามมาตรฐานสังคม 

ถึงแม้จะเอาชนะโฆษณาชวนเชื่อได้ แต่เราอาจพ่ายแพ้ให้กับค่านิยมความงามที่กำลังเติบโตในกลุ่มเพื่อน คนใกล้ตัว คอมมูนิตี้ ซึ่งสุดท้ายแล้วเราอาจเพลี่ยงพล้ำ และยอมทำตามค่านิยมบางอย่าง ปรับรูปลักษณ์ภายนอก เพราะต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ได้รับการยอมรับจากคนในแวดวงเดียวกัน

อวสาน Real Size Beauty เมื่อผอมแบบ พส.จีน คือความงามที่ใฝ่ฝัน

ในปี 2564 แอนชิลี สก็อต-เคมมิส เจ้าของมงกุฎมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ เปิดตัวมาพร้อมกับแคมเปญ ‘Real Size Beauty’ รณรงค์ให้ทุกคนมั่นใจในตัวเองไม่ว่าจะมีรูปร่างแบบใดก็ตาม การปรากฏตัวของเธอด้วยรูปร่างแหวกขนบของนางงามยุคนั้น เปิดให้โอกาสคนอวบมีน้ำมีนวลได้หายใจหายคอบ้าง ไม่ต้องพยายามวิ่งตามมาตรฐานความงามตลอดเวลา

ทั้งนี้ Real Size Beauty ไม่ได้ลดทอนการออกกำลังกาย หรือให้คนปล่อยปละละเลยสุขภาพตนเอง เพราะแอนชิลีเองก็มีดีกรีเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลและบาสเกตบอล

ตัดภาพมาสู่ปีนี้ เทรนด์ดูแลสุขภาพร่างกายเกิดขึ้นมามากมาย สามารถเลือกออกกำลังกายได้ตามความถนัด ทว่าเทรนด์ความงามจากฝั่งจีนกลับตีคู่ขึ้นมาจนแทบไม่เหลือช่องว่าง ทั้งการแต่งหน้าโต่วอิน พอกผิว ทำหุ่นให้ผอมบาง ไปจนถึงการศัลยกรรมริมฝีปากให้เล็กน่ารักที่เรียกว่า ‘ปากแมว’

โดยเฉพาะค่านิยมความผอม ที่ทำให้หลายคนต้องออกกำลังกายจนหืดขึ้นคอ เพื่อจะมีรูปลักษณ์เป็น ‘พส.จีนท่านหนึ่ง’ ให้ได้

ความจริงคือ คนจีนนิยมชมชอบร่างบางมานานแล้ว ย้อนกลับไปราวปี 2559 หากใครยังจำกันได้ บนโลกโซเชียลฯ มีเทรนด์ ‘เอว A4’ เทรนด์นี้เริ่มจากผู้หญิงจีน ส่งต่อไปยังผู้หญิงไทยและประเทศอื่นในเอเชีย นำกระดาษ A4 มาเทียบกับเอวของตนเอง หากเอวเล็กกว่าความยาวของกระดาษ A4 นั่นเท่ากับว่าคุณตรงบิวตี้สแตนดาร์ด (จีน) และเป็นผู้หญิงที่น่าอิจฉา ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ เอวหลายคนเล็กกว่าด้านกว้างของกระดาษด้วยซ้ำ 

เมื่อคนไทยสมาทานค่านิยมด้านรูปลักษณ์มาจากคนจีน แต่การออกกำลังกายต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะเป็นคนตัวเล็ก นั่นจึงทำให้การปักปากกาเป็นวิธีที่คนให้ความสนใจ

อย่างไรก็ตาม การรับเอาค่านิยมความงามของคนไทย น่าสนใจตรงที่เราไม่ได้รับเอาวัฒนธรรมเดียว แต่เรามักรับเอาหลายสิ่ง แล้วประกอบร่างขึ้นมาใหม่ให้เป็นสไตล์ไทย ยกตัวอย่างเช่น เทรนด์การแต่งหน้า แม้จะแต่งหน้าแนวโต่วอินแบบจีน แต่อาจทาลิปแบบเกาหลี เขียนคิ้วให้คมเข้มแบบคนไทย หรือคอนทัวร์กรอบหน้าให้ชัดแบบฝรั่ง สิ่งนี้รวมไปถึงการทำหัตถการ เพราะในขณะที่คนอยากผอมบาง สนใจการปักปากกา ก็ยังมีเทรนด์ความงามจากเซเลบริตีฝั่งตะวันตกอย่าง ‘หน้ารัดกะโหลก’ เป็นเทรนด์การทำหัตถการใบหน้าที่ได้รับความนิยมในปีนี้ โดยแพทย์จะปรับรูปหน้า ยกกระชับผิวหน้าให้แนบกระดูกเท่าที่จะเป็นไปได้

คำถามคือ แม้คนไทยจะเปิดกว้างนำเทรนด์ความงามจากทั่วโลกมาปรับเป็นสไตล์ไทย แต่ทำไมเราเลือกรับแต่ค่านิยมไร้ไขมัน

อ้างอิง:

https://www.fda.moph.go.th/news/news802569 

https://www.med.cmu.ac.th/web/forhealth/health-and-medical/28586/ 

https://www.vsquareclinic.com/wellness/weight-loss-pen/ 

https://www.sportresolutions.com/news/serena-williams-glp1-weight-loss-criticism 

https://www.tiktok.com/@waanpem/video/7646736735270948117

https://www.tiktok.com/@galelega_/video/7644607705260379413 

https://www.tiktok.com/@phukaofaifuji/video/7646380865076923666 

https://thesciencesurvey.com/editorial/2023/01/18/women-as-the-force-behind-capitalism/

https://www.theswaddle.com/pretty-under-capitalism 

https://www.popsugar.com/beauty/victorias-secret-unrealistic-beauty-standards-48889211 

https://www.bbc.com/thai/articles/cr73ev8ey8go 

https://ro.co/weight-loss/serena/ 

https://hittingzone.substack.com/p/why-are-they-advertising-ozempic

Tags: , , , , , , , , ,