“ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนคือสิ่งที่สำคัญที่สุด” คือสารช่วงหนึ่งจากสุนทรพจน์ของ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ซึ่งกล่าวระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำ เพื่อต้อนรับการมาเยือนปักกิ่งของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวานนี้ (14 พฤษภาคม 2026)
ข้อความข้างต้นสามารถคาดเดาได้ไม่ยากว่า การเดินทางเยือนจีนของผู้นำสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี นับตั้งแต่ปี 2017 ส่งสัญญาณไปใน ‘ทิศทางที่ดี’ และยิ่งถูกตอกย้ำจากถ้อยแถลงของผู้นำสหรัฐฯ ที่กล่าวหลังสี จิ้นผิงว่า “การพูดคุยระหว่าง 2 ชาติ เป็นไปในทิศทางบวกอย่างยิ่ง”
อย่างไรก็ตาม การพบกันของ 2 ผู้นำชาติมหาอำนาจเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์โลกปัจจุบันที่กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอน ทั้งจากสงครามที่กำลังเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง วิกฤตด้านน้ำมันและพลังงาน การแข่งขันทางเทคโนโลยี ตลอดจนการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
The Momentum พูดคุยกับ ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ บุษบารัตน์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ (Institute of Security and International Studies: ISIS) เพื่ออ่านเกมการทูตระหว่างสหรัฐฯ และจีนผ่านการพบกันครั้งสำคัญของ 2 ผู้นำชาติมหาอำนาจ ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับความตึงเครียดรอบด้าน
ประเด็นหลักพูดคุยระหว่างทรัมป์-สี
พงศ์พิสุทธิ์มองว่า ประเด็นการพูดคุยเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับจีน สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเด็นหลักสำคัญ ที่อาจจะนำไปสู่การสร้างผลประโยชน์ให้แก่ทั้ง 2 ชาติ ได้แก่
1. สงครามในตะวันออกกลาง ประเด็นดังกล่าวนับว่าเป็นประเด็นสำคัญที่สุดของช่วงเวลานี้ โดยพงศ์พิสุทธิ์กล่าวว่า สหรัฐฯ กำลังต้องการอิทธิพลของจีนในการโน้มน้าวอิหร่านให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เพื่อให้เส้นทางการขนส่งสินค้าและพลังงานกลับมาเดินหน้าเป็นปกติ รวมถึงผลักดันให้อิหร่านยอมลดระดับความรุนแรงจนไปถึงการยุติสงครามกับสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยให้ทรัมป์สามารถนำประเด็นดังกล่าวไปสร้างคะแนนความนิยมภายในประเทศ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม (U.S. Midterm Elections) ที่กำลังใกล้เข้ามาถึง
2. อธิปไตยของไต้หวัน ขณะเดียวกัน ทรัมป์น่าจะหยิบยกประเด็นการค้าอาวุธกับ ‘ไต้หวัน’ ขึ้นมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองกับจีน ในการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยเฉพาะบทบาทของจีนในการช่วยคลี่คลายสงครามอิหร่าน
3. การเจรจาการค้า อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของการพบกันระหว่าง 2 ชาติมหาอำนาจในครั้งนี้คือ มิติด้านการค้า โดยที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องสงครามการค้าและการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ทำให้จีนต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางการค้า อีกทั้งยังสร้างแรงกดดันต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่าง 2 ประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน การที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นำคณะนักธุรกิจชื่อดังเดินทางเยือนจีนด้วย ยังสะท้อนว่า การพบกันในครั้งนี้ ทรัมป์ต้องการให้จีนเห็นว่า การเจรจาและประนีประนอมกับสหรัฐฯ จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ด้านการลงทุนในจีนได้ ซึ่งจีนยังต้องการ เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของตนที่อยู่ในภาวะซบเซามานับตั้งแต่ช่วงหลังโควิด-19
4. ประเด็นเรื่อง AI และเทคโนโลยีต่างๆ หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการเดินทางเยือนจีนของทรัมป์ในครั้งนี้ คือการเจรจาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและธุรกิจ (Business Deal) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อย่างปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) แร่หายาก (Rare Earth) และเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีความสำคัญต่อสถานการณ์โลกในปัจจุบัน
สหรัฐฯ หวัง ‘จีน’ ช่วยยุติสงครามอิหร่าน
อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชี้ว่า จีนถือเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่มีบทบาทในการคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เนื่องจากรัฐบาลปักกิ่งมีอำนาจในการต่อรองกับอิหร่านค่อนข้างสูง จากความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่อิหร่านได้รับจากโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ของจีนที่ผ่านมา
สำหรับจีนเองก็มีความจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานภายในประเทศด้วยเช่นกัน เนื่องจากได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ในฐานะที่จีนยังคงเป็นหนึ่งในผู้นำเข้าน้ำมันรายสำคัญจากอิหร่าน ดังนั้นการที่เตหะรานประกาศปิดช่องแคบดังกล่าว ขณะที่สหรัฐฯ เดินหน้าปิดล้อมทางทะเล ย่อมส่งผลกระทบต่อจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พงศ์พิสุทธิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา เราอาจเห็นความพยายามของจีนในการผลักดันให้ความขัดแย้งครั้งนี้คลี่คลายลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจสะท้อนผ่านการสนับสนุนให้ปากีสถานก้าวขึ้นมาเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย รวมถึงการเดินทางเยือนจีนของ อับบาส อารักชี (Abbas Araghchi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เพื่อพูดคุยกับ หวัง อี้ (Wang Yi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม จีนยังคงเลือกดำเนินนโยบายด้วยความระมัดระวัง และให้น้ำหนักกับการทูตแบบเงียบ (Quiet Diplomacy) เน้นการพูดคุยเจรจาเป็นหลักมากกว่าการใช้แนวทางแบบให้รางวัลและลงโทษ (Reward and Punishment) ผ่านมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจอย่างการขึ้นกำแพงภาษีในแบบที่ทรัมป์ใช้
ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะรัฐบาลจีนพยายามส่งสัญญาณมาโดยตลอดว่า จีนยึดมั่นในหลักไม่แทรกแซงระหว่างประเทศ (Non-Interference) อีกทั้งยังคงต้องการรักษาภาพลักษณ์ผู้นำของกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) ไปพร้อมกันด้วย
ดังนั้น การพบกันระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศในครั้งนี้ อาจเป็นจังหวะที่สหรัฐฯ พยายามผลักดันให้จีนเข้ามามีบทบาทในการคลี่คลายสงครามอิหร่านมากกว่าเดิม โดยคาดว่า ทรัมป์อาจหยิบเอาประเด็นไต้หวันขึ้นมาใช้เป็นหนึ่งในเงื่อนไขต่อรองที่สำคัญบนโต๊ะเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่าย
สหรัฐฯ กับจุดยืนที่มีต่อ ‘ไต้หวัน’
ไต้หวันยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นที่สำคัญต่อรัฐบาลจีน โดยเมื่อวานนี้ (14 พฤษภาคม 2026) ผู้นำจีนได้ส่งสัญญาณเตือนสหรัฐฯ ว่า “หากทรัมป์จัดการประเด็นเรื่องไต้หวันผิดพลาด อาจผลักดันให้ทั้ง 2 ประเทศเข้าสู่ความขัดแย้งได้” ซึ่งสะท้อนจุดยืนอันแข็งกร้าวของรัฐบาลปักกิ่งต่อประเด็นดังกล่าวอย่างชัดเจน
เมื่อถูกถามว่า การพบกันระหว่างทรัมป์กับสีในครั้งนี้ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงท่าทีของสหรัฐฯ ต่อไต้หวันหรือไม่ พงศ์พิสุทธิ์มองว่า ในเชิงหลักการแล้ว สหรัฐฯ ยังคง ‘ยึดมั่น’ ต่อนโยบายจีนเดียว (One-China Policy) โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
อย่างไรก็ดี ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติวิเคราะห์ว่า ในทางปฏิบัติแล้ว ท่าทีของสหรัฐฯ ต่อการค้าและการส่งออกอาวุธให้ไต้หวันจะเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับระดับบทบาทของจีนในการช่วยคลี่คลายสงครามอิหร่านในตอนนี้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ บทบาทของจีนในตะวันออกกลาง เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่สหรัฐฯ อาจนำมาใช้เพื่อต่อรองกับจีนในประเด็นเรื่องไต้หวันได้เช่นกัน
เพื่อชี้ให้เห็นภาพมากขึ้นว่า ท่าทีของสหรัฐฯ ต่อไต้หวันสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามผลประโยชน์ที่สหรัฐฯ ต้องการจากจีน พงศ์พิสุทธิ์ได้ยกเอากรณีในช่วงเดือนกันยายน 2025 ขึ้นมาเป็นตัวอย่าง หลังทรัมป์ประกาศระงับงบช่วยเหลือด้านอาวุธแก่ไต้หวันมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท) ซึ่งถูกมองว่า เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการรักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนในช่วงเวลาดังกล่าว
ทั้งนี้ แม้ในตอนนี้จะยังไม่มีรายละเอียดการพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นเรื่องไต้หวันออกมาอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพิ่งให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ประเด็นเรื่องการค้าและการส่งออกอาวุธให้ไต้หวัน ยัง ‘ไม่นับเป็นประเด็นหลัก’ ในการพบกันของ 2 ผู้นำในครั้งนี้
ใครกำลังถือ ‘ไพ่เหนือ’ ในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี
ในโลกปัจจุบัน มิติทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีกลายเป็นเรื่องที่แทบแยกออกจากกันไม่ได้อีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) และเทคโนโลยีขั้นสูง กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจโลก สำหรับการพบกันของทรัมป์และสีในครั้งนี้ พงศ์พิสุทธิ์มองไว้ 2 ประเด็นหลัก
1. ประเด็นเรื่องแร่ธาตุหายาก (Rare Earth) อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า จีนยังคงเป็นผู้ถือครองสัดส่วนการผลิตและการแปรรูปแร่ Rare Earth มากที่สุดในโลก อย่างไรก็ดี ผลจากสงครามการค้าและการตั้งกำแพงภาษีของสหราชอาณาจักร ส่งผลให้ที่ผ่านมา จีนใช้การจำกัดการส่งออกแร่หายากไปยังสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้
ประเด็นดังกล่าวจึงแทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกหยิบขึ้นมาเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของการหารือระหว่างผู้นำทั้ง 2 ประเทศ
พงศ์พิสุทธิ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า นับตั้งแต่สงครามกับอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งยิ่งทำให้ความต้องการแร่ธาตุหายากสำหรับอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย และส่งผลให้สหรัฐฯ อยากจะเข้าถึงแร่หายากจากจีนในระยะนี้สูงขึ้นตามเช่นกัน ซึ่งจะสร้างข้อได้เปรียบให้กับจีนในการเจรจา
2. ประเด็นเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ในอีกด้านหนึ่ง จีนยังคงตามหลังสหรัฐฯ รวมถึงพันธมิตรสำคัญอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีการผลิตชิปขั้นสูง ซึ่งจีนยังไม่สามารถพัฒนาให้มีความซับซ้อนและก้าวหน้าได้เทียบเท่ากับสหรัฐฯ จุดนี้จึงอาจกลายเป็นอีกหนึ่งแต้มต่อสำคัญที่สหรัฐฯ สามารถใช้ต่อรองกับจีนได้
นอกจากนี้ การที่รายชื่อของ เจนเซน หวง (Jensen Huang) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท NVIDIA ถูกเพิ่มเข้าสู่รายชื่อคณะเดินทางเยือนจีนแทบในนาทีสุดท้ายก่อนการเดินทาง ยังสะท้อนว่า ประเด็นเซมิคอนดักเตอร์น่าจะมีน้ำหนักสำคัญบนโต๊ะเจรจาระหว่าง 2 มหาอำนาจครั้งนี้เช่นกัน
“หวงจะเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำในครั้งนี้ด้วย ตามคำเชิญของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของสหรัฐฯ” โฆษก NVIDIA กล่าวกับสำนักข่าว BBC
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติมองว่า สหรัฐฯ อาจไม่สามารถกางไพ่ยอมขายเทคโนโลยีด้านนี้ให้จีนได้ทั้งหมดอย่างเต็มที่ เนื่องจากเซมิคอนดักเตอร์ยังคงเกี่ยวพันโดยตรงกับอุตสาหกรรมกลาโหม และการพัฒนาอาวุธสมัยใหม่ ซึ่งอาจเปิดช่องให้กับจีน ในการไล่กวดการพัฒนายุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย ซึ่งในที่สุดจะกระทบต่อความมั่นคงและการทหารของสหรัฐฯ ได้
ทรัมป์-สี กำลังทำให้ ‘New Cold War’ หายไป?
ตลอดช่วงเวลาเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ในแวดวงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มักมีการพูดถึงคำว่า ‘สงครามเย็นยุคใหม่’ (New Cold War) อยู่บ่อยครั้ง เพื่อใช้อธิบายถึงบรรยากาศการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติทางเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้หวนย้อนและเปรียบเทียบกับการแข่งขันเชิงอุดมการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียตในยุคสงครามเย็น จนนำไปสู่การถกเถียงอย่างกว้างขวางว่า โลกในปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่สงครามเย็นครั้งใหม่จากการแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจหรือไม่
“สหรัฐฯ และจีนควรเป็นหุ้นส่วนกันมากกว่าที่จะเป็นคู่แข่ง” คือคำกล่าวของสี จิ้นผิงเมื่อวานนี้ (14 พฤษภาคม 2026) อาจเป็นสัญญาณที่ช่วยลดทอนกระแสการคาดการณ์และการถกเถียงเกี่ยวกับบรรยากาศของสงครามเย็นยุคใหม่ลงได้ไม่น้อย
ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติอธิบายท่าทีเหล่านี้ของผู้นำจีนเอาไว้ว่า รัฐบาลจีนภายใต้การนำของสี จิ้นผิงไม่ได้ต้องการสร้างบรรยากาศสงครามเย็นยุคใหม่ขึ้นมาแต่อย่างใด เนื่องจากการแข่งขันและการสร้างความตึงเครียดกับสหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของจีนมากกว่าจะสร้างประโยชน์ให้แก่รัฐบาล
ประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อนับตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 ในปี 2020 ยังทำให้รัฐบาลและพรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องเผชิญแรงกดดันจากสังคมภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ การเปิดพื้นที่แข่งขันหรือเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ มากเกินไป อาจกลายเป็นปัจจัยที่เพิ่มความไม่แน่นอนในด้านเศรษฐกิจ และนำไปสู่ความไม่พอใจของประชาชน ซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลจีนได้เช่นกัน
ที่ผ่านมา ในเชิงการทูต จีนจึงพยายามที่จะ ‘ยื่นกิ่งมะกอก’ เพื่อต้องการแสดงให้เห็นถึงสัญญาณของสันติภาพและการประนีประนอมมากกว่าที่จะเผชิญหน้ากัน ซึ่งรวมถึงการตอบรับและตกลงจัดการพบกันระหว่างผู้นำทั้ง 2 ประเทศในครั้งนี้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลจีนยังจำเป็นต้องรักษาภาพลักษณ์ความแข็งแกร่งของประเทศเอาไว้ เพื่อตอกย้ำความเข้มแข็งของผู้นำและพรรคคอมมิวนิสต์ รวมถึงสถานะผู้นำของกลุ่มประเทศโลกใต้ด้วยเช่นกัน นั่นหมายความว่า ท่าทีเชิงสันติภาพและการประนีประนอมของจีน จึงยังมีข้อจำกัดในบางประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นที่กระทบต่อผลประโยชน์และความมั่นคงของประเทศ เช่น ประเด็นเรื่องไต้หวัน
กลุ่มประเทศในอาเซียนควรจับตาประเด็นไหน?
ภายใต้บริบทการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างต้องการรักษาอิทธิพลของตนเองเอาไว้ ทำให้ทุกความเคลื่อนไหวจากการหารือระหว่าง 2 ประเทศ ย่อมส่งแรงสั่นสะเทือนต่อภูมิภาคอาเซียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พงศ์พิสุทธิ์ชี้ว่า ประเด็นสำคัญที่อาเซียนและผู้นำในภูมิภาคควรจับตามองคือ
1. หากการหารือระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในประเด็นสงครามตะวันออกกลางดำเนินไปในทิศทางเชิงบวก และสามารถช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายได้ในระยะเวลาอันใกล้ อาเซียน ในฐานะกลุ่มประเทศหลักที่นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง จะกลายเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับผลเชิงบวกมากที่สุด เนื่องจากวิกฤตราคาน้ำมัน พลังงาน และแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่างๆ มีแนวโน้มจะผ่อนคลายลงและบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น
2. อย่างไรก็ตาม หากการหารือด้านการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนดำเนินไปในทิศทางเชิงบวก จนนำไปสู่การฟื้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างทั้ง 2 ประเทศมากขึ้น อาเซียนอาจได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในภาคการผลิตและการส่งออกที่เคยได้รับประโยชน์จากสงครามการค้าระหว่าง 2 ชาติมหาอำนาจ
ทั้งนี้ ผลกระทบดังกล่าว ยังขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้าและโครงสร้างเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ กล่าวคือ หากเป็นสินค้าทุนหรือสินค้าเพื่อการผลิตภายในประเทศ การชะลอตัวของการลงทุนจากจีน อาจส่งผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจในบางประเทศในอาเซียนได้
แต่หากเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่เข้ามาแข่งกับสินค้าในประเทศอาเซียนเอง หรือเป็นเพียงสินค้าที่ใช้ประเทศอาเซียนเป็นทางผ่านในการส่งออกไปสหรัฐฯ การลดลงของปริมาณสินค้าเหล่านี้อาจส่งผลดีต่อบางประเทศ เนื่องจากช่วยลดแรงกดดันด้านการแข่งขันทางราคากับผู้ประกอบการภายในประเทศ
3. หากสหรัฐฯ และจีนเลือกผ่อนปรนต่อกันในประเด็นไต้หวัน ก็อาจส่งสัญญาณในทางลบ และกระทบต่อสมดุลอำนาจและสถานการณ์ความมั่นคงในทะเลจีนใต้ (South China Sea) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของอาเซียนได้ โดยในปัจจุบัน ฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน มีความพยายามที่จะผลักดัน ‘ประมวลการปฏิบัติในทะเลจีนใต้’ (Code of Conduct: COC) เพื่อเร่งสร้างกรอบเจรจาร่วมระหว่างอาเซียนกับจีน ในการจัดการข้อพิพาทในพื้นที่ดังกล่าวอยู่ ซึ่งสหรัฐฯ ถือว่าสนับสนุนจุดยืนและบทบาทของฟิลิปปินส์ในการต่อต้านการขยายอิทธิพลของจีนในทะเลจีนใต้มาโดยตลอด
ดังนั้น หากสหรัฐฯ เลือกประนีประนอมต่อจีนในประเด็นไต้หวันมากขึ้น ก็อาจทำให้ประเทศต่างๆ ในบริเวณทะเลจีนใต้เริ่มตั้งคำถามต่อบทบาทและความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตรด้านความมั่นคง เนื่องจากอาจถูกมองว่า สหรัฐฯ พร้อมลดระดับการเผชิญหน้ากับจีน เพื่อแลกกับผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ในประเด็นอื่นได้ และทะเลจีนใต้อาจเป็นหมากที่สหรัฐฯ ใช้เพื่อต่อรองกับจีนเหมือนที่ใช้ไต้หวันในขณะนี้
ที่มา:
https://www.aljazeera.com/news/2026/5/14/chinas-xi-warns-trump-about-taiwan-at-beijing-summit
https://www.bbc.com/news/live/cvgz8qverzqt
Tags: อาเซียน, Xi, ทะเลจีนใต้, Summit, Us, ภูมิรัฐศาตร์, การทูต, แร่ธาตุหายาก, สหรัฐฯ, China, Trump, เซมิคอนดักเตอร์, ปัญญาประดิษฐ์, ISIS Thailand, สี จิ้นผิง, พงศ์พิสุทธิ์ บุษบารัตน์, จีน, รัฐศาสตร์ จุฬาฯ, ทรัมป์, สงครามตะวันออกกลาง




