เกิดขึ้นซ้ำๆ เดิมๆ กับโศกนาฏกรรมจากสิ่งที่เรียกว่า ‘ความประมาท’ ‘ความสะเพร่า’ หรือ ‘ความมักง่าย’ จะเรียกอะไรก็แล้วแต่ แต่ไม่ว่าจะใช้คำไหน สิ่งเหล่านี้ล้วนนำไปสู่ ‘การสูญเสียชีวิตอันบริสุทธิ์’ 

และความสูญเสียที่ว่านั้นก็ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมของผู้เสียชีวิตด้วยซ้ำไป

หลายครั้ง คนไทยไม่ได้เสียชีวิตจากความอดอยากหรือสงคราม หากแต่เสียชีวิตบนท้องถนนจากความประมาทของผู้อื่น และเปลี่ยนวันธรรมดาๆ ให้กลายเป็นโศกนาฏกรรมเพียงเพราะคำว่า ‘ความเลินเล่อ’

ย้อนกลับไปไม่นาน เมื่อช่วงต้นปี 2569 คนไทยทั้งประเทศต่างสลดกับเหตุการณ์เครนก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง (กรุงเทพฯ-นครราชสีมา) ร่วงลงมาทับรถไฟที่กำลังมุ่งหน้าไปยังจังหวัดอุบลราชธานี เป็นเหตุให้มีประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตกว่า 32 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 66 ราย

เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า 32 คนที่เสียชีวิตนั้น เป็นคนที่กำลังเดินทางกลับบ้านไปหาพ่อแม่ที่ต่างจังหวัด หรือเป็นคนที่กำลังออกไปทำงานสร้างความมั่นคงให้ชีวิต หรือแม้แต่เป็นเสาหลักของครอบครัว ใช่… เราไม่มีทางรู้ได้เลย

หลังจากนั้นไม่นาน เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันก็เกิดซ้ำขึ้นอีกภายในไม่ถึง 24 ชั่วโมง จากบริษัทผู้รับเหมาเจ้าเดียวกัน ส่งผลให้เราสูญเสียชีวิตอันบริสุทธิ์ไปอีก 2 ราย 

แม้บริษัทผู้รับเหมาจะถูกปรับและยกเลิกสัญญา ทว่าก็ไม่ถูกขึ้นบัญชีดำในการรับงานภาครัฐ เพราะในช่วงสิ้นเดือนมกราคม 2569 ยังปรากฏข่าวที่บริษัทแห่งนี้ได้รับจ้างในโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลกลางมูลค่าสูงเฉียด 4 พันล้านบาทอยู่เลย

แค่เดือนมกราคมเดือนเดียว ทำให้ประเทศไทยสูญเสียผู้บริสุทธิ์ไปแล้ว 34 ราย จากความบกพร่องที่ไม่น่าให้อภัย

ข้ามมากลางปี เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา ควันไฟสีดำพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าใจกลางกรุง โดยเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นช่วงเวลาประมาณบ่าย 3 กว่าๆ บนถนนอโศกมนตรี (ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นหนึ่งในถนนที่มีการจราจรย่ำแย่ที่สุดในกรุงเทพฯ)​ มีรถเมล์สาย 206 คันหนึ่งจอดติดการจราจรอยู่ โดยเป็นการจอดคร่อมบนทางรถไฟ 

แต่ปรากฏว่าในช่วงเวลาเดียวกัน ก็มีรถไฟขนตู้คอนเทนเนอร์วิ่งพุ่งเข้าชนรถเมล์อย่างรุนแรง เป็นเหตุให้เกิดไฟลุกท่วม มีเสียงระเบิดเป็นระยะ รวมถึงกลุ่มควันสีดำพวยพุ่งสู่ท้องฟ้า โศกนาฏกรรมครั้งนี้เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตในคราเดียวถึง 8 ราย และบาดเจ็บอีก 30 คน

หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เหตุการณ์ครั้งนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย หาก 1. รถเมล์ไม่จอดคร่อมรางรถไฟ หรือ 2. คนขับรถไฟเบรกรถไฟได้ทันเพราะเห็นธงสีแดงที่ถูกชูขึ้น เนื่องจากมีรถจอดคร่อมทางรถไฟอยู่

แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดๆ ที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดการสูญเสีย หัวใจสำคัญของปัจจัยที่ว่านั้น ยังคงหนีไม่พ้นคำว่า ‘ประมาท’ 

นอกจากนั้น หลังจากเกิดเหตุมีการสอบสวนพนักงานรถไฟ ก่อนที่เจ้าตัวจะสารภาพว่า เสพสารเสพติดเมื่อ 10 วันก่อนเกิดเหตุ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จึงสั่งให้พนักงานรายนั้นออกจากราชการเพื่อรอการสอบสวนทางวินัยต่อไป

ก็เป็นที่น่าตั้งคำถามเช่นเดียวกันว่า เหตุใดหน่วยงานต้นสังกัดถึงปล่อยให้มีข้าราชการที่เสพสารเสพติด ทำงานบริการสาธารณะเช่นนี้

ขณะเดียวกัน พนักงานขับรถเมล์ก็ต้องทราบดีว่า การขับรถไปจอดบนทางรถไฟลักษณะนั้น เป็นการกระทำที่ ‘ไม่ถูกต้อง’ เพราะกฎหมายจราจรทางบกระบุไว้ชัดเจนว่า เมื่อผู้ขับขี่ต้องการจะขับรถข้ามทางรถไฟ ต้องลดความเร็วและหยุดรถให้ห่างจากทางรถไฟไม่น้อยกว่า 5 เมตรอยู่แล้ว

แม้ในเบื้องต้น ทั้งพนักงานขับรถเมล์และพนักงานขับรถไฟจะถูกแจ้งข้อหากระทำการโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เหตุการณ์ครั้งนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นเพียง Human Error (ความผิดพลาดของมนุษย์) เพราะก่อนหน้านี้ที่แยกอโศก-เพชรบุรี ในแง่ฟังก์ชันก็ยังทำงานได้บ้าง แต่ถ้าถามว่า มันจะดีขึ้นกว่านี้ได้หรือไม่ คำตอบคือ มันต้องดีได้มากกว่านี้สิ

ลองมองภาพให้ใหญ่ขึ้นมากกว่าปัญหา Human Error หากแต่เรื่องนี้กลายเป็น ‘ความประมาทเชิงระบบ’ ที่ประเทศไทยยังไม่สามารถบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่ดูแลรถไฟอย่าง รฟท. กับหน่วยงานที่ดูแลการจราจรอย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าไว้ด้วยกันได้

เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ข้อมูลของทั้ง 2 หน่วยงานนั้น เป็นข้อมูลที่ส่งผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยตรงกับเหตุการณ์ดังกล่าว

ขณะเดียวกัน โศกนาฏกรรมครั้งนี้ก็อาจสะท้อน ‘ความประมาท’ ของผังเมือง ที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ประเมินพื้นที่เกิดเหตุว่าเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยง เพราะในอดีตเป็นมาอย่างไร ปัจจุบันก็ปล่อยทิ้งไว้แบบนั้น ทั้งๆ ที่สภาพของพื้นที่มีบริบทที่แตกต่างไปจากอดีตแล้ว ทางรถไฟควรจะถูกรื้อทิ้งหรือควรทำเป็นทางยกระดับหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุเช่นนี้

ดังนั้น ควรถึงเวลาแล้วหรือไม่ ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเมือง จะต้องใส่ใจทุกรายละเอียด ทุก Node ของเมืองที่เสี่ยงจะเกิดเหตุลักษณะนี้ รวมถึงจุดตัดรถไฟราชปรารภและจุดตัดรถไฟพญาไท ไม่ปล่อยให้ปัญหานี้ยังคงอยู่ต่อไป

ขณะเดียวกันก็น่าเศร้าใจยิ่งนัก ที่หลังจากผ่านเหตุการณ์มาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ณ จุดเดียวกัน เรายังพบเห็นการกระทำเดิมๆ ของผู้ใช้รถใช้ถนนเกิดขึ้นอยู่ เช่น มอเตอร์ไซค์รับจ้างขับฝ่าไม้กั้นทางรถไฟ หรือแม้แต่รถเมล์ที่จอดคร่อมทางรถไฟเช่นเดิม

หากผู้ให้บริการสาธารณะยังเต็มไปด้วย ‘ความประมาท’ และ ‘ความไม่มีมาตรฐาน’ ชีวิตของคนธรรมดาๆ อาจกลายเป็นโศกนาฏกรรมอีกครั้งที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร อาจจะเป็นปลายปี หรืออีก 2 เดือน หรือแม้แต่พรุ่งนี้ ก็อาจเกิดซ้ำอีกได้

หากในภาพใหญ่ ระบบข้อมูลการจราจรและการเดินรถไฟยังถูกละเลย ไม่เชื่อมโยงหรือบูรณาการเป็นเนื้อเดียวกัน ปล่อยให้กลายเป็นความประมาทเชิงระบบ 

หรือในแง่ผังเมืองไม่มีการจัดการ ปล่อยให้ลักษณะการจราจรตาม Node ต่างๆ ยังเป็นเหมือนเดิมต่อไป ไม่มีการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด มันก็คงไม่ต่างจากระเบิดเวลาที่รอปะทุ

แต่จะดีกว่าหรือไม่ ถ้าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการ ‘จราจร’ ทั้งระดับเมือง ระดับหน่วยงาน และระดับปัจเจก หันมาร่วมกันสร้างระบบนิเวศการจราจรที่มีมาตรฐาน ปฏิบัติตามกฎหมายและกฎจราจรอย่างเคร่งครัด ไม่ทำให้ชีวิตของผู้บริสุทธิ์ต้องสูญเสีย เพราะชีวิตของคนเราไม่สมควรแขวนอยู่บนเส้นด้ายเช่นนี้

ดังนั้น เราขอเพียงแค่อย่างเดียวหลังจากนี้ อย่าให้ ‘ความเลินเล่อ’ ของใคร หรือของหน่วยงานใด ต้องคร่าชีวิตบนท้องถนนอีกเลย..

อ้างอิง: 

https://www.royalthaipolice.go.th/downloads/laws/%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%AD%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2/pdf_laws_03.pdf

https://urbancreature.co/hakata/

https://www.thairath.co.th/scoop/infographic/2933265

https://www.thaipbs.or.th/news/content/506067

Tags: , , , , , , , ,